ไม่ใช้เงิน ไม่ใช้โทรศัพท์ เดินทางข้ามยุโรป 4 ประเทศใน 7 วัน ทำได้ไหม?

สัมภาษณ์โดย MissP

กล้าไหม ถ้าท้าให้สาวๆ เดินทางแบบไม่มีเงิน บัตรเครดิตและโทรศัพท์ติดต่อใคร แต่ใจดีให้กระป๋อง Red Bull เอาไว้แลกความช่วยเหลือ ในแคมเปญ Red Bull Can You Make It? 2018 แคมเปญสุดโหดที่รวงรวมคนแกร่งจากทั่วโลกมาตะลุยทำกิจกรรมสุดมัน เมื่อไม่กี่วันก่อนเราได้เจอกับทีม Nimbly Sloths แพร – ไหมแพร ชีวมงคง + เจนนี่ – รมิดา จึงไพศาล + วะ – วศินี ธัญญะกิจไพศาล สามสาวที่ผ่านช่วงเวลาหนาวเหน็บ ไม่มีที่ซุกหัวนอน ไม่ได้อาบน้ำ เดินทางข้าม 4 ประเทศให้ได้ภายใน 7 วัน

 

At The Starting Point

แพรไหม+เจนนี่+วะ สามสาวตัวแทนประเทศไทย กลุ่มเพียงหนึ่งเดียวกับอีก 199 กลุ่มทั่วโลก เริ่มต้นเดินทางจาก 5 จุดทั่วยุโรป สตอกโฮล์ม บูดาเปส แมนเชสเตอร์ โรม และมาดริด เมืองรอบอัมสเตอร์ดัม เพื่อเดินทางเข้ามาสู่ศูนย์กลางพร้อมๆ กัน ในระยะทางใกล้เคียงกัน ด้วยระยะเวลาจำกัดเท่ากัน 7 วัน

“นักศึกษาทั่วโลกส่งทีม 3 คนเข้ามา เขาก็จะคัดเลือก” ทั้งสามเป็นเพื่อนสนิทกันอยู่แล้ว พอเจนนี่เห็นข่าวว่าปีนี้ประเทศไทยจะเข้าร่วมโครงการนี้เป็นปีแรกก็ tag เพื่อนทั้งสองทันทีและทั้งสองก็ตอบตกลงทันทีเช่นกัน “เขาคัดเลือกสองรอบคือให้เราถ่ายวีดิโอแนะนำตัว เราทำการบ้านกันหนักเลย ย้อนดูของปีก่อนๆ แล้วก็ดึงเอาคาแรคเตอร์ที่ไม่ซ้ำกันของเราสามคนมาใช้ ขอคะแนนโหวตจากทีมอื่นทั่วโลก ตอนนี้เรายังไม่ใช่คู่แข่งกัน ต้องช่วยกันก่อน เราโหวตเขา เขาโหวตเรา จนได้ที่สองจากการโหวตในประเทศไทย”

แล้วทั้งสามก็ได้เดินทางสมใจ “Starting Point ของพวกเราอยู่คือ สตอกโฮล์ม เดินทางไปอัมสเตอร์ดัมแบบไม่มีเงิน บัตรเครดิต โทรศัพท์ส่วนตัว มีแค่โทรศัพท์สื่อสารด้วยแอปจาก Red Bull และกระป๋อง Red Bull เพื่อแลกตั๋ว ที่อยู่ หรืออาหารเท่านั้น และในแต่ละวันก็จะมีกิจกรรมทำเพื่อแลกคะแนน” สาวๆ สามารถเก็บสะสมคะแนนจากสามส่วน คือ Checkpoint ซึ่งมีอยู่กว่า 50 แห่งทำภารกิจผ่านก็จะได้คะแนน “เราไปได้แค่ 6 ที่และผ่านแค่ 2 ในหก” แต่ที่พวกเธอโปรดปรานเลยก็คือ Adventure List ทำสนุกๆ ทำเมื่อไหร่ก็ได้ และอีกอันก็คือ Social Point “เขาจะเอาสามส่วนมารวมกัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครไปถึงเร็วที่สุด แต่นับจากคะแนนสะสม” พวกเธอไปถึงอัมสเตอร์ดัมตั้งแต่วันที่ 5 แต่ก็ต้องหาวิธีเอาตัวรอดต่อจนถึงวันสุดท้ายถึงจะได้รู้ว่าต้องไปที่จุดไหน

