จากลูกคุณหนูบริษัทใหญ่ สู่วันที่ล้มละลาย แต่ลุกขึ้นได้เพราะฉลาดใช้เงิน - CLEO Thailand Online Magazine

จากลูกคุณหนูบริษัทใหญ่ สู่วันที่ล้มละลาย แต่ลุกขึ้นได้เพราะฉลาดใช้เงิน

หลายคนอาจคิดว่าการเป็นคนมีชื่อเสียงคงไม่เคยรู้จักกับคำว่าลำบาก เงินไม่มีติดกระเป๋าแน่ๆ หารู้ไม่ว่าเรื่องราวของหญิง – กัญญา ไรวินทร์ ผู้ประกาศข่าวและนักแสดงนั้นพีคยิ่งกว่า ถึงขั้นครอบครัวเคยมีหนี้กว่า 20 ล้านบาท ธุรกิจครอบครัวล่มจากภาวะเศรษฐกิจ จนชีวิตพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือในพริบตา

 

ภาวะเศรษฐกิจปี 41 ทำธุรกิจพัง

จากครอบครัวที่มีเงินใช้ มีธุรกิจใหญ่ของครอบครัว วันนึงโดนภาวะเศรษฐกิจเข้าซัดจนล้ม ไม่เป็นท่า “ย้อนไปเมื่อปี 2541 ที่บ้านเคยทำธุรกิจซุปก้อนยี่ห้อรีวอง ธุรกิจครอบครัวก็เหมือนไปได้ดีในช่วงแรก พอเจอภาวะเศรษฐกิจ ทุกอย่างพัง ล้มหายไปหมดเลย” สัญญาณเตือนแรกคือรถหาย “เราเคยมีรถขับ แล้วอยู่ดีๆ รถก็หายไป เราถามพ่อว่ารถหายไปไหน เขาก็บอกว่าเอาไปให้ที่โรงงานใช้ เราก็คิดในใจ ทำไมต้องเป็นรถเราด้วย แต่ตอนนั้นก็ยังไม่คิดมาก”

 

 

สุดท้ายบริษัทต้องปิดตัว ทิ้งไว้เพียงหนี้กว่า 20 ล้านบาท “น้องชายที่เรียนอยู่ที่อังกฤษต้องกลับมา ทุกคนต้องกัดฟันส่งพี่สาวที่ยังเรียนอยู่อังกฤษให้จบ ต้องช่วยกัน เพราะพี่สาวเหลืออีกปีนึงแล้ว ถ้ากลับมามันก็จะต้องสูญเปล่า พี่ชายคนโตก็ต้องทำงานให้หนักขึ้น ตัวเองก็เรียนอยู่ปีสองขึ้นปีสาม เราก็รู้สึกว่า เราต้องช่วยที่บ้านแล้ว ต้องทำอะไรสักอย่าง ช่วงนั้นก็ได้เข้ามาถ่ายโฆษณา ถ่ายเอ็มวีบ้าง ก็เลยเอาเงินตรงนั้นมาดูแลส่งเสียตัวเองเรียนมากกว่า ยังไม่ถึงกับช่วยที่บ้านอะไรมากมาย”

 

เงินสามพันบาทใช้ทั้งบ้าน

พี่หญิงเล่าว่าวิกฤติเศรษฐกิจที่เหมือนคลื่นซัดครั้งนี้ไม่ใช่แค่พัดบริษัท โรงงานจนปลิวว่อน แต่ยังรวมถึงบ้านหลังโตที่เคยมี “จากที่เคยมีบ้านหลังใหญ่ประมาณร้อยกว่าตารางวา ก็ต้องยอมทิ้งบ้านหลังนั้น เพราะมันติดจำนอง แล้วย้ายมาบ้านหลังที่เล็กลง แม่ก็ต้องขายรถเบนซ์ เราต้องเป็นคนผ่อนบ้านและค่าใช้จ่ายทุกอย่าง คุณแม่ก็ต้องตั้งแชร์ส่วนตัว หายืมเพื่อน คุณพ่อก็เหมือนป่วยไปเลย ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร จำได้เลยว่า เงินน้อยที่สุดที่ติดกระเป๋าสตางค์และในบัญชี มีเหลือสามพันบาทซึ่งสามพันบาทนี้ต้องใช้กันพ่อ แม่ ลูก” วิกฤตนี้อยู่กับครอบครัวนานเป็นเดือนๆ จนสุดท้ายโชคดีมีเงินหมุนเข้ามา

