Viajo sola por España เที่ยวสเปนคนเดียวเปรี้ยวมั๊ย?

เราเป็นผู้หญิงคนเดียว การจะไปเที่ยวสักที่มันเริ่มสนุกตั้งแต่ยังไม่ได้เหยียบจุดหมายด้วยซ้ำ เราชอบวางแผนมาก (แต่ไม่ค่อยทำตามแผนเท่าไหร่) อะดรีนาลีนจะสูบฉีดไปทั่วร่างกายโดยเฉพาะปลายนิ้วชี้ตอนกดจองตั๋วเครื่องบิน พอกดจองปุ๊บ เราก็รู้เลยว่าทริปนี้มันต้องเกิดขึ้นแน่นอน

สเปน เป็น “ครั้งแรก” ของเราในหลายๆ เรื่อง เป็นประเทศโซนยุโรปประเทศแรกที่เลือกเดินทางไปด้วยเหตุผลทางหัวใจ เป็นการเที่ยวคนเดียวครั้งแรกนอกทวีปเอเชีย และเป็นทริปที่ยาวเกินสัปดาห์ครั้งแรก ถ้าไม่นับ Work & Travel ที่อเมริกาเมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัย

 

เราหลงใหลวัฒนธรรมสเปนมากๆ ไม่ว่าจะเป็นระบำฟลาเมงโก ข้าวผัดปาเอญ่า หรือการนอนกลางวันที่เป็นกิจวัตรของคนที่นั่น เราเปิดแผนที่ดูคร่าวๆ ประกอบกับเว็บไซต์จัดอันดับว่าเมืองไหนน่าแวะไปบ้าง หวยออกมาทั้งหมด 5 เมือง คือ มาดริด เซบีญ่า กรานาด้า บาร์เซโลน่า และอิบิซ่า ซึ่งเมืองหลังนี่เด็ดสุด เพราะทุกคนจะร้อง “ว๊าว” ทุกครั้งที่เล่าให้ฟัง

 

Madrid ขโมยหัวใจตั้งแต่แรกพบ

เราเป็นคนที่ชอบสร้างซาวด์แทร็คให้ตัวเองเวลาไปเที่ยว จำได้ว่าตอนเดินพ้นประตูเครื่องบินออกมาแล้วเหยียบทางเดินงวงช้าง เพลง Djobi Djoba ของ Gipsy Kings จังหวะสนุกๆ กับเสียงปรบมือที่น่าจะผสมผสานด้วยกรับสเปนมันดังในหัวไปหมด เราไม่คาดหวังเลยว่ามาดริดจะต้องเป็นแบบไหน จริงอยู่ที่เราขีดๆ เขียนๆ ไว้ว่าอยากไปไหนบ้าง แต่บรรยากาศหรืออารมณ์ที่เมืองส่งต่อสู่ผู้เยี่ยมเยือนมันไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้เลย

จากสนามบิน นั่งรถไฟเข้าเมือง ก็ยังไม่ได้สูดอากาศของสเปนได้อย่างเต็มปอดเท่าไหร่ แต่ก้าวแรกที่พ้นบันไดรถไฟใต้ดินขึ้นมา เราเข้าใจเลยว่าอารมณ์ “ตกหลุมรัก” มันเเป็นยังไง ภาพตรงหน้าคือถนนสองเลนแสนสะอาด แดดยามบ่ายส่องลอดกิ่งก้านใบไม้ลงมาตกกระทบกับพื้น ตึกรามก่อจากอิฐแดงเรียงรายกันไปตามแนวถนน เสียงผู้คนคุยกันในภาษาที่ไม่เข้าใจแต่กลับลื่นหูอย่างประหลาด รวมถึงกลิ่นเบเกอรี่อบใหม่ และลมอ่อนๆ ที่พัดมาไล้เลียใบหน้า เรารู้สึกว่าอยากหยุดเวลาไว้ที่วินาทีนั้น ตรงนั้น โมเมนต์นั้น