 

หนาว -1 องศายังต้องนอนซบถังขยะ

พอเริ่มออกเดินทางจากสตอกโฮล์มไปถึงเมืองลินเชอปิงพวกเธอก็ตั้งเป้าหมายว่าจะหนีออกไปจากเมืองนี้ก่อนเพราะคนเริ่มเยอะ “ทุกทีมมาลงเมืองนี้เป็นเมืองแรก ขึ้นรถไฟหนีไปก็ไม่ได้เพราะมีทีมที่ถูกจับได้เขาเลยห้าม Red Bull ขึ้นรถไฟเลย หาตั๋วไฟไม่ได้ ดันได้ตั๋วรถบัสและรถก็ดันออกตอนตีสอง คืนนั้นไม่มีที่นอน”

พวกเธอขอตั๋วจากคนทั่วไปและออฟฟิศขายตั๋วด้วยแพทเทิร์นว่า ความเป็นมาของโครงการและพวกเธอต้องเอากระป๋อง Red Bull มาแลก “บางครั้งได้ตั๋วรถไฟแค่ใบเดียว คนต่อมาให้รถบัส เราก็ต้องเปลี่ยนไปนั่งบัสทั้งสามคน”

คืนที่ลำบากที่สุดก็คือคืนแรก “ได้ตั๋วตอนสามทุ่ม แต่สถานีรถไฟปิดตอนสี่ทุ่ม เราไปยืนหลับในลิฟต์จนสุดท้ายพากันไปนอนในห้องสูบบุหรี่ระหว่างชานชาลากับทีมอื่นๆ นอนทับกัน 30 คนในนั้น ความลำบากคือเรานอนตรงประตู หน้านี่แนบกับข้างถังขยะเลย ลมพัดที่ก็เย็น” แม้ว่าสตาฟจะเคยเตือนแล้วว่าวันแรกๆ จะยากที่สุด แต่พวกเธอก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะไม่มีที่ซุกหัวนอนดีๆ “คิดว่าต้องสู้แล้วแหละ เพราะเราจะไม่นอนข้างถังขยะแบบนี้ทุกวันแน่ๆ”

 

ภารกิจพิชิตคะแนนที่แลกมาด้วยชีวิต

สิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันคือไปตาม Checkpoint ทำภารกิจเพื่อแลกกับคะแนน “ลินเชอปิงเป็นเมืองไวกิ้ง เขาให้เราปาขวานที่ใข้ตัดฟืนของจริง ขนาด 80 เซ็นติเมตร ฝรั่งที่ตัวใหญ่กว่าเราเขาปาเลยเป้าไปเลย ส่วนเราคือปาไม่ถึงเป้า คนข้างหลังต้องหลบเลยไม่งั้นพลาดนี่ตาย ภารกิจนี้ทำให้รู้ว่า ที่หนึ่งคงไม่ใช่ของเรา ส่วนที่โคโลญจน์ เป็นเมืองฟุตบอลเขาให้เตะบอลกับเล่นฟีฟ่าแข่งกับโปรฯ ถ้าจะทำภารกิจเราจะต้องขึ้นบัสไม่ทันแน่ๆ ก็ยอมตัดใจแล้วไปเก็บ adventure list ซึ่งเราทำได้ดีกว่า แต่ที่ผ่านคือทำอาหารเราได้คะแนนเต็มและอีกอันคือไปหาทหารแล้วทักทาย”

 