 

ชีวิตคุณหนูที่พลิกผัน

หลังครอบครัวเจอวิกฤติเศรษฐกิจ จากที่เคยใช้ชีวิตเหมือนคุณหนูเลยต้องพลิกผันภายในชั่วข้ามคืน “เราเรียนอยู่คณะบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทุกคนจะรู้ว่าหญิงออกแนวคุณหนูนิดนึง เริ่มจากขายรถก่อน เป็นคนบอกให้แม่ขายรถเอง เพราะไม่อย่างงั้นจะประคองตัวเองไปทำไม เราอายที่ขับรถหรูหราแต่ไม่มีเงินในกระเป๋าเลย” ไม่ใช่แค่ความสบายที่ต้องเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่ยังสลัดไม่หลุดคือภาพจำลูกคุณหนู “ความรู้สึกเวลาไปแคสงานเขาจะแซวว่า โอ้ย รวยแล้วมาทำงานทำไม มาแคสงานทำไม จริงๆ เรารู้อยู่แก่ใจว่าเราไม่ได้รวย เราเดือดร้อน”

 

 

หลังจากนั้นเธอทำใจ เอาของใช้แบรนด์เนมไปขายแลกเป็นเงินมาผ่อนบ้าน “พอทำใจว่าเราต้องปลดปล่อยทรัพย์สินทุกอย่างที่เรารู้สึกว่ามันฟุ้มเฟือย เราก็ตัดมันออกไป สมัยก่อนจะมีตลาดนัดคนเคยรวย มีช่วงหนึ่งที่เขาฮิตกันมากๆ เราก็ไปขาย เปลี่ยนแปลงตัวเองเลย เอาของแบรนด์เนมเรามีหลุยส์ วิตตอง มีปราด้า สมัยก่อนมีมอสชิโน่ อะไรที่ขายได้ขายหมดเลย เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เอาไปเปลี่ยนเป็นเงินหมดเลย” พี่หญิงใช้เวลาแปดปี รับงานแสดงละคร ถ่ายโฆษณาจนสามารถผ่อนบ้านราคา 4.5 ล้านหมด “เราก็พยายามเก็บเล็กผสมน้อย ทำงานหนักมาก ช่วงเรียนอย่างพรุ่งนี้สอบ วันนี้ยังถ่ายโฆษณาอยู่เลย ขยันแคสงาน แต่ก็ยังถือว่าโชคดี อัตราเฉลี่ยแล้วแคสสามงานได้งานนึง เรามีโฆษณาชัดบ้างเอ็กซ์ตร้าเมนบ้าง เมนบ้าง คละกันไปสี่สิบห้าสิบตัวเป็นอย่างน้อย มันก็เลยมีเงินหมุนเวียน”

 

ลองเล่นหุ้นครั้งแรก ไม่ขาดทุนแต่ก็ไม่มีกำไร

หลังผ่อนบ้านจนหมด ครอบครัวเริ่มกลับมาตั้งหลักได้ หญิงเริ่มลองเล่นหุ้นด้วยเงินลงทุน 4-50,000 บาท ถึงจะไม่ขาดทุนซ้ำสองแต่ก็ไม่ได้กำไรมากนัก “ขาดทุนกำไรมากกว่า เราไม่ได้มีความรู้ด้านนั้นตรงๆ เห็นคนอื่นเล่น แล้วเราก็เล่นตาม เราก็ใจร้อนด้วย พอเห็นว่ามันขาดทุนเราก็อดทนรอถือ พอมันขึ้นนิดเดียว ถอนทุนมาได้เราก็รีบขายซะแล้ว นี่ก็เลยเป็นจุดที่ถ้าเราทำอะไร แล้วเราไม่มีความรู้จริงๆ อย่าทำเลยดีกว่า นอนกอดเงินไว้เฉยๆ ดีกว่า” ส่วนเงินที่เอามาลงทุน เธอถือคติเลยว่าต้องเป็นเงินเย็นเท่านั้น “พี่จะถือหลักว่า เงินลงทุนต้องเป็นเงินเย็น ทำใจไว้เลยว่าถ้าก้อนนี้เจ๊งจะไม่เสียดาย

 

 