เราตกหลุมรักมาดริดเข้าอย่างจัง ไม่ว่าจะด้วยวัฒนธรรมเก่าๆ ที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในรูปแบบของสถาปัตยกรรม เช่น พิพิธภัณธ์แห่งชาติ พระราชวังหลวง หรือจตุรัสใหญ่ และอีกอย่างที่เราเอ็นจอยมากๆ คือการไปร่วมวงสนทนากับคนแปลกหน้าที่ Museo del Jamón มันคือร้านขายแฮมสเปน ทาปาส แซนวิช และเบียร์ที่มีหลายสาขาในมาดริด ในร้านไม่มีที่นั่ง แต่ทุกคนจะสั่งอาหารมายืนกินกันหน้าบาร์ จิบเบียร์ไปด้วย คุยกันไปด้วย และหัวเราะสุดเสียงกันจนตัวโก่ง เป็นมื้อกลางวันควบเย็นที่มีชีวิตชีวาสุดๆ

จำได้ว่ามีเช้าวันหนึ่งที่เราตื่นมาล้างหน้าล้างตา ใส่เสื้อกล้ามกับกางเกงโยคะที่ติดกระเป๋ามาด้วย แล้วออกไปวิ่งที่สวน ใช่! คนที่หย่าขาดกับฟิตเนสมาแล้วหนึ่งปีเต็มได้กลับมาวิ่งเหยาะๆ อีกครั้งที่ El Retiro Park เพราะอากาศมันดีเกินไปที่จะนอนตื่นสาย บางครั้งการไปเที่ยวก็ก่อให้เกิดปฏิกิริยาประหลาดๆ กับตัวเองเหมือนกันนะว่าไหม

 

Sevilla น่าอยู่ตลอดชีวิต

ข้อดีอีกอย่างของการเป็นสาวเอเชียที่เที่ยวคนเดียวในยุโรปก็คือ ทุกคนพร้อมที่จะช่วยเหลือและดูแลคุณจนตลอดรอดฝั่ง เราขึ้นรถไฟต่อมายังเซบีญ่า เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นบ้านเกิดของระบำฟลาเมงโก ซึ่งคราวนี้จะลำบากกว่าเดิมแล้ว เพราะในเซบีญ่าไม่มีรถไฟใต้ดินเหมือนมาดริด เรายืนรอรถเมล์เพื่อเข้าเมืองแบบกล้าๆ กลัวๆ จนมีคุณลุงคุณป้าคู่หนึ่งสังเกตเห็น ทั้งสองพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย แต่ก็ยืนรอเพื่อส่งเราขึ้นรถเมล์ และโบกมือหยอยๆ บอกลาพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้มจนลับสายตาไป รู้สึกอบอุ่นเหมือนได้กลับบ้านจริงๆ

เราไม่คิดว่าเราจะรักเมืองไหนได้เท่ามาดริด แต่พอรถเมล์เลี้ยวเข้าสู่ถนนเล็กๆ ในเมืองเซบีญ่าที่เป็นทางตัวหนอนสีน้ำตาลอ่อนๆ โทนเดียวกับตึกเตี้ยๆ ที่เรียงรายเบียดแน่นแบ่งกำแพงกัน โอ้ย! อะไรมันจะคลาสสิกขนาดนี้ พอไปเช็คอินโรงแรมก็ยิ่งคลั่งเข้าไปใหญ่ เพราะด้านในคือบ้านแบบสเปนโดยแท้ มีช่องว่างตรงใจกลางตึกเพื่อรับลมโกรก เฟอร์นิเจอร์กับกระเบื้องก็ใช้สีเข้ากันเหลือเกิน ถ้าตัดความเหนื่อยล้าจากการลากกระเป๋าใบใหญ่ตามถนนตัวหนอนขรุขระ วันนั้นก็น่าจะเป็นอีกวันหนึ่งที่มีความสุขสุดๆ

