“ภราดร เชิดชู”ประติมากร ผู้ใช้ตลอดชีวิตตามคำสอนของในหลวง ร.9 - CLEO Thailand Online Magazine

“ภราดร เชิดชู”ประติมากร ผู้ใช้ตลอดชีวิตตามคำสอนของในหลวง ร.9

เบื้องหน้าความงดงามของพระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทีมผู้ออกแบบและก่อสร้างที่ได้รวมสุดยอดช่างฝีมือทุกแขนงที่ทุ่มเทรังสรรค์งานกันสุดฝีมือ ใช้แรงกายแรงใจบรรจงแต่งแต้มพระเมรุมาศนี้ให้สวยงามและเสร็จสมบูรณ์เพื่อให้สมพระเกียรติและจดจารึกเป็นประวัติศาสตร์ และอีกหนึ่งแรง “ภราดร เชิดชู”หรือ อาจารย์ภราดร ประติมากรชำนาญการพิเศษ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร อีกหนึ่งในจิตรกร ผู้เป็นหนึ่งในผู้ปั้นปฏิมากรรมสำหรับพระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และยังเป็นผู้ที่ใช้ทั้งชีวิตตามคำสอนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาใช้ในการทำงานตลอด 20 ปี

 

เริ่มทำงาน เริ่มโอกาส

จุดเริ่มต้นเส้นทางการทำงานถวายในพระราชพิธีต่างๆ ของอาจารย์ภราดรเริ่มจากตอนที่เขาเพิ่งเข้ามาทำงานได้เพียง 2 ปี ก็ได้รับโอกาสให้เป็นหนึ่งในผู้ปั้นงานปฏิมากรรมในพระเมรุมาศของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ สมเด็จย่า และพระเมรุมาศของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สมัยนั้นด้วยความที่ผมเพิ่งเข้ามาให้เลยยังไม่ได้ปั้นอะไรมาก ปั้นแค่ลวดลายต่างๆ มีหน้าที่ประกอบเทวดา ประกอบชิ้นส่วนที่ช่างหล่อมา พออยู่มาเรื่อยๆ มีประสบการณ์มากขึ้น ก็ได้ไปปั้นงานพระเมรุมาศของพระพี่นาง คราวนี้ได้รับมอบหมายเป็นงานชิ้นที่ใหญ่ขึ้น เป็นงานปั้นเทวดานั่ง กินรี และอัปสรสีหะ ช่วยๆ กันทำงานร่วมกับทีมที่ปั้นงานท่านอื่น

 

การทำงานที่แข่งกับเวลา

อาจารย์ภราดรได้รับมอบหมายงานตั้งแต่ต้นธันวาคม ปี 2559 เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานเกือบปี แต่สำหรับช่างปั้นทุกคน เวลาแค่นี้อาจจะดูน้อยเกินไป งานจึงต้องเร่งทำตลอด จะเสียเวลาค่อนข้างมากเพราะงานปฏิมากรรมค่อนข้างรายละเอียดเยอะ เวลาที่มีก็น้อย เราต้องเอางานทั้งหมดมาจัดสรรว่าจะแบ่งเวลายังไง ต้องปั้นงานให้เสร็จภายในกี่เดือนต่อตัว เพราะมีงานหลายชิ้น คนเดียวไม่ได้ปั้นคนละชิ้น คนๆ นึงรับหลายชิ้นมาก เราเป็นไม้แรกที่ต้องปั้น แล้วส่งงานปั้นให้ไม้ต่อไปคือพิมพ์แบบ หล่อไฟเบอร์ ลงสี ทีมช่างต้องแข่งกับเวลาพอสมควร กรรมวิธีแต่ละอย่างมีระยะเวลาในการทำค่อนข้างนาน และงานที่ได้รับมอบหมายมีจำนวนเยอะ การทำงานแข่งกับเวลาจึงค่อนข้างกดดัน เพราะอีกมุมนึงที่ต้องรักษาไว้ด้วยคือความปราณีตและเรียบร้อยของงาน

 

รับผิดชอบงานปั้น ช่วยกันเร่งงาน

อาจารย์เล่าว่าเขาได้รับหน้าที่ให้ปั้นเทวดานั่ง ปั้นม้า(สัตว์ประจำทิศ) และปั้นครุฑหัวเสา ภายใต้การดูแลแบบตาม อาจารย์สมชาย ศุภลักษณ์อำไพพร นายช่างศิลปกรรมอาวุโส กลุ่มงานศิลปประยุกต์และเครื่องเคลือบดินเผา ผมปั้นม้าควบคู่กับเทวดานั่ง พอปั้นเทวดานั่งเสร็จ ก็ไปช่วยท่านอื่นปั้นเทวดายืน และปั้นครุฑหัวเสา เวลาปั้นเทวดานั่งผมไม่ได้ปั้นคนเดียว ผมปั้นขึ้นโครง ก็จะมีเพื่อนๆ พี่ๆ ปั้นลวดลายและรูปทรงของเทวดานั่ง และจะมีเครื่องทรง ส่วนการปั้นครุฑหัวเสามี 2 ขนาด ต้องปั้น 2 ต้นแบบ ผมปั้นตัวใหญ่แบ่งกับน้องอีกคนปั้นตัวเล็ก หล่อตัวใหญ่ 4 ตัว ตัวเล็ก 8 ตัว

