15 สิ่งที่ได้รู้และอยากให้ลองไปสัมผัสดู เมื่อฉันได้ลองไปอยู่ที่อินเดียเหนือ

“ไปอินเดียแล้วโอเคหรอวะ? มันอันตรายนะแก” “ไปทำไมอินเดีย มีอะไรให้ดูนอกจากทัชมาฮัลหรอ?” “ทำไมต้องเป็นอินเดีย แกจะอันตรายนะ” “ไปที่อื่นเถอะ….”

กี่คำถาม กี่คำบอกเล่ามหาศาลแล่นเข้ามาในหู เมื่อทุกๆ คนรู้ว่าเรากำลังจะเดินทางไปอินเดียในช่วงซัมเมอร์ของมหาวิทยาลัย

เหตุของเรื่องเกิดจากวันหนึ่งในลองนั่งจับเข่าคุยกับมารดาผู้น่ารักถึงเรื่องความไฝ่เรียนของลูกที่อยากจะไปฝึกภาษาอังกฤษที่ต่างประเทศ ให้ตัวเลือกแรกเป็นประเทศออสเตรเลีย เมื่อที่แรกไม่ผ่านอนุมัติจึงเสนอที่สองเป็นกรุงมนิลา ฟิลิปินส์ แต่ก็ดูท่าจะไม่น่าจะผ่านอนุมัติง่ายๆ เพราะคุณเธอมีแพลนในใจแล้วว่าจะส่งลูกสาวไปอินเดียเหนือ

เนื่องด้วยเพราะคุณแม่มีเพื่อนที่สนิทกันต้องการหาคนบุกเบิกหรือจะเรียกว่าหนูทดลองก็ไม่ผิด ที่จะให้ลองไปแลกเปลี่ยนเป็นอาสาสมัครที่ศูนย์การเรียนรู้ด้านศาสนาพุทธธิเบตแห่งหนึ่งที่อินเดียร่วมกับหลานชายของเขาเป็นเวลา 2 เดือนครึ่ง และดูจากแพลนต่างๆ ที่น่าสนใจตรงไหนไม่รู้ ทำให้เพื่อนบ้านที่สนิทกันขอเป็นหนึ่งในผู้ร่วมทริปนี้ด้วย แต่ขอแจมด้วยแค่ระยะเวลา 1 เดือน

ก่อนการเดินทางใจมันหาย ตุ้มๆ ต่อมๆ จากเสียงลือเสียงเล่าอ้างอันใดก็ตามที่ฟังมา เฝ้าภาวนาให้ทริปนี้จบลงไวๆ แต่ไม่รู้ฝืนใจไปอีท่าไหน ติดใจจนไม่อยากจะกลับไทยเข้าซะได้ ต้องบอกว่าเราบรรยายทุกๆ สิ่งในทริปทั้งหมดคงยากเพราะในระยะเวลา 2 เดือนครึ่งที่เราไปเป็นนางสาวโรตีวิ่งข้ามเขาหลายทีที่อินเดียนั้นมีเรื่องที่เราได้เรียนรู้และประทับใจกับมันมากเหลือเกิน เอาเป็นว่าจะเล่าให้ฟังสั้นๆ เป็นจำนวน 15 สิ่งที่ได้รู้ถ้วนๆ ให้ชาวคลีโอ้ได้เข้าใจกันตามประการฉะนี้แล

 