ถ้ามาเซบีญ่าแล้วต้องไต่หอระฆัง Giralda ขึ้นไปชมวิวแบบมุมนกมอง ซึ่งเราก็เป็นหนึ่งในนักท่องเที่ยวทั่วไปที่ไหลตามกระแสสังคมอันเชี่ยวกราก แต่พอขึ้นไปถึงชั้นบนสุดด้วยตัวเองแล้วก็รู้เลยว่าทำไมทุกคนถึงแห่มาที่นี่ มันคือภาพเลเยอร์ของโบสถ์เก่าแก่ เมืองร่วมสมัย แนวต้นไม้สีเขียวตัดขึ้นมา ต่อด้วยสะพานแขวนแบบโมเดิร์นที่เห็นไกลๆ และภาพเบลอของเมืองกับแมกไม้ที่ไม่สิ้นสุด ตอนนั้นกดชัตเตอร์ไว้แค่รูปเดียวและไม่ได้เช็คด้วยว่ารูปโอเคไหม รู้แค่ว่าอยากใช้สายตาเก็บความทรงจำให้มากที่สุด

เราเผอิญได้รู้จักกับคนท้องถิ่นที่เกิดและโตในเซบีญ่า และเจ้าเพื่อนก็พาเราไปบาร์เล็กๆ ที่ชื่อว่า La Carbonería เป็นบาร์ท้องถิ่นที่มีโชว์ฟลาเมงโกพร้อมดนตรีสดๆ ทุกคืนโดยนักเรียนที่มาเรียนเต้นหรือดนตรีในเมืองนี่แหละ ตอนที่สนุกที่สุดคงจะเป็นตอนที่ทุกคนพร้อมใจกันชูแก้วเบียร์แล้วเปล่งเสียงว่า Olé (โอเล่) พร้อมกันเพื่อชื่นชมโชว์ตอนจบ เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเซบีญ่าจริงๆ ในคืนนั้น เหมือนกับเพลง Vivir Mi Vida ของ Marc Anthony ที่ Raya Real เอามาร้องแล้วเพราะกว่า และทุกวันนี้ยังเสียดายสุดหัวใจ เสียดายเหลือเกินที่อยู่เซบีญ่าแค่สองคืน

 

Granada ที่เงียบเหงาในวันอาทิตย์

แต่ความรักของคนเรามันก็มีที่สิ้นสุด เรารักอะไรมากๆ หลายอย่างพร้อมกันไม่ได้ เพื่อนสนิทเราคนหนึ่งบอกเราว่าเธอชอบกรานาด้ามากๆ และมั่นใจว่าเราต้องชอบที่นี่ด้วย แต่ทุกอย่างไม่ได้เป็นตามคาดเสมอไปน่ะสิ เพียง 2-3 ชั่วโมงจากเซบีญ่า รสบัสก็มาจอดเทียบสถานีในตัวเมืองกรานาด้าเรียบร้อย

เราซื้อบัตรล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัวดูความอลังการของมรดกโลก Alhambra พระราชวังและป้อมปราการอันยิ่งใหญ่ที่ทอดตัวอยู่บนไหล่เขา ทั้งตัววังและสวนทำให้เราคิดอยู่ตลอดว่าคนยุคโบราณเขาสร้างอะไรแบบนี้ขึ้นมาได้ยังไง แต่มันดันมีปีศาจตัวเล็กๆ มาคอบกระซิบในหัวเราตลอดว่า “แค่นี้เหรอ?” อาจจะเป็นเพราะเราไม่ได้อ่านประวัติศาสตร์เตรียมมาก่อน เลยไม่อินเท่าไหร่ แต่จริงๆ ก็แอบย้อนแยงอยู่เหมือนกัน เพราะเมื่อกลับบ้านมาไล่ดูรูปถ่าย ก็มีแต่รูปจากที่นี่เยอะกว่าเพื่อน

