งานนี้ทั้งสุขและเศร้า เขาคือศิลปินผู้เป่าดวงโคมประดับพระเมรุมาศ ในหลวง ร.9 - CLEO Thailand Online Magazine

งานนี้ทั้งสุขและเศร้า เขาคือศิลปินผู้เป่าดวงโคมประดับพระเมรุมาศ ในหลวง ร.9

เบื้องหน้าความงดงามของพระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทีมผู้ออกแบบและก่อสร้างที่ได้รวมสุดยอดช่างฝีมือทุกแขนงที่ทุ่มเทรังสรรค์งานกันสุดฝีมือ ใช้แรงกายแรงใจบรรจงแต่งแต้มพระเมรุมาศนี้ให้สวยงามและเสร็จสมบูรณ์เพื่อให้สมพระเกียรติและจดจารึกเป็นประวัติศาสตร์ รวมไปถึง “วัฒน ทิพย์วีรนันท์” ศิลปินงานแก้ว ผู้เป่าโคมแก้วประดับบนเสาครุฑและรั้วราชวัตร หนึ่งในแรงเล็กแรงน้อยผู้อยู่เบื้องหลังพระเมรุมาศอันสง่างามนี้ ซึ่งตัวเขาเองอยากบอกเล่าเรื่องราวความประทับใจและความโชคดีของเขาที่ได้มีโอกาสถวายงานแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในงานสุดท้ายนี้

 

เติบโตมาจากธุรกิจที่เกี่ยวกับแก้ว

ครอบครัวของพี่วัฒนทำกิจการด้านแก้วมาตั้งแต่เขาจำความได้ ส่วนตัวเขาเองก็รักและชอบกิจการนี้เพราะอยู่กับมันมาตลอดตั้งแต่เด็ก “เวลากลับมาจากโรงเรียนก็จะไปวิ่งรอบกองแก้ว อยู่กับมันมาเล่นกับมันมาตลอดตั้งแต่เด็กจนโต วันนึงแม่ไปซื้อเศษแก้วจากโรงงานที่เป่าแก้ว พี่ก็ตามไปด้วย เพราะเราชอบ ก็ไปเก็บเศษแก้วสีๆ มาสะสมไว้ แม่ก็ถามว่าเก็บไว้ทำไม มันไม่มีค่า พี่ก็เก็บๆ มาเรื่อยๆ มันก็เยอะขึ้นๆ แม่ก็ขนเอาไปทิ้ง พี่นี่โวยวายใหญ่เลย(ขำ)” หลังจากที่คุณแม่เสีย พี่วัฒนเริ่มศึกษาลักษณะพิเศษของแก้วแต่ละชนิดมากขึ้น เขามุ่งมั่นและพยายามทำความรู้จักแก้วที่เขามีให้มากที่สุดก่อนจะลงมือต่อยอด “เราต้องรู้ลักษณะพิเศษของแก้วที่ไม่เหมือนกันก่อน แต่ละชิ้นจะมีอุณหภูมิที่แตกต่างกัน บางอันเอามามิกซ์กันได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เราต้องรู้นิสัยใจคอของแก้ว ทำความรู้จักกับแก้วให้ดีและรู้ดีอย่างแท้จริง เราถึงจะทำงานกับมันได้”

 

แกรนิตแก้ว งานศิลปะที่มีมูลค่าจากเศษแก้ว

พี่วัฒนเล่าว่าอุตสาหกรรมแก้วนั้นมีมูลค่าน้อย ต้องผ่านคนกลางเพื่อจะส่งของเข้าไปสู่อุตสาหกรรมหล่อแก้ว พี่วัฒนจึงอยากจะทำอะไรใหม่ๆ เพื่อให้เพิ่มมูลค่าของแก้วที่เขามีให้มากที่สุด “พี่อยากจะเพิ่มมูลค่าของแก้วที่พี่มีให้มีมูลค่าที่เพิ่มขึ้น ให้มีคุณค่าเหมือนที่พี่เห็นคุณค่ามัน โดยปกติจะมีแก้ว 3 สีที่ขายได้ คือ มีสีใส สีชา(แบบขวดเครื่องดื่มชูกำลัง) แล้วก็สีเขียว นอกนั้นจะขายไม่ได้เลย พี่เลยเอาเศษแก้วเนี่ยไปที่ สวทช. ไปวิจัยเป็นแกรนิตแก้ว เพราะเราชอบเอามาทดลองเอานู่นผสมนี่ มันก็ถือเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่ง มันกลายเป็นงานที่เรารัก เราก็อยากจะต่อยอดงานแก้วให้เป็นอาชีพมากขึ้นด้วย”

 