คนขับแท็กซี่อินเดีย ทำให้รู้สึกว่าชีวิตเราอยู่ในหนังเดอะฟาสตลอดเวลา

เรานั่งเครื่องมาลงที่ New Delhi เมืองหลวงของอินเดียแล้วต่อแท็กซี่ขึ้นไปทางเหนือด้วยระยะเวลาการเดินทาง 14 ชั่วโมง ช่วงที่ขับในเมืองไม่เท่าไหร่ อาจจะมีหวาดเสียวบ้างเวลาที่จะเลี้ยวแล้วคนขับไม่เปิดไฟเลี้ยว แต่ใช้วิธีบีบแตรเอา คนที่ขับตามหรือรถคันอื่นต้องเดาเอาเองว่ารถจะเลี้ยวไปทางไหน แต่ที่ยอมใจจริงๆ คือระหว่างทางไปที่หมาย ซึ่งตั้งอยู่บนเขาลูกใดลูกนึงที่ห่างไกลแสนไกลที่ชื่อเมือง Bir (เมืองเบียร์) ที่จังหวัดหิมาจัลประเทศ ก็ดันสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกระหว่างที่ทุกคนในรถหลับอยู่ เราก็ได้เห็นคนขับขับรถไต่ไปตามทางลาดชั้นที่ขึ้นเขา มีลักษณะเลนครึ่งพอให้รถสวนไปมากันได้แต่ต้องจอดเพื่อสวนทางกันเท่านั้น ถ้าทะเล่อทะล่ามีโอกาสตกเขาตายแน่ๆ แต่พี่คนขับแกก็เยียบไม่เลี้ยง ขับไม่เบรค ใครจะสวนรถมาแกก็บีบแตรใส่ แล้วชิงแทรกไปก่อน นาทีนั้นใจตกไปอยู่ตาตุ่ม จิกเบาะแน่นแล้วนึกถึงพ่อแก้วแม่แก้ว กว่าจะถึงที่หมายหลับไปตอนไหนไม่รู้ ยิ่งกว่าฝันร้ายก็ความพลาดที่ตื่นมาเจออะไรแบบนี้นี่แหละ

 

อินเดียเหนือถือเป็นการอาศัยร่วมกันของกลุ่มคนธิเบตกับคนอินเดีย

ทันทีที่เราถึงที่หมาย “Deer Park Institute” เราก็ได้พบกับสตาฟที่ออกมาต้อนรับและพาเราไปยังที่พัก ระหว่างทางก็ได้พบเจอชาวต่างชาติที่มาเป็นอาสาสมัครให้กับที่นี่หลากหลายชาติ แต่ที่พบมากกว่าคนอินเดียในที่แห่งนี้ คือชาวทิเบต ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าที่อินเดียเหนือนี้ถือเป็นที่พักพิงของคนทิเบตที่ลี้ภัยมาจากประเทศทิเบตพร้อมกับองค์ดาไลลามะ หลังจากที่ถูกจีนยึดครองด้วยกำลังทหาร และที่ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ก็ได้พยายามดำรงความเป็นพุทธธิเบตไว้ ทั้งศาสนา ภาษา และการแต่งกาย และความเป็นธิเบตปนอินเดียของที่นี่นี่แหละที่ทำให้มันดูมีเสน่ห์มากจริงๆ

 

คนไทยกินโรตีเป็นขนม คนอินเดียกินโรตีเป็นอาหารหลัก

คนอินเดียเหนือครึ่งต่อครึ่งกินมังสวิรัติ อาหารในศูนย์จึงเป็นอาหารมังสวิรัติทั้งหมด รู้สึกคิดถึงหมูไก่และเนื้อสัตว์ทั้งหลายพอสมควร อาหารทุกมื้อของที่อินเดียจะมีแผ่นโรตีด้วยตลอดแม้จะมีข้าวก็ตาม แหมตอนแรกก็คิดว่ากินแทนข้าว.. แต่ต้องบอกเลยว่าหลังจากลองชิมโรตีของที่นี่ไปก็ไม่รู้สึกพิศวาสอะไรโรตีอีกเลย แม้ว่าแป้งที่เขาใช้ทั้งหนาทั้งนุ่มและเป็นที่ติดใจของทุกๆ คน แต่กินแล้วเราไม่ชอบซะงั้นเพราะกลัวอ้วน ก็เล่นหนานุ่มขนาดนี้ สงสารใจสตรีบ้าง กินจิ้มกับแกงของเขารสชาติก็พอใช้ได้ อยากขนกลับไปจิ้มกินแกงที่บ้านเราเหมือนกัน

พระทิเบตไม่เหมือนพระศาสนาพุทธในไทย แต่ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติที่ต้องถือศีลอย่างเคร่ง

ประเทศไทยเป็นพระนิกายเถรวาท ถือวินัยเป็นสำคัญ จึงห้ามถูกต้องกายหญิง ห้ามกระทำอะไรที่ถือว่าเป็นการไม่สำรวม เช่น เล่นกีฬาหรือขับรถ ส่วนทิเบตเป็นพุทธนิกายพระมหายาน ถือธรรมเป็นสำคัญ วินัยเป็นรอง ทำให้ในอินเดียเหนือ พระทุกคนจะนุ่งจีวรสีเลือดหมู สามารถขับมอเตอร์ไซค์จีวรปลิว เล่นกีฬา ร้องเพลง กินขนมชิวๆ ในเบเกอร์รี่ เหมือนคนธรรมดาทั่วไป ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีธรรมให้รักษา แต่ยิ่งอิสระแบบนี้พระของที่นู่นยิ่งต้องมีจิตใจที่ไฝ่ในศีลธรรมมากกว่าปกติเพราะสิ่งยั่วยุก็เยอะเช่นกัน