เรารู้สึกว่าเราอยู่กรานาด้านานเกินไป ทุกอย่างที่นี่ปิดทำการในวันอาทิตย์! ตอนนั้นได้แต่บ่นกับเพื่อนเจ้าถิ่นว่า คัมออน นี่เมืองท่องเที่ยวนะยู หาบรันช์กินยังแทบจะไม่ได้เลย แต่คุณเพื่อนก็ได้ลบล้างความผิดหวังงอแงของเราด้วยการเชิญไปดินเนอร์มื้อใหญ่กับรูมเมท เย็นวันนั้นอิ่มท้องไปด้วยไก่งวงสูตรศรีลังกาและไวน์ที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อ และอิ่มใจไปด้วยบทสนทนาตลกๆ ของกลุ่มคนที่พยายามสุดความสามารถเพื่อพูดภาษาอังกฤษกับเรา พ่วงกับการเปิดดิคชันนารีแปลศัพท์สเปนเป็นระยะๆ

จำไม่ได้จริงๆ ว่าตอนนั้นเปิดเพลงอะไรคลอให้เมืองกรานาด้า แต่ถ้าเลือกได้ตอนนี้คงจะเป็นเพลง Bendecido ของ Juanes ที่แปลว่า be blessed หรืออิ่มอกอิ่มใจนั่นแหละมั้ง

Barcelona กับความแตกต่างที่ลงตัว

ทั้งๆ ที่เป็นเมืองใหญ่เหมือนกับมาดริด แต่บาร์เซโลน่าแตกต่างอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ บาร์เซโลน่าเต็มไปด้วยความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ อาหารการกิน สถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันของผู้อาศัย เอาจริงๆ เรารู้สึกว่าไม่ได้ต่างจากกรุงเทพฯ มากเท่าไหร่ แค่รถไม่ติด ถนนสะอาด ผังเมืองคิดมาแล้วอย่างดี มีลมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตีหน้าตลอดเวลา เอ๊ะ… ก็ต้องกันเยอะอยู่เนาะ

นับว่าหลายวันแล้วเหมือนกันกว่าจะมาถึงบาร์เซโลน่า ความขี้เกียจจึงเริ่มสำแดงฤทธิ์อย่างเข้มข้น เราตื่นสายขึ้น ใช้ชีวิตให้ช้าลงในแต่ละวัน ซึ่งสานทางกับคาแร็คเตอร์ของเมืองสุดๆ เราเอ็นจอยกับการดื่มกาแฟตอนสายๆ และคุยไร้สาระกับเจ้าของ airbnb ที่ไปพัก ซึ่งโลเคชันก็ดีมาก เพราะเปิดหน้าต่างออกไปก็เห็น La Sagrada Família ตั้งตระหง่านอยู่ประมาณสองบล็อคถัดไป

อีกอย่างที่ถือว่าเป็นบุญกับนักท่องเที่ยวสมองจิ๋วอย่างเราก็คือ Free Walking Tour ที่มีอยู่ตามเมืองท่องเที่ยวใหญ่ๆ เกือบทุกประเทศ เราหาข้อมูลตอนกลางคืนแล้วก็ไปร่วมเดินทัวร์ในเช้าวันถัดไป ง่ายๆ แค่นั้นเลย เราเลือกทัวร์สถาปัตยกรรมของ Antoni Gaudí สถาปนิกแหวกแนวผู้ออกแบบบ้านและอาคารมากมายในบาร์เซโลน่า Park Güell, Casa Batlló, Casa Milà แม้กระทั่งเสาไฟที่ Plaça Reial ก็ไม่เว้น รวมถึง  La Sagrada Família วิวที่พักของเราด้วย เรียกว่าเป็นเมืองของ Gaudí ที่แท้จริง ทัวร์แบบนี้มีไกด์ท้องถิ่นคอยอธิบายให้เราฟัง ซึ่งมันดีมากกว่าการไปเดินดุ่ยๆ มองๆ แล้วกลับเพราะไม่อิน เราขอเชียร์ให้ทุกคนลองสักครั้งในชีวิต พอจบทัวร์แล้วจะทิปไกด์หรือไม่ก็แล้วแต่ใจเลย