เชื่อมั่นในสิ่งที่รัก มองข้ามทุกอุปสรรคที่เข้ามา

จากความมุ่งมั่นที่พี่วัฒนเอาเศษแก้วที่เขามีส่งไปวิจัยที่ สวทช จนเกิดเป็นธุรกิจใหม่ “แกรนิตแก้ว” ของแบรนด์ “แก้วสิงห์” แต่ผลสำเร็จนี้อาจจะยังเป็นเพียงแค่ก้าวแรกของการเดินทางบนเส้นทางแกรนิตแก้วของเขา เพราะด้วยความที่แกรนิตแก้วยังเป็นสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับผู้ซื้ออยู่ ช่วงแรกที่ลงตลาดทำให้แทบขายไม่ได้เลย “คนยังไม่รู้จักว่าแกรนิตแก้วคืออะไร แถมราคามันจะแพงกว่าเซรามิกด้วย คนด้วยความที่ยังไม่รู้จักก็ไม่ค่อยสนใจ” ระหว่างนั้นพี่วัฒนได้บังเอิญไปรู้จักกับอาจารย์ สิงห์ อินทรชูโต ท่านจึงช่วยแนะนำให้พี่วัฒนไปเปิดตลาดขายที่ญี่ปุ่น ช่วงแรกกิจการไปได้ดี แต่สุดท้ายเมื่อเศรษฐกิจตกก็เลยยกเลิกการส่งออกที่ญี่ปุ่นไป แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้พี่วัฒนทิ้งงานที่เขารักเพียงเพราะอุปสรรคที่เข้ามา “เราก็ยังเชื่อในงานศิลปะนะ ยังทำมาเรื่อยๆ บางทีก็ขายได้บ้างขายไม่ได้บ้าง แต่ทำเพราะเรามีความสุข เราก็ยังเก็บแก้วสีๆ ที่เราชอบไว้เวลาเจอ มีเก็บไว้ไม่ใช่เป็น 100 แต่เป็น 1000 ตัน อยากเก็บเอาไว้ตกแต่งโรงงานใหม่ที่กำลังจะทำ หลังๆ ก็ลองเอาแก้วมาแกะสลักลวดลาย มีชาวต่างชาติมาสนใจ พอซื้ไปเขาก็มีออเดอร์มาเรื่อยๆ เราก็ทำส่งให้เขา”

 

งานที่ทั้งสุขทั้งเศร้า

พี่วัฒนเข้ามาทำงานในส่วนของการเป่าแก้วตั้งแต่งานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ปี 2551 และในปี 2560 นี้ก็ได้รับการติดต่อจาก ก่อเกียรติ ทองผุด นายช่างศิลปกรรม กรมศิลปากร ผู้ออกแบบพระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพรัชกาลที่ 9 โดยเรียกตัวเขาไปและมอบหมายการเป่าแก้ว เพื่อทำโคมไฟประดับบนเสาครุฑและรั้วราชวัตรตามแบบที่ทางกรมศิลปากรออกแบบไว้ “งานนี้มันเป็นงานที่ทั้งสุขทั้งเศร้า บางทีเรารู้สึกว่าไม่ค่อยอยากทำ เป่าแก้วไปก็เสียใจไป ยิ่งใกล้ถึงวันยิ่งเสียใจ และพี่เชื่อว่าทุกๆ คนคิดเหมือนกันว่าไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าขึ้น แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเรามีหน้าที่ที่ต้องทำ ยังไงเราก็ต้องทำแล้วต้องทำให้ดีที่สุด”

 

เทคนิคใหม่ที่อยากทำให้สมพระเกียรติ

ทุกครั้งที่เป่าทำโคมไฟประดับบนเสาครุฑและรั้วราชวัตรจะเป่าเป็นแก้วใส แล้วก็ไปพ่นทรายตามที่กองสถาปัตย์ออกแบบมากับวิศวกรไฟฟ้า แต่สำหรับพี่วัฒน มันเป็นเทคนิคที่ใครๆ ก็ทำกันแล้ว เขาอยากทำเทคนิคใหม่ๆ เพื่อให้สมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 “งานในหลวงต้องดีที่สุด ใส่เทคนิคเข้าไปที่มันสวยที่สุด เลยลองเสนอใช้วิธีเอาแก้วใสไปฟอร์ซน้ำยา เป็นเทคนิคมาจากญี่ปุ่น เนื้อที่ออกมาจากแก้วใสมันก็จะเป็นฝ้าๆ ออกสีฟ้าๆ นวลๆ ยิ่งพอเปิดไฟแล้วยิ่งสวย ก็ลองทำไปให้เขาดูก่อน ทำ 2 แบบคือแบบพ่นทรายแบบเดิมกับแบบฟอซผิวให้เขาดูเปรียบเทียบ พอเขาเห็นแล้วเขาก็โอเค”

 