อ้อมกอดความรู้สึกระหว่างทางในต่างแดน

แล้วคืนที่สองพวกเธอก็เลือกที่นอนได้เหมาะเจาะมาก night bus ได้ข้ามเมืองด้วย ได้นอนด้วยในหนึ่งคืน จนถึงโคเปนเฮเกนก็พบว่าช่วงนี้ไฮซีซั่น ทุกโรงแรมเต็ม! “รู้สึกหมดหวังมาก โชคดีที่เดินผ่านร้านอาหารไทย ไปยืนเกาะเคาน์เตอร์ขอความช่วยเหลือให้เขาแนะนำโรงแรมให้เรา อธิบายว่าเรามาทำอะไร จนเขาเข้าใจและเอาข้าวมาให้กิน เป็นมือแรกที่กินข้าวแล้วน้ำตาจะไหล ไม่เคยกินข้าวที่ไหนนุ่มและหอมขนาดนี้” มื้อที่ผ่านมาก็คือแซนวิชชืดๆ ตาม checkpoint “เราแทบไม่มีเวลาคิดเรื่องอาหารเลย มัวแต่หาตั๋ว มีน้อยวันมากที่ปลอดกังวลเรื่องตั๋วแล้วเอา Red Bull ไปแลกไอศครีม อาหารอะไรที่เรายากกินสบายๆ

ในช่วงวันแรกๆ แต่ละเมืองก็จะมีแค่ไม่กี่ทีม แต่พอวันหลังๆ ทุกทีมจะใกล้กันเข้ามา “เรารู้สึกว่าเราเป็นทีมพระคุ้มครอง มักจะได้รับความช่วยเหลือแบบไม่คิดว่าจะได้ ตอนที่ผ่านโอลเดนเบิร์ก เมืองเล็กๆ ในเยอรมัน ตอนสามทุ่มฝนตกหนัก หมดหวังต้องไม่มีที่นอนแน่ๆ ก็เลยคิดจะไปนอนคอมมอนรูมของโฮสเทล เจอผู้ชายคนหนึ่งก็เลยถามเขาว่าแถวนี้มีไหม คุยไปคุยมา เขาก็บอกว่า ขอถามแฟนก่อนว่าจะพาพวกเราไปอยู่ที่บ้านได้ไหม แล้วเขาก็พาเราไปนอนที่บ้าน เจอกับลูกชายเล็กๆ สามคนที่มาเล่นกับเรา เปิด netflix ดู ทำพาสต้าให้เรากิน ตื่นเช้ามามีอาหารแล้วยังให้ขนมปังใส่กระเป๋าให้พวกเรากินระหว่างทางอีก” ที่พีคสุดๆ คือเขาขับรถพาพวกเธอไปจุดต่อไปด้วย

จุดนี้เป็น checkpoint ที่ยากมากต้องกระโดดข้ามคลอง 2 เมตร ปักไม้แล้วเหวี่ยงตัวเองข้ามไป “ชุดที่ใส่เป็นของคนตัวสูง 180 เซ็นติเมตร ทั้งโคร่ง หลวม ไม่ทะมัดทะแมงเลย เขาอนุโลมให้เราข้ามคนเดียว แพรเป็นตัวแทนกลุ่มที่ข้ามฝั่งได้แต่ขาโดนน้ำก็เลยไม่ผ่าน”

 

ผจญภัยให้สุดจะได้เก็บไปเล่าให้ลูกหลานฟัง

สามสาวไปเน้นเก็บคะแนนที่ Adventure List กันแทน เช่น ขอนอนโรงแรมห้าดาว ได้ 10,000 คะแนน เต้นรำในฝน ได้ 300 คะแนน “ความเจ๋งก็คือเราได้กินมิชลินสตาร์!” พวกเธอไปถึงอัมสเตอร์ดัมแล้วหลีกเลี่ยงย่านในเมืองก็เลยไปหลงอยู่ใน Student Area คิดว่าต้องมีนักเรียนใจดีให้เรานอนบ้างแหละ ไปยืนหลบลมหนาวใต้หอจนมีคนมาถามว่าเราทำอะไรกัน พอเล่าให้เขาฟัง เขากรี๊ด กระโดดตื่นเต้นมาก บอกว่าอยากลงแข่งแต่ไม่ติด พอรู้ว่าเป็นคนไทยก็แนะนำว่าตึกนี้มีเชฟคนไทยอาศัยอยู่ เป็นเชฟโอมากาเสะชื่อดังที่ได้ลงหนังสือพิมพ์ด้วยนะ วันนี้ลูกค้าแคนเซิลพอดี วัตถุดิบเหลือก็เลยทำให้เพื่อนในหอกิน เราก็ไปจอยกับเขา คืนนั้นเลยขอปูผ้านอนที่ใต้โต๊ะกินข้าวนั่นแหละ”

