“ว่านไฉ” หนุ่มนักเดินทางที่บอกว่าการท่องเที่ยวช่วยต่อชีวิตเขาได้ถึง 9 ชีวิต!!!!! - CLEO Thailand Online Magazine

“ว่านไฉ” หนุ่มนักเดินทางที่บอกว่าการท่องเที่ยวช่วยต่อชีวิตเขาได้ถึง 9 ชีวิต!!!!!

เขียนโดย BeamHoneyB

“ว่านไฉ” อคิร  วงษ์เซ็ง อายุ 29 ปี เขาเป็นทั้งโปรดิวเซอร์ นักแต่งเพลง นักดนตรี แถมยังเป็นนักร้องอารมณ์ดีจาก AF5 ด้วย ล่าสุดเขามีบทบาทใหม่ เป็นนักท่องเที่ยวอารมณ์ดี เจ้าของเพจ ยูทูบ ชาแนล และ อินสตาแกรม “อาสาพาไปหลง” (FB: @alostliketrip / Youtube: @alostliketrip / IG: @alostlike_trip) รายการท่องเที่ยวครบรสความบันเทิงด้วยเสียงพากย์ เพลง เนื้อหาแบบอินไซด์ที่ใส่ความสนุกแบบ “improvise” ด้นสดแบบฮาทุกเม็ด การได้คุยกับเขาในวันนั้นทำให้เรารู้ว่าว่านไฉเป็นคนสนุก มีพลังและมีเสน่ห์ด้านการพูดมาก ตลอด 1 ชั่วโมงที่คุยกัน เราฟังเขาเล่าเรื่องแบบไม่หลุดโฟกัสเลย!!!


 

3 Traveling tips from Wahncai

 

-ก่อนเลือกที่เที่ยว อ่านตัวเองให้ออกก่อนว่าเป็นคนยังไงและสำรวจตัวเองว่าอยากเที่ยวแบบไหน คร่าวๆ ก็พอ

-หาที่เที่ยวที่ปลอดภัย ก่อนจะไปพักที่ไหนต้องเช็คให้ดีก่อน บริวเวณย่านที่พักเป็นยังไง

-อย่าลืมเก็บรายละเอียดระหว่างการเดินทาง เก็บด้วยตา อย่าเก็บด้วยกล้อง อย่ามองแต่ที่หมาย ให้มองระหว่างเดินทางด้วย มันอาจจะมีรายละเอียดที่คาดไม่ถึง

 


 

 

ความตลกในตัวหนุ่มที่ชื่อ “ว่านไฉ”

ถ้าถามว่าวันนั้นคุยกับว่านไฉแล้วจำอะไรได้บ้าง นอกจากเรื่องที่เขาเล่าแล้ว เรายังจำความตลกของว่านไฉที่มีหลุดเข้ามาในบทสนทนาเป็นพักๆ คุยๆ อยู่ก็จะมีพากย์เสียงขึ้นมา แบบในคลิ๊บของเขาเลย!! เป็นสิ่งที่อยากจะแชร์ให้สาวๆ ฟังผ่านตัวหนังสือมากๆ คือมันจอยแบบที่ว่าการเล่าผ่านตัวหนังสือมันไม่พอ คืออาจจะสนุกได้เแค่ครึ่งหนึ่งของวันนั้น เขาบอกว่าเป็นคนตลกตั้งแต่เด็กๆ แล้ว แต่ก็ไม่ได้ชอบเล่นมุกนะ ชอบเวลาที่คนอื่นหัวเราะมากกว่า เวลาที่คนอื่นยิ้ม รู้สึกว่าประสบความสำเร็จ แต่จริงๆ ว่านไฉก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ตลกขนาดนั้น “ผมเล่นมุกไม่เก่ง”

 

 

ชอบแซวคนเป็นกิจวัตร!!!