 

สนทนาภาษาธรรมเวอร์ชั่นฮาร์ดคอร์ของพระทิเบต

พระทิเบตจะชอบมาที่ลานดีเบจกันเพื่อจับคู่และสนทนาธรรมกัน ความพีคที่ไม่คิดว่าจะเคยได้เจอคือพระคนหนึ่งจะพูดคำถามทางธรรมะเพื่อลองความรู็จากอีกฝ่ายหรือถามความเห็นของคู่ของเราว่าเขามีความรู้ หรือมีความคิดเห็นที่ต่างกันยังไง ตะโกนดังๆ และยกมือข้างหนึ่งขึ้นสูงขณะถาม เมื่อถามเสร็จจะเอามือที่ยกตกลงมาเสียงดัง ดูเป็นการสนทนาที่ดูฮาร์คคอร์เกินพระเหมือนกัน แต่นั่นมันก็เป็นวิถีเขา เราทำได้แต่นั่งดูให้เป็นสีสันชีวิต

 

ถ้าไม่รู้จะตอบอะไร โยกหัวเข้าไว้ เดี๋ยวดีเอง

ตอนไปภาษาอังกฤษก็ไม่ค่อยแตกฉาน ภาษาธิเบตก็ยังฝึกไม่คล่อง บวกกับสำเนียงของเพื่อนๆ ที่ฟังยากเหลือเกิน ทำให้บางครั้งเอ๋อกินเวลาไม่รู้จะตอบอะไร จากการเก็บข้อมูลมาทำให้รู้ว่าถ้าไม่รู้จะตอบอะไร ส่ายหัวเอาละกัน มีครั้งหนึ่งเพื่อนถามอะไรสักอย่างไม่รู้ฟังไม่ถนัดก็เลยส่วยหัวไปแล้วยิ้มนิดนึง เพื่อนหายตัวไปแล้วกลับมาพร้อมกับซุปเห็ด 1 ถ้วย บอกว่า “กินซะนะ เธอจะได้หายป่วย” อ้าว! ป่วยเฉยเลย แต่ได้ของกินก็โอเค้!

 

อินเดียเหนือ แหล่งโอโซน พื้นที่ดีต่อใจ

เพื่อนถึงกับทักมาถามเวลาเราลงรูปที่ถ่ายที่อินเดียว่าเฮ้ย ที่นั่นที่อินเดียหรอ ทำไมมันสวยแบบนี้ ดูในสารคดีมันดูไม่ใช่เลย บอกเลยว่าที่อินเดียเหนือนี้เป็นแหล่งโอโซนชั้นเยี่ยม ทั้งไร่ชา ภูเขา น้ำตก มีให้ครบ สายธรรมชาติต้องชอบมากแน่ๆ เพราะมองไปทางไหนก็มีแต่ธรรมชาติ ที่สำคัญวันไหนไม่มีเมฆก็มองเห็นเทือกเขาหิมาลัยได้เลย

 

 การผสมผสานความแตกต่าง กลายเป็นความสวยงามที่ลงตัวของเมือง

ที่นี่มีทั้งศาสนาพุทธและฮินดูปนกันอยู่ ทั้งลักษณะของวัดตามศาสนาที่ก็แยกย่อยนิกายออกไปอีกมากมาย ร้านอาหาร ลักษณะบ้านที่อยู่อาศัย การก่อสร้าง และลักษณะเชื้อชาติของผู้คนทำให้ต้องยอมรับเลยว่าที่นี่มีความหลากหลายมากจริงๆ เอาเป็นว่ามองไปทางไหนก็ไม่มีเบื่อ ไม่จำเจ

