ทำไมผู้ชาย 'นอกใจ' เจ้าชู้...ไม่รู้ตัว - CLEO Thailand Online Magazine

ทำไมผู้ชาย ‘นอกใจ’ เจ้าชู้…ไม่รู้ตัว

เขียนโดย กรกฎ อุ่นพาณิชย์


เชื่อไหม ผมเคยคุยกับนักสืบชู้

ครับ เสียงจริง ตัวจริง ชู้จริง

แต่ไม่ได้จ้างให้ไปสืบใครหรอกครับ มาลองคิดๆ ดู วันนั้นไม่รู้อะไรดลใจให้นักเขียนอย่างผมอยากจะเขียนบทความยาว 12 หน้า ตีแผ่ความสัมพันธ์ในมุมใหม่ (อารมณ์เหมือนผู้ชายที่พยายามจะทำความเข้าใจความรักและอยากจะ ‘รักให้เป็น’) ตั้งชื่อซะเก๋ไก๋ว่า Love, lust and the rest แปลดิบๆว่าความรัก ความใคร่ และอื่นๆ ในวังวนเสน่ห์หา เพื่อเป็นของกำนัลแด่คนอ่านในวันวาเลนไทน์ปีที่แล้ว

ครับ ผมสัมภาษณ์คน 5 คนที่ผมเชื่อว่าพวกเขาอยู่ในกระบวนการของความรัก คนแรกคือหมอชัชพล เกียรติขจรธาดา คุยกันให้รู้ลึกถึงฮอร์โมนและสารเคมีในสมองกันไปเลยว่าร่างกายเป็นอย่างไรเมื่อใจตกหลุมรัก คนต่อมา ปุจฉา-วิสัชนากับพระอาจารย์พรพล ปสันโน ทำอย่างไรหากที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ จำได้เลยว่านัดคุยกันในวันคริสต์มาสที่วัดพระรามเก้า จากนั้นย้ายไปที่คณะจิตวิทยา จุฬาฯ นั่งถกปัญหาเมื่อรักถึงทางตันกับ ดร.สมบุญ จารุเกษมทวี ขั้นตอนต่อไป เมื่อเกิดความไม่เชื่อใจในรัก ก็ต้องไปหานักสืบ ปิดท้ายฟีเจอร์นี้ด้วยนายทะเบียนแห่งสำนักงานเขตบางรัก ผู้เป็นทั้งคนจดทะเบียนสมรสและทะเบียนหย่า เป็นพยานจากวันแรก ถึงวันลา เช็ดน้ำตากันแทบไม่ทัน

ไคลแม็กซ์ของอาชีพนักเขียนมันอยู่ตรงนี้นี่แหละครับ มันทำให้ผมมีข้ออ้างในการต่อสายตรงไปคุยกับ ดร.เจมพล คนรักชาติ (แค่ชื่อก็กินขาดแล้ว) ฉะกันหมัดต่อหมัดเลยว่าทำไมคนจึงนอกใจกันนักหนา (เล่นเอางานด็อกเตอร์ชุกยิ่งกว่าโคโกโร่นิทราเพราะคนชู้กันทุกเทศกาล) และแน่นอน นักสิบที่ไหนจะยอมเผยตัว ผมจึงเหลือทางเลือกเดียวคือเสียงตามสาย เชอร์ล็อก โฮมส์แห่งวงการชู้คนนี้ทำให้ผมรู้ทันทีว่าการนอกใจ มันไม่เคยเลือกอายุหรือเพศ

ดร.เจมพลสรุปง่ายๆ ว่าที่ผู้ชาย (หรือเพศใดก็ตาม) นอกใจเพราะเขารู้สึก ‘ไม่อิ่ม’

“ให้สามีกินให้อิ่มหนำสำราญ เลี้ยงไปแล้ว 5 จาน ไปเจออาหารข้างนอก ยังจะอยากกินต่อไหมล่ะ?”