ว่านไฉเป็นคนชอบคุยกับคนตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เขาเข้ากับคนง่าย เป็นคนชอบศึกษาคนและรอยยิ้มของคน เขาจะ “ดูว่าพูดอะไรกับคนนี้แล้วเขาจะดีใจ เขาจะหัวเราะ เขาจะยิ้ม” ว่านไฉก็เลยกลายเป็นคนที่ชอบพูดกับคนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่บางทีก็ชอบมากจน “เป็นคนค่อนข้างเลอะเทอะนิดหนึ่งอะ” เขาจะชอบแซวไปเรื่อย เวลาเจอป้ายก็จะลองพากย์เสียงใส่ เวลาเห็นอะไรแปลกๆ ว่านไฉจะชอบเก็บรายละเอียด “สมมุติไปเจอคุณป้า คาแร็คเตอร์จัดๆ จะถ่ายเก็บเอาไว้แล้วคิดว่าเขาน่าจะพูดอะไรแล้วตลก ถ้าคิดได้เลยก็จะจดเอาไว้ ถ้ายังคิดไม่ออกก็จะกลับมาที่บ้านแล้วก็ร้อยเรื่องราว” แต่เขามีข้อห้ามอย่างหนึ่งในการแซวคือต้องไม่ทำร้ายเขา “ผมไม่ชอบการ bully เลย อย่างเวลาไปเจอคนผิวสี จะไปเล่นมุกเหยียดผิวมันก็ไม่ได้ คนดูต้องรู้สึกว่าโดนอำ ไม่ได้โดนเหยีดหยาม”

 

 

มีสองอาชีพในใจตอนนี้

จริงๆ อาชีพของว่านไฉคือนักแต่งแพลง นักดนตรี นักร้อง “ผมเรียนดนตรีมาทั้งชีวิตเลย ส่วนเรื่องทำรายการตอนแรกก็ทำเล่นๆ แต่พอทุกอย่างที่ได้เงินและมีคนติดตามเยอะๆ มันก็จะกลายเป็นอาชีพทันที เพราะฉะนั้นตอนนี้ผมก็เลยมีสองอาชีพในใจผมเป็น และก็เป็นนักท่องเที่ยว”

 

Content creator สไตล์ว่านไฉ

ว่านไฉบอกว่า “จริงๆ ผมเป็นคนทำรายการ” เขาทำรายการที่ไม่เหมือนชาวบ้าน ชอบหาเรื่องที่คนไม่เคยรู้เอามาบอกแล้วก็นำเสนอในแบบที่เสพง่าย “คนดูไม่ได้ดูแค่การท่องเที่ยวอย่างเดียว มีความวาไรตี้ด้วย” ต้องสามารถเอาเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ และเรื่องราวของคนละแวกนั้นมาเล่าให้ฟัง เขาบอกว่ามันน่าสนใจกว่าการที่แค่ให้คนดูติดตามว่าเขาไปทำอะไรมา “ผมไม่หล่อขนาดที่คนจะมาเสพในการที่ผมไปกินก๋วยเตี้ยว มาดูอะไรที่เป็นเรื่องเล่าของผมดีกว่า อย่ามาดูหน้าตา”

แต่งเพลงแล้วรู้สึกตันเมื่อไหร่ ต้องออกไปเที่ยว

จริงๆ ความอินในเรื่องการเที่ยวไม่ได้มาจากไหนเลย มันคือสิ่งที่ว่านไฉทำเพื่อหาทางปลดปล่อยจากการทำงานด้านเพลง เวลารู้สึกตันและหมดไฟเมื่อไหร่จะออกเดินทาง!!! ว่านไฉทำเพลงให้ศิลปิน ละคร โฆษณา ภาพยนต์มาเยอะมาก ซึ่งอาชีพนี้ก็เริ่มจากความรักความชอบนั้นแหละ แต่ถึงจะรักจะชอบแค่ไหน พอมีความต้องการของคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องก็ต้องมีหมดไฟกันบ้าง “ทุกอย่างที่เป็นงานอดิเรกสนุกเสมอ แต่พอมันกลายมาเป็นอาชีพทุกอย่างจะเริ่มตัน เพราะพอมีลูกค้า เราเอาความสามารถเราไปแลกกับสตางค์เสมอ เริ่มตีกรอบตัวเองให้มันแคบลง จากการแต่งเพลงที่เป็นจักรวาลของผม มันกลายมาเป็นห้องแคบๆ มันมีสูตรสำเร็จ ที่มันสำเร็จจริงๆ แหละ แต่มันน่าเบื่อเหลือเกิน ทำไมเราจะต้องแต่งเพลงเปิดหัวดี ปิดหัวโดน บอกว่าฉันรักเธอแบบโน่นนแบบนี้ มันน่าเบื่อ จริงๆ ดนตรีมันหลากหลายมาก การแต่งเพลงมันจะเกี่ยวกับอะไรก็ได้ แค่หาวิธีเล่าให้ถูกต้องเท่านั้นเอง”