ความท้าทายใหม่ หัวใจเต็มร้อย

ระยะเวลาในการเป่าแก้วเพื่อทำโคมไฟประดับบนเสาครุฑและรั้วราชวัตรนั้นมีน้อยมาก ซึ่งตัวพี่วัฒนเองยอมรับว่าค่อนข้างกังวลเหมือนกัน “การทำโมเดลใช้เวลาในการทำ 3-4 เดือน แล้วโมที่ใช้ แต่ความจริงคือเรามีเวลา 2 เดือนครึ่งที่ต้องทำให้เสร็จ ซึ่งเราก็ต้องหาวิธีทำมาให้ได้ รูปทรงที่กรมศิลปากรออกแบบมาเป็นรูปดอกบัว เส้นผ่าศูนย์กลาง 25 เซนติเมตร ลูกใหญ่จะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 40 เซนติเมตร ความยากง่ายมันอยู่ที่โคมไฟ ยิ่งกว้าง แรงเป่าที่จะใช้กำลังเยอะ เฉพาะรั้วราชวัตรก็ประมาณ 200 ดวง เสาครุฑ มีประมาณ 12 ดวง แต่ทำไว้เผื่อเยอะเหมือนกัน”

 

พระเมรุมาศ

เพียรในสิ่งที่รัก รักในสิ่งที่ทำ

การทำเทคนิคใหม่มีกรรมวิธีที่ค่อนข้างยากและซับซ้อน การฟอร์ซผิวต้องใช้ระยะเวลาในการทำค่อนข้างเยอะ และต้องคอยแก้ไขในทุกขั้นตอน “เราจะกดดันในเรื่องเวลาเพราะเรามีเวลานิดเดียว ต้องเป๊ะ ต้องตรงเวลา ต้องทำแข่งกับเวลาทั้งวันทั้งคืน บางทีฟอร์ซมาเรามองไม่เห็น เกิดปัญหาสีที่ฟอร์ซมาเป็นลูกคลื่น เราก็ต้องกลับมาแก้ใหม่ ทุบทิ้ง ปรับใหม่ ลองใหม่ ระหว่างการทำพี่เสียหายไปครึ่งต่อครึ่ง ใช้ได้กับเสียหาย ประเมินเป็นเปอร์เซ็นต์พอๆ กัน…”

นับว่าเป็นครั้งแรกที่ใช้เทคนิคนี้กับราชพิธี จากที่แต่ก่อนใช้วิธีพ่นทรายมาตลอด การฟอร์ซผิวนี้ราคาต้นทุนจะสูงขึ้นไปอีกเมื่อเทียบกับเทคนิคเดิม แต่พี่วัฒนไม่ได้มองในเรื่องนั้น กลับเลือกมองที่ความสวยงามสมพระเกียรติมากกว่า “ช่วงการเป่าแก้วเริ่มตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น แล้วหลังจากนั้นจะเป็นการเอาไปฟอร์ซน้ำยา โดยปกติถ้าฟอร์ซออกมาโอเคเราก็จะแพคเลย แต่ถ้าไม่ก็ต้องเป่าใหม่เอามาฟอร์ซใหม่ ดวงโคมใหญ่จะมีข้อผิดพลาดเยอะที่สุดตั้งแต่ขึ้นตอนการเป่า เพราะมีขนาดใหญ่ เป่ายาก น้ำยาที่ใช้ฟอร์ซก็มากขึ้น ก็ต้องพิถีพิถันมากขึ้นถ้าเทียบกับอันเล็ก” ถึงแม้เกิดความผิดพลาดมากมายระหว่างการเป่าแก้วและฟอร์ช ความยุ่งยากของกรรมวิธี และระยะเวลาที่มีที่ได้รับมาน้อยเหลือเกิน แต่การลงแรงกายและแรงใจครั้งนี้ นับว่าเป็นความภาคภูมิใจที่ครั้งหนึ่งได้รับเกียรติอันสูงสุดนี้ของพี่วัฒน

 

 

ความร้อนแผดเผาแก้วให้หลอมละลาย คนเป่าแก้วบรรจงดันลมหายใจเข้าสู่ดวงโคม ก่อเกิดดวงแก้วออกมาเป็นแสงสว่างให้พระเมรุมาศและประเทศไทยในค่ำคืนที่มืดมนที่สุด พี่วัฒนอาจเป็นหนึ่งในบุคคลที่น่าอิจฉาคนหนึ่งที่ได้รับเกียรตินี้ แต่ที่จริงแล้วเราทุกคนคือบุคคลที่โชคดีเท่าเทียมกัน เพราะเราทุกคนเกิดในรัชกาลที่ 9 อยู่ใต้ร่มพระโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อดีตพระมหากษัตริผู้ยิ่งใหญ่ ไม่มีอะไรจะโชคดีไปมากกว่านี้อีกแล้ว

HOROSCOPE