สองคือ คนคบกันต้องชัดเจน

“ถ้าภรรยาไปพัวพันกับผู้ชายอื่น อย่าเพิ่งไปต่อว่า แต่ต้องให้ความรู้ว่า ไม่ใช่ผู้ชายกับผู้หญิงจะเป็นเพื่อนกันได้เสมอไป หญิงชายคบกันต้องกำหนดเส้นแบ่งให้ชัดเจน บางคนเข้าใจผิดคิดว่า ในเมื่อเราเป็นแค่แฟนกัน เธอก็มีสิทธิไปนอนกับคนอื่นได้ ถ้าคุณรักเธอจริง ต้องอธิบายให้เข้าใจว่า เราแค่ยังไม่ได้เข้าพิธีแต่งงาน พิธีกรรมเป็นเรื่องของวัฒนธรรม แต่ประเด็นสำคัญคือ เราอยู่กินกันเป็นสามีภรรยาแล้ว เราให้เกียรติเธอในฐานะเมียแล้ว ต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน”

สาม ลึกๆ แล้วคือผู้ชายคนนั้นรู้สึกว่าภรรยาไม่ภูมิใจในตัวเขา

“อย่าจ้องจับผิด แต่ให้จ้องจับถูก” ดร. ฝอยต่อ “เขาทำอะไรดี ก็สรรเสริญเขาบ้าง หน้าที่ภรรยาคือต้องทำให้สามีรู้สึกว่าหล่อนภูมิใจในตัวเขา บางเวลา คุณต้องเอ๋อให้เป็น ถามตัวเองดูสิว่าถ้าจับได้ ไล่ทันตลอด คุณชอบไหม? เนื้อเพลงของสุเทพ วงศ์กำแหงยังพูดเลยว่า ‘โลกคือละคร’ ทำไมเขาไม่ร้องว่า ‘โลกคือความจริงล่ะ’ เพราะความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่พูดความจริง ตายทุกราย!”

อ้าว แล้วแบบนี้มันไม่เอาเปรียบผู้หญิงไปหน่อยเหรอครับ? ผมคิดในใจ

“แต่ไม่ใช่ให้ผู้หญิงพยายามอยู่ฝ่ายเดียวนะ” เหมือนด็อกเตอร์จะจับความคิดผมได้ “ผู้ชายก็มีหน้าที่ต้องทำให้ผู้หญิงศรัทธาเช่นกัน ศรัทธาคือทำมาหากินเก่ง มีความเป็นผู้นำ ไม่ใช่ให้เมียเลี้ยง ถ้าผัวไม่เอาไหน เมียจำนวนไม่น้อยก็หนีไปมีชู้ หรือไม่จริง?”

แล้วจริงไหมที่ผู้ชายมีแนวโน้มที่จะเจ้าชู้มากกว่าผู้หญิง?

อันนี้ผมไม่ได้ถามด็อกเตอร์ แต่ต้องกลับไปถามคุณหมอชัชพลคนเดิม สรุปง่ายๆ ว่า จริงๆ แล้วทั้งหญิงและชายมีแนวโน้มที่จะเจ้าชู้พอๆ กัน แต่ผู้ชายมีมากกว่า นักวิทยาศาสตร์พบว่าความเจ้าชู้เกี่ยวข้องกับระบบวาโซเพรสซินและ ‘การลงทุนในการสร้างสารสืบพันธ์ที่ไม่เท่ากัน

ลองคิดง่ายๆ ผู้หญิงต้องใช้พลังงานมากแค่ไหนในการสร้างไข่  ในขณะที่ผู้ชายใช้พลังงานน้อยกว่าในการสร้างสเปิร์ม และสร้างได้ตลอดจนตาย

ถ้ามีเซ็กซ์แล้วตั้งครรภ์ กลายเป็นฝ่ายหญิงเท่านั้นที่ต้องอุ้มท้องถึง 9 เดือน

ความสัมพันธ์นี้ ใครลงทุนสูงกว่ากัน?

นี่อาจตอบได้ว่าทำไมเพศชาย (โดยสัญชาตญาณ) จึงกล้าเสี่ยงที่จะเริ่ม (และจบ) ความสัมพันธ์ กล้าเข้าไปจีบก่อน หรือปล่อยตัวไปมีความสัมพันธ์ทางกาย (แม้กับผู้หญิงที่ไม่ได้รัก) ได้ง่ายและเร็วกว่าเพศหญิง