พอเป็นแบบนี้ก็เลยต้องออกไปปลดปล่อย ออกไปเที่ยวเพื่อไปล่างสมอง กลับมาจะได้แต่งเพลงได้ใหม่ ทำแบบนี้มาเรื่อยๆ แต่ไม่มีเงินเก็บเลย ว่านไฉเปรียบสภาพชีวิตตอนนั้นเหมือนวงจรยุง แต่งเพลงเสร็จพอได้เงินแล้วก็ไปเที่ยว ใช้ชีวิตแบบนี้วนเป็นวงจร ก็เลยคิดว่าการเที่ยวจริงๆ มันทำอย่างอื่นได้อีกตั้งเยอะแยะ ซึ่งก็ทำให้เกิดเป็นรายการท่องเที่ยวขึ้นมา “ทุกอย่างมันปลดล็อคเลยนะ ไปแต่งเพลงตอนเที่ยวด้วย ได้เพลงมาใส่ในคลิ๊ปด้วย ได้เที่ยวด้วย”

 

เที่ยวบ่อยมาก แต่ในรูปแบบรายการ ที่แรกก็คือที่มัลดีฟ

ก่อนหน้าจะมาเป็น “อาสาพาไปหลง” ว่านไฉ่ต้องนั่งวางแผ่นรายการ นอกจากจะตั้งใจให้มันเป็นรายการท่องเที่ยวแล้วก็ค้นพบว่า การที่ตัวเองเป็นนักแต่งเพลงก็จะต้องมีเพลงในรายการ แล้วก็ชอบพากย์ก็ต้องมีพากย์เป็นส่วนประกอบด้วย ซึ่งก็ต้องมีการซ้อมทำรายการก่อน จริงจังมาก ไม่งั้นปล่อยไปงูๆ ปลาๆ เดี๋ยวไม่ปัง ก็ลองทำตัวอย่างขึ้นมา ตอนนั้นไป เลห์ ลาดักห์ ไอซ์แลนด์ ก็ลองถ่ายวีดีโอแล้วใส่เพลง ซึ่งวีดีโอตัวอย่างนี้ก็โพสต์ลงเพจไว้ด้วยนะ เราแอบเข้าไปดูคลิ๊บไอซ์แลนด์ สะดุดใจที่เพลงประกอบ เนื้อเพลงเล่าถึงขั้นตอนการลองทำวีดีโอแบบน่ารัก

 

 “พอดีวันนั้นไปไอซ์แลนด์ ลองถ่ายวีดีโอ อยากตัดเอามาโชว์ก็ลองหาเพลงใส่ดู แต่ติดลิขสิทธิ์ ไม่อยากกระทำผิด มันคงเป็นลิขิตที่มันต้อง ร้องเอง ร้องเพลง อย่าสนเลยไอ้เพลงนี้ แค่ดูภาพไป ไอซ์แลนด์ ที่ไอซ์แลนด์ จะมีสักคนควงแขนก็ไม่ค่อยหนาว โอ้***พยายาม กดไลค์ก็ไม่ได้ห้าม แต่ถ้าเป็นคนใจงามสักนิด แชร์ดิ!”

 

พอลองไปลองมาจนคิดว่าสมบูรณ์ ว่านไฉก็ทำคลิ๊ปออกมาตัวแรก เป็นทริปมาลดีฟ ตอนนั้นปล่อยวันแรกก็ 50,000 แชร์ คนดู 5,000,000 คน คนตามจาก 20,000 กลายเป็น 100,000 คนในคืนเดียว ตอนนั้นเขาก็รู้สึกว่าการทดลองของเขามันได้ผล “รวมมันขึ้นมาจากการวางแผนที่ถูกต้อง รู้สึกแฮปปี้มาก แต่ตอนนี้ก็เหนื่อยมากเลย” ตอนนี้ว่านไฉยุ่งแบบสุดตัว เขาเดินทาง 5 ประเทศใน 1 เดือน ปกติจะบินทุกเสาร์อาทิตย์ แล้วก็ต้องกลับมาตัดวีดีโอ พอถึงวันศุกร์ก็จะปล่อยวีดีโอซึ่งพอลงเสร็จก็จะออกเดินทางเหมือนกัน ไม่มีเวลาจะทำอะไรเลย