เบอร์รี่ป่า กินแค่ไหนก็ไม่พอ

วันเดินเข้าป่า ข้ามเขาเพื่อเข้าไปไหว้พระที่วัดบนดอยกลางป่า ระหว่างทางหันไปเห็นต้นไม้เป็นพืชยืนต้นขนาดกลาง มีหนาม และมีผลเหมือนราสเบอร์รี่สีส้มๆ เหลือง ก็ไปยืนมองสักพักจนเพื่อนดูออกว่าอยากกิน เขาเลยเด็ดให้กิน บอกว่าคือเบอร์รี่ป่า กินได้ อร่อยด้วย ได้ชิมคำแรกก็ชอบ อร่อยอย่างที่บอกจริงๆ อะ กลายเป็นว่าวันนั้นถึงวัดช้าเพราะเดินไปเก็บเบอร์รี่ไปตลอดทาง

 

โมโม่ อาหารที่คุ้นตาเพราะบ้านเราเรียกว่า เกี๊ยวซ่า

อยู่มาได้สักพักเพื่อนที่เป็นสตาฟก็ชวนพาไปกินอาหารพื้นเมืองชื่อโมโม่ ฟังดูน่าสนใจก็เลยตอบตกลงกับเพื่อนไป ในตอนเย็นเราเดินออกจากศูนย์เข้าไปในตัวเมืองด้วยระยะเวลาแค่ 5 นาทีก็ถึงร้าน เพื่อนจัดแจงสั่งอาหารพูดคุยกับเจ้าของร้านในภาษาฮินดีให้เสร็จสรรพ ส่วนเราทำหน้าที่รอกินด้วยความกระหายอารยธรรม เมื่ออาหารมาเสิร์ฟ เงียบไป 3 วิแล้วหันไปถามเพื่อนว่า นี่คือโมโม่หรอ? นางยิ้มแล้วเซย์เยส เราเลยจับตะเกียบขึ้นมาคีบโมโม่จิ้มน้ำจิ้มที่เป็นพริกเผาที่มีรสเค็มๆ แล้วกิน โมโม่ที่เรากินเป็นโมโม่ผัก รสชาติคล้ายเกี๊ยว ในขณะที่โมโม่ของเพื่อนเป็นโมโม่ไส้แพะ มีกลิ่นฉุดนิดหน่อยแต่ไม่ถึงกับปางตาย นาทีนั้นต้องยอมรับว่าอร่อยใช้ได้ แต่ถ้าได้ซอสเกี๊ยวซ่ามาคงจะดีไม่น้อย

 

ชีวิตซุปตาร์หาได้ที่อินเดีย มีแต่คนมาขอถ่ายรูปด้วยจนรู้สึกว่าตัวเองฮอต

วันหนึ่งเดินทางไปเที่ยวที่เมือง Amritsar (อมฤตสาร์)เพื่อไปดู Golden Temple ในช่วงระหว่างวันจึงเข้าไปเดินเล่นในเมืองและไปดูสวนสาธารณะจัลเลียนวลาบาฆที่คนอินเดียถูกสังหารหมู่ที่นี่โดยทหารอังกฤษ ระหว่างที่เดินชมสถานที่ไปก็มีชาวอินเดียกลุ่มใหญ่กรูกันเข้ามาขอถ่ายรูปชนิดที่ต่อแถวเข้าคิวถ่ายรูปเลย นาทีนั้นรู้สึกฮอตและสวยมาก ใครมาขอก็ให้ถ่ายหมด แต่ไปๆ มาๆ พอยอมให้ถ่ายก็มากันไม่จบไม่สิ้นซะที เลยต้องเดินหนีแล้วคอยเดินอยู่กับคนของเราน่าจะปลอดภัยกว่า เป็นซุปตาร์สายหยิ่งค่ะ

 

แอปเปิ้ลเบียร์ ซดให้หมดลังก็ยังไม่เมา

หลังจากไปลิ้มลองโมโม่จนติดใจแล้ว เพื่อนก็พามานั่งดื่มเครื่องดื่มร้านข้างๆ แล้วนางก็สั่งเครื่องดื่มเป็นแอปเปิ้ลเบียร์ หรือน้ำแอปเปิ้ลโซดาที่รสชาติหวานกำลังดีและมีรสซ่า อร่อยลงตัว ก็ดันใจง่ายชอบตามเขาไปอีก เลิกงานเป็นต้องมาซดเบียร์ย้อมใจทุกวันกับเพื่อนสตาฟ น้ำตาลเลยพุ่งปรี้ดจนแก้มป่องหลังจากกลับมาเลยล่ะ

 