แล้วถ้ามองในแง่ของอารมณ์ล้วนๆ ล่ะ? ผมคิดเอาว่า อาจเป็นไปได้เหมือนกันที่ผู้ชายจะมองว่าความรักเป็นแค่เกมๆ นึง ที่มีผู้ล่าและผู้ถูกล่า (และแน่นอน ใครจะอยากแพ้ล่ะครับ) การจีบหรือพยายามเอาชนะใจคนที่รัก ก็ไม่ต่างจากการล่า เมื่อได้มาในอ้อมแขนก็ภูมิใจ แต่พอเจอเนื้อชิ้นใหม่ที่หอมหวานกว่า สัญชาตญาณนักล่าก็เหมือนถูกปลุกขึ้นมาใหม่ มันร้องหาความเป็นชายที่หลับใหลไปนาน ผ่านคำลวงเจือกลิ่นเหล้าในนิทานน้ำเน่าสุดคลาสสิกที่เริ่มด้วยประโยคหยั่งเชิงว่า “ในเมื่อคุณรู้ว่าผมมีแฟนแล้ว เราจะยังคุยกันต่อไหม” หากอีกฝ่ายยิ้มมุมปาก และปล่อยให้ประโยคนั้นเลือนหายไปพร้อมกับควันบุหรี่ ผู้ล่าคงภูมิใจที่สามารถเรียกความเป็นชาย (จอมปลอม) กลับมาได้อีกครั้งในคืนนี้ (และกว่าเขาจะรู้ตัวอีกทีว่าตกเป็นเหยื่อ ก็ตอนที่คนรักของนักล่าต้องเสียน้ำตาทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย)

ในเมื่อรักแล้วอาจต้องเจ็บขนาดนี้ ทำไมคนยังไม่เข็ดกับความรัก และยังไม่ขยาดกับการนอกใจ

“ยังไงซะ ผมก็ยังเชื่อว่าความรักเป็นเรื่องที่ดี” ดร.เจมพลบอกผมก่อนวางสายในวันนั้น “ไม่ว่าจะรักในรูปแบบไหนก็ดีหมดแหละครับ คุณคิดดูสิ ความรักจะมีปัญหาได้ยังไง ที่มีปัญหากันน่ะ เป็นเพราะไม่รักกันแล้วต่างหาก”

หรือจริงๆ แล้ว ความรักไม่เคยทำร้ายใคร แต่คนต่างหากที่ใช้มันทำร้ายตัวเอง?

ไม่ต้องรอให้รักถึง 7 ปีหรอกครับ คุณหมอชัชพลคนเดิมยังบอกเลยว่า แค่เข้าปีที่สามที่สี่ คู่รักก็เริ่มมีปัญหากันแล้ว มนุษย์เราก็เหมือนสัตว์อื่นๆ ที่จับคู่อยู่ด้วยกันช่วยเลี้ยงลูก เมื่อถึงวันนึงที่ลูกโตพอจะมีชีวิตรอดได้ด้วยตัวเอง (มักใช้เวลา 3-4 ปี) ก็จะแยกกันไปมีคู่ใหม่ นั่นคือสัญชาตญาณดิบในความเป็นสัตว์

แต่นั่น ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะนอกใจไปมีคนใหม่

อย่าลืมว่า คนที่ยังหายใจรดต้นคอและตื่นขึ้นมายิ้มให้กันทุกเช้านี้ ก็คือคนที่เราพยายามเอาชนะใจ พยายามทำให้เขามารักเมื่อวันวาน และตัดสินใจแล้วใช้ชีวิตไปด้วยกันในวันข้างหน้า หรือไม่จริง?

สำหรับผม ความรักที่จริงจังจึงไม่ต่างจากการตัดสินใจเลือกอย่างเด็ดเดี่ยวว่าเราจะใช้ชีวิตกับคนนี้ เพราะเธอคือคนที่ทำให้เราอยากเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิม เมื่อเลือกแล้ว ก็จงยอมรับความเสี่ยงนั้น และไม่ยอมแพ้มันง่ายๆ

รักกันจนแก่เฒ่า มีอยู่จริงครับ แต่เราต้องหัดรักอย่างรู้เท่าทันร่างกาย ไม่ใช่คล้อยตามสัญชาตญาณดิบ

ใช้สติควบคุมสมองและหัวใจไม่ให้หลงไปกับสัญชาติญาณนั้น

เหมือนที่พระอาจารย์พรพลท่านกล่าวไว้ “ความรักเกิดจากอารมณ์ แต่การรักษาความรักต้องใช้เหตุผล ถ้ามีแต่อารมณ์ ความรักเปลี่ยนเป็นความร้ายง่ายนิดเดียว”

แต่ถ้านั่นยังไม่พอที่จะซื้อความซื่อสัตย์เพื่อรักษาความรักเอาไว้

ก็ลองคิดถึงราคาของการสูญเสียความเชื่อใจ

ที่คนรักอาจต้องจ่ายไป…จนไม่เหลือน้ำตา

HOROSCOPE