 

 

 

อินเดีย….จากคำว่า “ไม่ชอบ” เป็นคำว่า “เกลียด

อินเดีย คือที่ที่ว่านไฉ “อยากให้ลอง” เขาเจอทั้งเรื่องที่แย่ที่สุด และประทับใจที่สุดในที่เดียวกัน ว่านไฉเล่าเรื่องของเขาให้ฟังเป็นช๊อตๆ มีเสียงพากย์เป็นระยะๆ ทำให้เราเห็นภาพตามไปด้วยว่า ตอนนั้นเขาไปเที่ยวคนเดียว ซึ่งก็มีคนเตือนแล้วว่าจะลำบากหน่อยนะ แต่ก็คิดว่าไม่น่ามีปัญหา ขนาดผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างลุลายังไปได้เลย!! “อินเดียดีมาก พี่ลุลาชอบไปอินเดียคนเดียว”

 

เขาเล่าว่าในช่วงแรกที่นั่งรถไฟไปก็รู้สึกว่าทุกอย่างโอเค แต่พอถึงสถานีหลักทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป “มันเริ่มมีออร่าบางงอย่าง เริ่มขนลุก มี spider sense” จุดที่พีคคือตอนขึ้นบันไดเลื่อน “ทุกอย่างค่อยๆ โผล่ขึ้นมา แสงค่อยๆ ว๊าบ เสียงโหวกเหวกก็มา พอตอนที่บันไดเลื่อนขึ้นมาถึงขอบ ผมนี่กรี๊ดเป็นตุ๊ดเลย!!” สภาพมันแย่เกินคาดมาก หลังจากนั้นก็มี “พี่แขก” ถีบสามล้อมารุมพร้อมกับแข่งกันพูดว่า “travel? (สำเนียงอังกฤษคนอินเดีย)” คือเข้ามาเสนอตัวให้จ้างพาเที่ยว โมเมนต์นั้นเขาฉุกคิดถึงคำเตือนที่ทุกคนค่อยบอกเขาว่า “อย่าไปโต้ตอบเขาเพราะจะโดนโกงแน่นอน” แต่ก็รู้สึกว่าไหนๆ ก็มาแล้ว คิดว่าน่าจะสนุกดี ว่านไฉเลยตัดสินใจถามสามล้อคนนั้นว่าเท่าไหร่ สรุปความได้ว่า 100 รูปี ซึ่งตอนนั้นก็ตอบตกลงเลยเพราะคิดว่าเทียบเป็นเงินไทยแล้วถูกมาก ไม่กี่สิบบาท ก็เลยไปเที่ยวรอบเมือง ได้ไปวัดที่คิดว่าน่าจะปลอม ไปร้านขายผ้าที่ขายแพงมาก ซึ่งว่านไฉก็สัมผัสได้ว่ากำลังโดนหลอกแน่นอน 100% “แต่สนุกมากนะกับการโดนหลอก ไหนพี่จะพาผมไปหลอกที่ไหนอีก” แต่จุดพีคอยู่ที่ตอนจ่ายค่าจ้างตอนจบทริป ว่านไฉคิดว่า 100 รูปีย์ จริงๆ แล้วมันคือ 100 เหรียญสหรัฐ เท่ากับประมาณ 3,000 บาทไทย!! สุดท้ายเขาตัดสินใจใช้ความ….ไม่แน่ใจว่าใช้คำว่าฉลาดรึเปล่า? ดีลกับสามล้อว่า “100 เหรียญสหรัฐมันเยอะเกินไป แต่ 100 รูปีมันก็น้อยไป เอาไป 100 บาทแล้วกัน บอกเขาว่ามันมีค่ามากกว่า 1 เหรียญสหรัฐ มากกว่า 1 ยูโรอีก ซึ่งเขาก็โอเคเลย” ตอนนั้นก็เลย “หลอกแขกสำเร็จ”

 

จากคำว่า “เกลียด” สู่คำว่า “หลงรัก”