พิธีสวนสนามปิดด่านอินเดียและปากีสถาน ความเบิกบานที่หาได้จากที่นี่

อินเดียและปากีสถานต่อสู้กันเพราะแบ่งแยกประเทศกันมาเป็นเวลาช้านาน ปัจจุบันได้มีการเจรจาสันติภาพกันแต่ก็ดูจะไม่จบกันง่ายๆ สักที ในพิธีปิดชายแดนที่ทำประจำทุกวันที่เมือง Attari (อัตตาริ) ของอินเดีย เวลา 6 โมงเย็นของทุกวัน เป็นพิธีสวนสนามของทหารอินเดียและทหารปากีสถานที่เส้นพรมแดนแบ่งแผ่นดินที่เคยเป็นผืนเดียวกัน แต่การสวนสนามนี้มันไม่ธรรมดาตรงที่การยกขากระทืบเท้าให้สูงที่สุด การทำตาโต เข้มแข็งหยิ่งผยองใส่กัน การตะโกนเชียร์ประเทศตัวเองให้ดังกว่าประเทศอีกฝั่งของทั้งสองประเทศถึงขนาดสร้างอัฒจรรย์ เปิดคาราโอเกะร้องเพลงดังๆ ลงมาเต้นตามจังหวะเพลงแบบพลังล้นเหลือ โบกธง แสดงถึงความไม่ลงรอยกันในขณะที่ปากีสถานทำแค่เพียงสวดมนต์เท่านั้น มาดูแล้วรู้สึกเหมือนมาดูคอนเสิร์ตมากกว่าด้วยซ้ำโยกตามๆ

 

ดื่มชาแก้วละ 8 รูปี กับวิวราคาหลักล้านรูปี

เพราะที่อินเดียเหนือส่วนใหญ่ทำอุตสาหกรรม ผลผลิตส่วนใหญ่เป็นชา ทำให้ที่นี่ชาราคาถูกมากกกกกก! วันแรกที่เริ่มทำงาน หลังเลิกงาน เพื่อนสตาฟของเราพาเดินไปรอบๆ หมู่บ้าน เราเดินไปเรื่อยๆ จนเพื่อนเกิดไอเดียว่าวันนี้ฟ้าเปิด ไปดูพระอาทิตย์ตกกันดีกว่า ว่าแล้วนางก็พาเดินผ่านไร่ชาของชาวบ้านมุ่งตรงไปลานพาราไกลดิ้ง (Paragliding) กีฬายอดนิยมของที่นี่(แต่ไม่เคยไปลองสักที) เป็นลานกว้างๆ มีไร่ชาไล่ระดับขั้นบันไดลงไป ข้างซ้ายมีกระต๊อบร้านขายชาเล็กๆ ในนั้นเต็มไปด้วยคนอินเดียดูอายุเยอะแล้วที่ออกมานั่งชิลดื่มชา เสวนาพูดคุยกับเพื่อนๆ เรานั่งลงท่ามกลางวงด้วยความรู้สึกประหม่าเพราะเป็นคนแปลกหน้า แล้วดื่มชาเงียบๆ มองไปรอบๆเห็นวิวที่สวยมาก ราคาชาแค่ 8 รูปี แต่วิวดีขนาดนี้ พอรู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นขาประจำร้านนี้ประจำ มาแทบทุกวัน!

 

ถ้าเจอวัวนอนขวางถนน รถจะขับเลี่ยงมากกว่าบีบแตรไล่วัว

อย่างที่เล่าไปว่าสภาพภูมิประเทศของทางเหนือเป็นภูเขาซะมาก การเดินทางไปเมืองอื่นก็ต้องข้ามเขาหลายลูกกว่าจะถึง การขับรถจึงดูอันตรายทวีคุณเข้าไปอีก เพราะทางโค้งเยอะและมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุโดยง่าย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นความประหลาดของที่นี่คือเรามักจะพบวัวที่จะนอนแอ้งแม้งอยู่กลางถนนหรือยืนโชว์ตัวอยู่ทั่วไปได้ทุกที่ประหนึ่งตัวเองเป็นสุนัขที่จะนอนกลิ้ง นอนอาบแดดริมถนน หรือจะเดินไปที่ไหนมาไหนก็ได้ โดยมีสิทธิประโยชน์มากถึงขนาดกับนอนกลางถนนแล้วรถต้องขับเลี่ยง แต่กับแพะนี่ไม่ได้ เดินช้าต้องไล่ สองมาตรฐานนิดนึง

HOROSCOPE