นั่งคุยกันถึงกิจกรรมต่างๆ ที่พวกเธอต้องทำ เขาได้ยินว่ามีมิชลินสตาร์อยู่ในลิสต์ก็ดีดนิ้วบอก “ง่ายมาก เขารู้จักเชฟเยอะ อยากกินร้านไหนขอให้บอก เขาไปคุยกับเชฟให้แล้วเราก็ได้กินมิชลินสตาร์ฟูลคอร์ส”

มีอีกหลายภารกิจแปลกๆ ที่พวกเธอเลือกทำ “เราต้องขี่หลังคนแปลกหน้า ที่เยอรมันเขาจัด Fitness World Festival พอดี วะกับไหมแพรมีเป้าหมายคือผู้ชายฮอต เจนนี่เลยทำภารกิจก่อนแล้วนั่งเฝ้าของ แต่พออัพโหลดวีดิโอส่งไปเขาบอกว่าไม่ได้ เราต้องทำพร้อมกันสามคน สุดท้ายต้องเดินกลับไปหาเจนนี่หาคนแถวนั้นทำให้ครบพร้อมกันสามคนแทน”

 

จากคู่แข่ง ไปสู่เพื่อนกลุ่มใหญ่คับโลก

“ตอนแรกเราก็เริ่มเป็นเพื่อนกัน เฮฮา กินข้าวกัน แต่พอออกสตาร์ทเท่านั้น ทุกคนตัวใครตัวมันแต่ผ่านไปไม่กี่วันทุกคนคงสัมผัสได้ถึงความยาก มันมีแค่ที่หนึ่งกับที่เหลือ เราทุกคนก็เลยจับมือช่วยกันไปให้ถึงจุดหมายให้ได้ อย่างที่ลินเชอปิงขอตั๋วยากมาก มีทีมหนึ่งที่เขาได้ตั๋วแล้วนะ เขาก็เดินมาคุยกับเราแล้วขอให้ช่วย สุดท้ายทั้งสถานทีมีอยู่เป็นสิบกว่าทีม เราช่วยกันขอจนได้ตั๋วครบทุกคนเลย เวลาเดินทางไปเจอทีมอื่นก็จะรู้สึกอุ่นใจ คำทักทายของพวกเราคือ “เมื่อคืนนอนที่ไหน” “ได้ตั๋วรึยัง”” เราชอบคำนี้มาก ‘มีแค่ที่หนึ่งกับที่เหลือ’ มันไม่ได้แย่เลยกับการที่ไม่ได้เป็นที่หนึ่ง แต่ได้เรียนรู้ชีวิต ได้เพื่อนและใช้ชีวิตได้คุ้มสุดๆ กับโอกาสที่คว้าเอาไว้ได้ทัน

“พอจบแคมเปญที่อัมสเตอร์ดัมก็มีปาร์ตี้ ทุกทีมก็นั่งคุยกัน ต่อให้ไม่ได้เจอกันระหว่างทาง มานั่งคุยกันตรงนี้ก็เหมือนเราผ่านอะไรมาด้วยกัน ซึ่งมันแปลกมาก เหมือนเราสนิทกันมานานถึงขั้นที่เรามีการตั้งกรุ๊ปเฟสบุ๊ค ทุกคนก็ชวนกันว่าถ้าไปประเทศไหน เจ้าบ้านก็จะต้อนรับอย่างดีเลย มานอนที่บ้านได้ ขนาดมีคนทำวิจัยว่า ถ้ามีคนแปลกหน้ามาขอนอนบ้านส่วนใหญ่ก็จะปฏิเสธ แต่ถ้าเป็นคนแปลกหน้าที่เคยแข่ง Red Bull Can You Make It มาขอจะตอบตกลงเลยทันที เรามีความผูกพันธ์อะไรกันบางอย่างด้วยเส้นทางที่ผ่านมาเหมือนๆ กัน”