ถึงได้สามีรวยควรมีเงินเก็บของตัวเอง

ถึงเธอจะแต่งงานแล้วกับสามีนักธุรกิจ และดูเหมือนไม่น่าจะมีปัญหาการเงิน พี่หญิงฝากบอกว่าถึงผู้หญิงจะได้สามีรวย แต่ก็ควรมีเงินเก็บเป็นของตัวเอง “ถ้าสมมติเรามีแฟนที่เขาใช้เงินเก่งกว่าเรา แล้วต้องมาหารกระเป๋ากัน มันจะเกิดปัญหาแน่นอน ทำไมคุณใช้เงินเยอะ แล้วเงินที่ใช้ก็เป็นเงินฉัน บางคนเขามีแฟนรวยมาก แล้วเขายินดีให้ใช้ มันก็กลายเป็นว่าใช้กระเป๋าเดียวกัน ผู้หญิงก็สบาย แต่จริงๆ พี่ว่ายังไงก็ตาม ผู้หญิงต่อให้ได้สามีรวย ก็ควรที่จะมีเงินเก็บเป็นของตัวเอง ถ้าวันนึงเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต เราไม่รู้หรอกว่าความรักนี้จะอยู่ยั้งยืนยง ธุรกิจที่เราทำอยู่ ที่เขาทำอยู่จะประสบปัญหาอะไรรึเปล่า อย่างน้อยเราจะได้มีเงินเก็บเป็นของตัวเอง เราจะได้ไม่ถึงทางตัน

 

 

คนเป็นหนี้เพราะรายได้เยอะ

จากประสบการณ์ที่ครอบครัวเคยเป็นหนี้ พี่หญิงได้มุมมองใหม่ของชีวิตว่าการเป็นหนี้ ไม่ใช่เพราะรายได้น้อย แต่เพราะรายได้เยอะจนมองว่าเงินหาง่ายต่างหาก “คนที่จะไม่มีเงินเก็บส่วนใหญ่มาจากรายได้ กับรายจ่าย ต้องบอกว่า รายได้เยอะ แต่รายจ่ายก็เยอะเหมือนกัน คนรายได้น้อยไม่ค่อยกล้าใช้เงินนะ แต่บางคนที่รวยผิวเผิน มีรายได้เยอะ แต่มือหนัก ชอบซื้อนู่นนี่นั่น เที่ยวต่างประเทศ นั่งชั้นธุรกิจ เขาก็คิดว่าแป็บเดียวเดี๋ยวก็หาเงินกลับมาได้แล้ว แต่พี่จะไม่คิดอย่างงั้น พี่จะคิดว่า ในเมื่อของที่มันถูกและดียังมีอยู่ เปรียบเทียบกับการบินชั้นธุรกิจแสนกว่าบาท แต่ในขณะที่เราเสียสองหมื่นกว่าเราก็ไปถึงเหมือนกัน เราก็เลือกที่จะนั่งไม่ต้องสบาย ไม่ต้องหรูหรามากมาย เหลือเงินไปช็อปปิ้งอีกตั้งเยอะ”

 

 

สำหรับหญิงเธอก็มีกระเป๋าแบรนด์เนมใช้เช่นกัน เพียงแค่รู้จักใช้จ่ายให้เหมาะกับโอกาส “คนอื่นมีแอร์เมส เราก็อยากมีบ้าง เราก็มีใบเดียวจบ ให้รู้ว่าเรามีแล้ว หรือชาเนลถามว่าเรามีมั้ย มี เพื่อเป็นการเติมกำลังใจให้ตัวเอง ให้รู้สึกว่า ทำงานเหนื่อยแล้วฉันคุ้มนะ ได้อะไรกลับคืนมา อันนี้จะไม่รู้สึกว่าผิด ถ้าเราหาเงินได้มาถึงระดับนึง แต่ถ้าเราใช้บ่อยๆ มากจนเกินไป มีจนเยอะเกินไป อันนั้นวันนึงเราก็หมด”

 