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นเขาก็ไปเลห์ ลาดักห์ต่อ ซึ่งทุกอย่างดูน่ารัก คนละฟิวกับนิวเดลีเลย แต่ขากลับก็จะต้องนั่งเครื่องบินไปลงที่นิวเดลี่ก่อน เพื่อต่อเครื่องกลับกรุงเทพ ซึ่งเรื่องประทับใจอินเดียมันเกิดขึ้นตอนรอเครื่องไปนิวเดลีนี่แหละ เรื่องมันมีอยู่วา “พี่บัน” สมาชิกร่วมทริปของว่านไฉไปดีลกับชาวอินเดียที่บังเอิญเจอที่สนามบินว่าเดี๋ยวพอถึงนิวเดลี ชาวอินเดียคนนั้นจะจองที่พักให้ พาไปส่งด้วย พอว่านไฉรู้ก็โมโหมาก เพราะนึกถึงสิ่งที่ตัวเองเจอที่นิวเดลีก่อนหน้านี้ “พี่โดนแน่ๆ ล้านนึง” แต่พอนั่งเครื่องมาถึงสนามบินนิวเดลี ชาวอินเดียคนนั้นกลับเรียกรถให้ พาไปส่งถึงโรงแรม ดูแลอย่างดี และก็ไม่ได้หลอก ไม่ได้ต้องการอะไรสักนิด เขาเป็นเจ้าของบริษัทใหญ่มากที่อินเดีย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมาเมืองไทย แล้วต้องเจอกับความลำบากมากๆ แต่ก็ได้ชาวไทยนี่แหละเข้ามาช่วย เขาก็เลยอยากจะช่วยคนไทยกลับบ้าง พอรู้แบบนั้นว่านไฉก็รู้สึกผิดจนร้องไห้ “เราแค่เอาความแย่ของใครบางคนมาตัดสินคนทั้งเชื้อชาติเลยเหรอ” ทริปนั้นก็จะเป็นอะไรที่ครบรสชาติมาก ตั้งแต่คำว่าเกลียดกลายเป็นตกหลุมรักอินเดีย จากความเลวร้ายที่สุด ไปจนถึงความประทับใจที่สุด

 

ว่านไฉขอแนะนำที่เที่ยวสำหรับสาวโสด

ว่านไฉขอแนะนำเลยว่าถ้าเป็นสาวโสด ต้องไปเที่ยวเกาหลีเพราะมีให้เที่ยวหลายแบบ ที่สำคัญ “สาวไทยก็ชอบโอปป้า โอปป้าก็ชอบผู้หญิงไทยเหมือนกัน เพราะสวยโดยไม่ต้องทำศัลยกรรม” เขาเรียนรู้สิ่งนี้จากการได้ไปใช้ชีวิตอยู่เกาหลี 1 เดือน นอกจากนี้เขาก็พบอีกว่าจริงๆ แล้วที่นั้นมีที่ให้เที่ยวอีกหลายแบบ ถ้าชอบเที่ยวผับก็ไปอิแทวอน ถ้าชอบกีฬาก็มี ชายหาด ยังยัง” สามารถโต้คลื่นได้ มีโอปป้าโชว์ซิกซ์แพค มีผู้หญิงใส่บิกินี่ “ผมไปอยู่ตรงนั้น 3 วัน ไม่ได้ทำอะไรนอกจากโต้คลื่น” แต่ถ้าใครเป็นสายชอบกาแฟ ในโซลก็มีร้านเยอะมาก “คุณไปนั่ง ไปวาดรูปเล่น อยู่ได้ทั้งวันเลย”  แถมเวลาเที่ยวที่เกาหลีการเดินทางก็จะสบายๆ มากด้วย

 

สำหรับว่านไฉการเดินทางสามารถ “เพิ่มชีวิต เหมือนคุณมีหนึ่งชีวิตพอไปเที่ยวแล้วมีเก้าชีวิตกลับมา” เขารู้สึกว่าจากการเที่ยวสาวๆ จะได้เนเจอร์ของคนแต่ละประเทศมา สัมผัสได้ว่าแต่ละประเทศมีข้อดีข้อเสียยังไง เพราะในประเทศที่เรามองว่ามีแต่ข้อเสีย จริงๆ เขามีข้อดีอยู่นะ ซึ่งพอเข้าใจคนแต่ละประเทศแล้วก็จะอ่านคนออก ทำให้ใจกว้างขึ้น “สุดท้ายการใจกว้างของเรามันทำให้เราอยู่รอดไปได้ 9 ชีวิตเลยละ!”

HOROSCOPE