 

เรื่องน่ารักจากน้ำใจและการกดไลค์

“ทีมเราได้โหวตจากคุณป้าคนหนึ่งที่คิดมาตลอดว่าเป็นญาติไหมแพร แต่ไม่ใช่” เป็นคุณป้าที่ไหมแพรเจอตอนที่นั่งเล่นมือถืออยู่บนรถตอนเล่นฟิตเนสเสร็จ เธอเห็นคุณป้าคนนี้เรียกแท็กซี่อยู่นานแต่ไม่ได้สังเกตเห็นเธอ ก็เลยเปิดกระจกถามว่าจะไปที่ไหน “เขาบอกจะไปสามเสนใน จากสาทร มันไกลและรถติดนะ หนูก็เรียกรถให้ไม่มีใครไปสุดท้ายเลยอาสาไปส่งเองที่งานเลี้ยงรุ่น ระหว่างทางเราก็คุยกัน หนูแปลกใจมากเพราะว่าท่านเป็นคุณป้าที่เป็นวัยรุ่นและคุยกันรู้เรื่อง เราแลกไลน์กัน เขาก็ชอบทักมานะ จะชวนไปเลี้ยงข้าว แต่พอดีหนูกำลังจะเดินทางไปยุโรปนี่แหละ ไม่ได้บอกว่าไปทำอะไร แล้วหนูก็แอดเฟสบุ๊คคุณป้าไป สุดท้ายคือเขามากดไลค์ มาเม้นทุกโพสต์เลย มาอวยพรเรา รู้สึกดีมาก น่ารักมาก คือเราทำแค่นั้นเอง สิ่งที่ได้กลับมาก็คือซึ้งใจอ่ะ”

 

จะแพ้หรือไม่แพ้แต่ก็ต้องดูแลตัวเอง

เราสังเกตว่าพวกเธอไม่ใช่ผู้หญิงลุยแบบสุด แต่เป็นผู้หญิงที่แต่งหน้า ดูแลตัวเองและไม่ปล่อยให้ตัวเองโทรมเด็ดขาด ถึงกลับมาจากทริปลบหนึ่งองศาแต่ผิวหน้าก็ไม่มีพัง “เราคอนเซิร์นเรื่องผิวที่สุดแล้ว เวลาไปประเทศที่อากาศหนาวปกติแล้วจะพกครีมไปเยอะมาก กลัวว่าถ้าหน้าแห้งเราจะแต่งหน้าไม่ได้เลย ก่อนไปวะทำการบ้านหนักมากว่าจะต้องใช้มาส์กตัวไหนที่ตัวเดียวเอาอยู่ และไม่แพง เพราะถ้ากระปุกมากส์กแตกจะเสียดายมาก ไปเจอตัวหนึ่งใน drugstore เราโปะทุกคืนไม่ว่าเหตุการณ์จะเลวร้ายแค่ไหน เจ็ดวันที่ผ่านไป เราสามคนหน้าไม่แห้งเลย ถึงน้ำจะไม่ได้อาบแต่ต้องได้ลบหน้าแล้วแต่งใหม่ คิ้วก็ใช้ tattoo ไปเลย”

วะกับไหมแพรผู้แม่นเรื่องบิวตี้ความสวยงามแล้ว เจนนี่นี่แหละที่แม่นเรื่องเส้นทางสุดๆ “หนูชอบเรื่องเส้นทาง เป็นคนจำทางได้ เราจะดูก่อนเลยว่ามีเมืองไหนบ้าง สถานีอยู่ฝั่งไหน เวลาไปถึงแต่ละเมือง checkpoint ไม่ได้อยู่ตรงสถานี อยู่ตรงไหนไม่รู้ google map ก็ไม่มี ลำบากเหมือนย้อนยุคแล้วเดินทาง เขาให้แผนที่กระดาษมาหนึ่งแผ่นแค่นั้นเอง”