เรื่องตลกก็เกิดขึ้นอีกเพราะเราดันไปรู้จักกับเพื่อนเชฟชาวอิสราเอล และชาวอิตาเลียนอีกคน สองหนุ่มหนึ่งสาวเลยดั้นด้นพากันไปกินทาปาสฟิวชันของร้าน Quimet y Quimet ที่สาวชาวไทยคนนี้ก็ไม่เคยคิดว่าต้องต่อคิวยาวมาก ตาเชฟบอกว่าร้านนี้ดังมาก และเปิดเป็นเวลา หมดคือปิด วันนี้เราโชคดีมากแล้วที่ได้กิน แต่ก็ต้องยอมใจ เพราะทาปาสทุกคำมันเยี่ยมยอดมาก เคี้ยวมะกอกตามหนึบๆ คือคุ้มค่า แต่สุดท้ายดันไปจบที่จัตรัสแปลกๆ นั่งจิบเบียร์และร้องเพลงแมสๆ ยันตี 4 ได้ยังไงก็ไม่รู้

 

Ibiza ที่มากกว่าปาร์ตี้ยันเช้า

เครื่องบินดีเลย์ คือความหายนะอันดับแรกๆ ของเราตอนไปอิบิซ่า กว่าจะถึงเกาะก็เลยเที่ยงคืน ล็อบบี้เกสต์เฮ้าส์ปิดไปแล้ว มีแต่ป้ายแปะหน้าประตูว่าคุณธีรดาถ้าถึงแล้วให้โทรหาเรา เอ้า โทรศัพท์ก็ไม่มีซิม ต้องอาศัยไปขอหนุ่มที่เดินผ่านมาเพื่อโทรหาคุณป้าเจ้าของเกสต์เฮ้าส์ ช่วงนั้นโปเกม่อนโกกำลังฮิตมาก ต้องขอบคุณเจ้าหนุ่มที่ออกมาเดินล่าตอนกลางคืน ไม่อย่างนั้นเราคงได้นอนข้างถนน

อิบิซ่าขึ้นชื่อเรื่องปาร์ตี้แบบบ้าคลั่ง ไม่เช้าไม่กลับ แต่ที่นี่ก็มีพาร์ทสงบๆ แบบไม่น่าเชื่อเหมือนกัน เราไปเดินเล่นย่านเมืองเก่า มีตึกรามบ้านช่องซ้อนกันบนไหล่เขา ถ้าเดินไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ ก็จะเจอกับ Castillo de Ibiza ปราสาทเก่าและป้อมปราการที่มีวิวเมืองพาโนราม่าเป็นแบ็คกราวด์ และถ้ามองไปที่ผืนน้ำก็จะเห็นเรือยอร์ชแทบทุกแบบจอดเทียบท่าอยู่ ท่าเรือยอร์ชที่พัทยากับภูเก็ตนี่เทียบไม่ติดเลย

สารภาพว่าเราอยู่อิบิซ่าถึง 5 วันเชียว ซึ่งแต่ละวันก็หมดไปกับการนอนอาบแดดโง่ๆ ที่ชายหาดเงียบๆ ฝั่งเมือง Santa Eulalia del Rio ที่ห่างจากตัวเมืองอิบิซ่าประมาณครึ่งชั่วโมง หนักกว่านั้นก็เผลอหลับกลางวันไปเลยบนผืนทรายให้แดดเลียผิวเล่นๆ สำหรับเราตอนนั้นคือการผลาญเวลาที่มีความสุขที่สุดเลย

เมื่อเราหลับตาและคิดถึงอิบิซ่า เพลง I Got U ของ Duke Dumont จะดังขึ้นมาชัดเจน พร้อมกับเสียงคลื่นกระทบฝั่ง กลิ่นเค็มเกลือตามไรผม บิกินี่ไลน์กับผิวสีแทนที่ไม่สม่ำเสมอ เม็ดทรายที่ติดอยู่ตามผิวตัว และความรู้สึกของหัวใจที่อยู่เหนือทุกเหตุผล กลายเป็นหนึ่งในความทรงจำที่ดีที่สุดในชีวิตไปเสียแล้ว

HOROSCOPE