 

หน้าที่ที่ภูมิใจ

การทำงานปั้นปฏิมากรรมประดับพระเมรุมาศเป็นหน้าที่หลักที่ต้องทำ เพราะกรมศิลปากรต้องรับงานพระเมรุมาศอยู่แล้ว ซึ่งพอสถาปนิกออกแบบแล้วก็จะมากำหนดว่าตรงไหนมีปฏิมากรรมอะไรบ้าง แล้วก็จะเริ่มจ่ายงานให้ช่างในทีม ถึงจะเป็นแค่หน้าที่ แต่อาจารย์ภราดรก็ยืนยันว่ามันเป็นหน้าที่ที่เขาภูมิใจ และเขาอยากจะทำต่อให้สิ่งนี้ไม่ใช่หน้าที่ ผมก็เคยตั้งปณิธานไว้ว่าถึงจะไม่ทำงานปั้น ผมก็ไม่เกี่ยงไม่ว่ามันจะเป็นส่วนเล็กส่วนน้อย  ก็จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพราะผมอยากทำถวายพระองค์ท่านอยู่แล้ว

คำสอนของพ่อ ทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ

อาจารย์ภราดรเล่าว่าตัวเขาทำงานโดยยึดมั่นในพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสเตือนใจจากในหลวง รัชกาลที่ 9 มาตลอดและมันทำให้เขาประสบความสำเร็จในตลอด 20 ปีของการทำงานที่ผ่านมา ไม่ว่ามันจะกดดัน มันจะลำบากแค่ไหน จะเจออะไรที่ยากหรือเหนื่อย เรื่องของเวลา อุปสรรคอะไรก็ตาม เราต้องทำให้เต็มที่ พอเราตั้งใจจะทำให้ได้ มันก็จะสำเร็จไปได้ด้วยดี ผมจะมีความสุขกับมัน สนุกกับงาน จะมีบางตอนที่งานเร่งมาก จากที่ปกติเร่งอยู่แล้ว(ขำ) เร่งจนกระทั่งปั้นงานจนดึกดื่น เป็นแบบนี้อยู่หลายเดือน เราก็ต้องมีความอดทน ความเสียสละแบบที่พ่อสอน ไม่งั้นจะผ่านจุดๆ นั้นไปไม่ได้เลย

 

ผมโชคดีที่ผมได้ทำงานนี้

หลายคนที่มาทำงานด้วยกันเขาก็ตั้งใจกันทุกคน แต่เราโชคดีที่ได้มีโอกาสถวายงานมากกว่าคนอื่น ก่อนหน้างานพระเมรุมาศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมศิลปากรจัดสร้างพระบรมรูปพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระรูปสมเด็จเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ ขึ้น ในเดือนมกราคม ปี 2554 ทำให้อาจารย์ภราดรได้รับเกียรติปั้นพระบรมรูปนี้คู่กับ นายนพรัตน์ บุญมี โดยเป็นประติมากรรมรูปหล่อโลหะผสมขนาดใหญ่กว่าคนจริง 1.25 เท่า และได้มีโอกาสปั้นแบบ พระพุทธธรรมิกราชบพิตร ภูมิพลนริศรจตุราสีติวรรษมงคล พระพุทธรูปปางลีลา พระพุทธรูปประจำพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ผมก็ไม่ได้คิดว่าจะมีโอกาสได้รับใช้สถาบันฯขนาดนี้ เป็นหน้าที่ที่พอมานึกย้อนดูก็คิดว่าตัวเองโชคดีเหมือนกันที่ได้รับโอกาส..”

“…รู้สึกเสียใจเหมือนทุกคนแหละ แต่ว่าสิ่งที่เราจะต้องทำต่อคือจากจุดนี้เราทำอะไรให้ท่านได้บ้าง แล้วมันก็เป็นโอกาสของเราที่ได้เป็นหนึ่งในคนที่ได้ทำงานถวายท่านครั้งสุดท้าย

 

แม้จะผ่านมา 1 ปีแห่งความอาลัยของคนไทยทั้งประเทศ แต่ในที่สุดทุกสิ่งอย่างต้องเดินหน้าต่อ สิ่งที่พ่อทิ้งไว้ให้คนไทยมีมากมาย มากเสียจนไม่สามารถเรียบเรียงได้ทั้งหมดว่ามีอะไรบ้าง หากเราหยิบยกคำสอนของพ่อมาใช้ในชีวิตของเราเหมือนอาจารย์ภราดรบ้าง แค่เพียงสัก 1 สิ่งก็ยังดี เราเชื่อว่าแค่นี้พ่อก็ชื่นใจแล้ว

HOROSCOPE