 

เจ็ดวันที่เปลี่ยนชีวิตผู้หญิงสามคนและอีก 199 กลุ่มทั่วโลก

เจนนี่ – นักวางแผนระยะสั้น “ก่อนหน้านี้เราไม่มีเป้าหมายในชีวิต ไม่เคยรู้ว่าอยากทำอะไร อยากเป็นอะไร เป็นคนย้ำคิดย้ำทำ คิดวนๆ ว่ามีชีวิตอยู่ทำไม จิตแพทย์ให้เราตั้งเป้าหมายระยะสั้น แคมเปญนี้นี่แหละคือเป้าหมายระยะสั้นของเรา ทำให้เรามีความาสุขขึ้น ยิ่งกลับมาเรายิ่งมีความสุข คุณพ่อเคยพูดว่าถ้าเราไม่อยากทำอะไรเพื่อตัวเองก็ทำเพื่อคนอื่นก็ได้ เราไม่อิน ไม่ได้อยากทำอะไร แต่เจ็ดวันที่ผ่านมา ใครก็ไม่รู้ช่วยช่วยเราเต็มเลย เขาไม่รู้จักเราด้วยซ้ำ ทำให้เราเริ่มเข้าใจแล้วว่าการทำให้คนอื่นมันทำให้คนอื่นรู้สึกยังไง โฮมเลสมาช่วยเราหาทางขึ้นบัส ทั้งๆ ที่เขายังดูไม่มีสติเท่าไหร่ แต่ก็เดินเซๆ ไปเช็คทีละบัสให้เรา พูดภาษาอังกฤษไม่เก่งด้วยซ้ำ แต่บอกว่าไปกับเขาไหม ขึ้นฟรี!”

วะ – “เมื่อก่อนไปเมืองนอกกับพ่อแม่ จำอะไรไม่ได้เลย จำชื่อเมืองไม่เคยได้ แต่คราวนี้เราจำได้ทั้งหมดเป็นครั้งแรก รู้สึกว่ามีเรื่องสนุกระหว่างทางเยอะมากเพราะเราไม่ได้เล่นโทรศัพท์ เอนจอยทุกอย่างเลย กระโดดหนึ่งที่ก็สนุกแล้ว กลายเป็นว่ากว่าจะหมด 24 ชั่วโมงอะไรเกิดขึ้นเต็มไปหมด เป็นเวลาที่เราไม่ต้องสนใจอะไรเลย มีความสุขกับสิ่งที่อยู่ข้างๆ ไม่ต้องแคร์เลยว่าคนอื่นจะคิดอะไรเขาเจอเราแค่ครั้งเดียว โดนปฏิเสธเป็นร้อยครั้ง ไม่มีท่อนไหนเลยที่เรารู้สึกดาวน์เลย ถ้าเปลี่ยนมุมมองได้นะ ทำให้ไม่มีท่อนไหนที่เราเศร้าหรือหดหูเลย”

ไหมแพร – YOLO ของทีม “พอมาเจอกับเจ็ดวันนี้รู้สึกว่าการให้โดยไม่หวังผลตอบแทนมันดีมากเลยอ่ะ ก่อนหน้านี้อาจจะไม่อิน เพราะไม่เคยไปขอความช่วยเหลือใครเลยไม่รู้ว่าการได้รับทำให้รู้สึกดีขนาดนี้ พอกลับมาก็เลยรู้สึกว่าเราอยากทำอะไรสักอย่าง อะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำได้ทำไปเถอะ เพราะมันไม่มีผลเสียต่อใครเลย อยากให้ทุกคนที่ได้ยินเรื่องนี้ รุ้ว่าการช่วยเหลือคนอื่น มันมีแต่ได้ เราก็รู้สึกดี คนที่ได้ก็รู้สึกดี แล้วทำไมเราถึงจะไม่ช่วยล่ะ พอถึงเวลาที่เราได้รับนะ เรารู้เลยว่า เงินมันไม่ใช่ทุกอย่างจริงๆ”

HOROSCOPE