คุ้มที่จะจ่ายเงินเพื่อฝัน แต่ต้องรับผิดชอบให้เป็น

สำหรับหญิง การที่เราอยากได้อยากมีไม่ใช่ปัญหา แต่สิ่งสำคัญคือต้องรู้จักที่จะพอ รู้ขีดจำกัดของตัวเอง และรู้จักรับผิดชอบ “ตอนแรกพี่ก็ขับโตโยต้าปกติ แล้ววันนึงเรารู้เลยว่าฉันอยากได้รถ เพราะฉันอยู่บนรถเยอะมาก พี่กัดฟันซื้อรถเบนซ์ พี่มีเงินสามล้านบาทพอดี ซึ่งสามล้านบาทนั้นถ้าซื้อเงินสดปุ๊บหมดเกลี้ยง แต่พี่ใช้วิธี ดาวน์สองล้าน ผ่อนหนึ่งล้าน คนก็ขำว่าทำไมจะดาวน์อะไรเยอะแยะขนาดนั้น ทำไมไม่ดาวน์สามสิบเปอร์เซ็นต์ พี่ก็เลยบอกว่า เรารู้สึกว่ามันเป็นของฟุ่มเฟือย แล้วพี่ผ่อนเดือนละแปดหมื่นบาทสองปี เรารู้สึกว่า ถ้าวันนึงเราผ่อนมันไม่ได้ แสดงว่าฉันไม่เหมาะกับรถเบนซ์คันนี้แล้ว เราก็ต้องมีแรงผลักดันให้กับตัวเองไม่ใช่ว่าอยากได้ ซื้อ แล้วก็จ่ายไม่ไหว มันก็เลยเป็นแรงผลักดันให้เราขยัน แล้วพอรู้ว่าเรามีรายจ่ายแปดหมื่นบาทต่อเดือน เฉพาะค่ารถอย่างเดียวเราก็ไม่กล้าซื้ออย่างอื่นแล้ว”

 

 

ลองฟังเรื่องราวของหญิง และเทคนิคการบริหารเงินของเธอแล้ว รู้ได้เลยว่าเธอเป็นคนที่เข้มงวดเรื่องการใช้เงินจริงๆ ถึงจะทำงานมีรายได้เยอะ แต่ก็ไม่หลงระเริงใช้จ่ายเปลือง เป็นตัวอย่างของผู้หญิงยุคใหม่ที่รู้จักใช้เงินที่แท้จริง!

 

5 ทิปส์บริหารเงิน ฉบับหญิง กัญญา

  • มีรายได้ปุ๊บ ลบด้วยเงินออม แล้วค่อยไปช้อปปิ้ง จะทำให้มีเงินเก็บมากขึ้น สมมติเรามีรายได้หนึ่งหมื่นบาทต่อเดือน ลบไปเลยสองพันบาท ที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายและช้อปปิ้ง เราหักออมไปเรียบร้อย จะรู้แล้วว่าเรามีเงินใช้อยู่เท่านี้ บางคนอาจจะแยกเป็นกองไว้เลยก็ได้ เงินนี้เอาไว้ท่องเที่ยว เงินนี้เอาไว้ช้อปปิ้ง เมื่อมีเงินถึงประมาณนึงเมื่อไหร่ เราค่อยเอาออกมาใช้
  • เลือกกองทุนที่เป็นการออมเงิน และหักภาษีไปในตัว เล่นเป็นกองทนรวมจะดีกว่า เราไม่ต้องบริหารเอง เลือกกองทุนที่ดูไว้ใจได้ เขาก็จะมีผลประกอบการนู่นนี่ เสิร์ชได้ในอินเทอร์เน็ต ไปซื้อกองทุนไว้ให้เขาบริหาร ต้องใช้เงินเมื่อไหร่ก็ขายคืนเมื่อนั้น
  • ตั้งเป้าหมายในชีวิต ถ้าทำได้ถึงเป้าหมายค่อยช้อปปิ้งเพื่อตัวเอง
  • พยายามอย่าจ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำ ฝึกนิสัยถ้าอยากได้ต้องจ่ายเต็ม
  • เงินค่าผ่อนบ้านจะตัดทุกสิ้นเดือน ให้เราจ่ายก่อน ดอกเบี้ยจะลด เพราะดอกเบี้ยบ้านนับเป็นรายวัน อย่างเดือนนี้จ่ายวันที่ 30 เดือนหน้าจ่ายวันที่ 25 อีกเดือนนึงจ่ายวันที่ 20 ให้มันทบต้นทบดอกไปเรื่อยๆ แทนที่จะรอให้มันตัดยอดเลยทีเดียว เมื่อไหร่มีเงินก็โปะเข้าไป
HOROSCOPE