ครบหนึ่งปีในความทรงจำกับคำพ่อสอน

13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 วันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสวรรคต เป็นอีกหนึ่งวันของคนไทยทั้งประเทศที่เราเศร้าลึกสุดหัวใจ ร้องไห้จนรู้สึกสงสัยว่าน้ำตาผลิตออกมามากแค่ไหนถึงไหลตลอดเวลาขนาดนี้ พระองค์คือพ่อหลวงที่ยิ่งใหญ่กับการดูแลคนไทยมายาวนานถึง 70 ปี ทุกพระราชดำรัสและพระบรมโชวาทที่ทรงประทานให้กับพวกเรา จะขอจดจำไว้และนำมาปรับใช้เพื่อเป็นมงคลกับชีวิตเราเอง

 

“…การปิดทองหลังพระนั้น เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องปิด ว่าที่จริงแล้วคนโดยมากไม่ค่อยชอบปิดทองหลังพระกันนัก เพราะนึกว่าไม่มีใครเห็น แต่ถ้าทุกคนพากันปิดทองแต่ข้างหน้า ไม่มีใครปิดทองหลังพระเลย พระจะเป็นพระที่งามบริบูรณ์ไม่ได้…”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2506

ทำความดีไม่ต้องมีใครเห็น ตัวเราเองเห็นได้ทันทีที่ทำ

ในโลกที่โซเชียลมีเดียเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเรา ลองมองดูรอบๆ ตัว หาได้ยากมากที่เราจะเห็นใครตั้งใจจริงแบบที่ไม่หวังชื่อเสียงและเงินทอง พ่อหลวงทรงเป็นแบบอย่างให้เรารู้จักใช้ชีวิตโดยเอาผลงานมาพิสูจน์ตัวเอง ไม่ต้องบอกใครว่าเราทำอะไรมา เพราะความภูมิใจไม่ได้เกิดจากคำชม การเป็นส่วนหนึ่งในทีมและได้ทำงานให้จบอย่างสวยงามคือความสำเร็จของตัวเองอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเรียนหนังสือหรือชีวิตการทำงาน อาจจะมีบางครั้งที่เราต้องอยู่เบื้องหลังความยิ่งใหญ่ บางทีอาจจะโดนขโมยผลงานแย่งซีนกันเห็นๆ ให้เรารู้แค่ว่าตัวเรากำลังทำอะไรอยู่ เท่านั้นก็เยี่ยมที่สุดในโลกแล้ว

 

“…ความเข้มแข็งในจิตใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะต้องฝึกฝนแต่เล็ก เพราะว่าต่อไปถ้ามีชีวิตที่ลำบากไปประสบอุปสรรคใดๆ ถ้าไม่มีความเข้มแข็ง ไม่มีความรู้ ไม่มีทางที่จะผ่านอุปสรรคนั้นได้ เพราะว่าถ้าไม่เจออุปสรรคอะไร ก็ไม่มีอะไรที่จะมาช่วยเราได้ แต่ถ้ามีความรู้ มีอัธยาศัยที่ดี และมีความเข้มแข็งในกาย ในใจ ก็สามารถที่จะผ่านอุปสรรคต่างๆ นั้นได้…”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่คณะครูและนักเรียนโรงเรียนราชวินิต เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2518

ใจที่เข้มแข็งชนะทุกปัญหา

หลังจากอ่านพระราชดำรัสนี้ เราก็บอกตัวเองเลยว่าให้เริ่มฝึกตัวเองตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเจอความเหนื่อยยากทั้งเรื่องครอบครัว หรืองาน พื้นฐานหัวใจที่แข็งแรงจะทำให้เรามีสติและคิดหาทางออกได้ ดังนั้นเวลาที่เราเจอปัญหาต่างๆ ให้เราใช้ความเข้มแข็งแสดงออกไปอย่างอ่อนโยน แล้วทุกอย่างจะค่อยๆ แก้ไขได้แน่นอน

 

 

 

“…ในการสร้างตัวสร้างฐานะนั้นจะต้องถือหลักค่อยเป็นค่อยไปด้วยความรอบคอบ ระมัดระวังและความพอเหมาะพอดี ไม่ทำเกินฐานะและกำลัง หรือทำด้วยความเร่งรีบ เมื่อมีพื้นฐานแน่นหนารองรับพร้อมแล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริม ความเจริญก้าวหน้าในระดับสูงขึ้น ตามต่อกันไปเป็นลำดับ ผลที่เกิดขึ้นจึงจะแน่นอน มีหลักเกณฑ์ เป็นประโยชน์แท้และยั่งยืน…”

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พิธีพระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยขอนแก่น วันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2540

อยากเริ่มทำธุรกิจ ขอให้จำเอาไว้จนขึ้นใจ

เข้ากับยุคสมัยตอนนี้มากๆ เทรนด์คนรุ่นใหม่ที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ลงทุนอย่างหนัก อยากรวยเร็วๆ แต่สร้างฐานตัวเองไม่ดีพอ เราจะเป็นเจ้าของกิจการที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปแบบรวดเร็ว เงินที่เก็บสะสมมาก็หายไปในพริบตา ก่อนจะสร้างตัวเอง เราต้องเรียนรู้ไปทีละก้าว ถ้าสิ่งที่ทำอยู่ตัวแล้วก็ค่อยๆ เพิ่มไปอย่างมั่นคง พระบรมโชวาทนี้เป็นคำสอนสุดคลาสสิคที่ทุกคนควรน้อมรับไว้สำหรับการพัฒนาตัวเอง

 

“…การทำงานใดๆ ไม่ว่าเล็ก ใหญ่ ง่าย ยาก ถ้าย่อหย่อนจากความเพียรแล้ว ยากที่จะให้สำเร็จเรียบร้อยทันเวลาได้ การฝึกฝนความเพียร ถึงหากแรกๆ จะรู้สึกเหนื่อยลำบาก แต่พอได้เพียรจนเป็นนิสัยแล้ว ก็จะกลับเป็นพลังสำคัญที่คอยกระตุ้นเตือนให้ทำงานอย่างจริงจัง ด้วยใจร่าเริง และเมื่อใดพลังของความเพียรนั้นเกิดขึ้น เมื่อนั้นการงานทั้งหลายก็สำเร็จได้โดยง่ายและรวดเร็ว…”

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พิธีพระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2522

อยากประสบความสำเร็จต้องมีความเพียรเป็นที่ตั้ง

พระองค์จะทรงย้ำเตือนในเรื่องของความพากเพียรกับพวกเราอยู่เสมอ เพราะเป็นรากฐานของความสำเร็จในชีวิต เหมือนกับพระราชนิพนต์เรื่อง “พระมหาชนก” หนึ่งชาติของพระพุทธเจ้าที่เราอ่านแล้วเห็นความสำคัญของการบำเพ็ญเพียรเป็นบารมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศทรงเข้าใจพวกเราทุกคนว่าตอนเริ่มต้นอาจจะยากและลำบาก แต่ถ้าเรารู้จักฝึกตัวเองให้เคยชิน เราจะมีความสุขที่ได้ลงมือทำ ต้องต่อสู้กับตัวเองให้ได้ ใครผ่านจุดนี้ไปได้ งานที่เราตั้งใจไว้ก็จะไม่มีวันล้มเหลว