อยู่ก่อนแต่ง อย่าเพิ่งขมวดคิ้วใส่ คู่รักลองก่อนได้…ถ้าไม่ติด

เขียนโดย MissP

ยุคนี้สมัยนี้ต้องบอกเลยว่าตามไม่ทันกับความสัมพันธ์ของคนรอบตัว ไม่ต้องไปถึงคู่รักดาราเอาแค่คนธรรมดาที่เห็นหน้ากันในชีวิตจริง เดี๋ยวแต่งเดี๋ยวหย่า เดี๋ยวรักเดี๋ยวเลิก เจอเพื่อนนานๆ ที ถึงกับต้องทักกันลับหลังว่า “คราวที่แล้วไม่ใช่คนนี้นี่!” แบบไม่ได้ตั้งใจจะกวนเพราะความสัมพันธ์มันช่างรวดเร็ว เหมือนกับทุกอย่างในชีวิต

พออะไรๆ เปลี่ยนไปไว สเต็ปการคบกันมันก็เลยสลับกันไปจนยืดหยุ่นได้ไม่มีจบสิ้น เมื่อก่อนจากที่กว่าจะได้คบหาดูใจ แค่ค้างอ้างแรมด้วยกัน แต่ยังไม่มีอะไรกัน ก็เสียหายไปหลายชีพแล้ว ถึงกับต้องแก้ปัญหาด้วยการจับแต่งงานกันซะเลย ถ้าเป็นในละครอยู่ๆ ไปก็จะรักกันเอง เหมือนกับคลุมถุงชน แค่อย่างหลังเสียหายน้อยกว่า

จะอยู่บ้านเดียวกันได้ ต้องแต่งงานก่อนนะคะ จนเวลาเปลี่ยนไป การอยู่ก่อนแต่งเป็นลำดับที่คนรับได้มากขึ้นและยอมรับมากขึ้น ยิ่งนานไปยิ่งเห็นข้อดีของมัน แต่ก็ไม่ใช่ทุกคู่หรอกนะ ที่จะเข้าใจว่าลำดับนี้ถูกเลื่อนมาใช้เร็วขึ้นทำไมในบางความสัมพันธ์

ที่สำคัญคือไม่ใช่ทุกความสัมพันธ์คู่ควรกับการอยู่ด้วยกันก่อนจะ commit กันจริงจังด้วยกฎหมาย ควรเป็นคนที่เราแน่ใจว่าถ้าผ่านแล้วจะได้ไปต่อ (ถึงขั้นมีลูกกันหรือแต่งงานจดทะเบียนจัดงานกันใหญ่โต)

 

เพราะเราจะได้เรียนรู้นิสัยกันและกัน

ไม่ใช่แค่ เขาชอบอะไร ชอบไปเที่ยวที่ไหน หรือกินอะไรพื้นๆ แบบนั้น นั่นเป็นสิ่งพื้นฐานที่คนคบกันควรรู้ แต่นิสัยบางอย่างจะปรากฎก็ต่อเมื่อเขาทำมันซ้ำๆ ทำมันโดยไม่รู้ตัว เราทุกคนมีด้านมืดของตัวเอง นิสัยแย่ๆ (ที่ไม่จำเป็นต้องแย่มากแต่มักจะเลือกไม่แสดงออกต่อหน้าคนทั่วไป) คนที่อยู่ด้วยกันแบบเลือกเวลาไม่ได้เท่านั้นที่จะรู้และได้มีโอกาสทำความเข้าใจในจุดนี้ อย่างเช่น เป็นคนถอดเสื้อผ้ากองทิ้งไว้รอบบ้าน แต่ดันรักความสะอาดในห้องน้ำเหนือสิ่งอื่นใด

 

ได้เห็นด้านที่แย่ที่สุดของเขา

ตอนเราตกหลุมรักคนๆ นี้ เพราะเรื่องดีๆ ของเขาที่ทำให้เราชอบทั้งสิ้น แต่ข้อเสียมันจะค่อยๆ โผล่มาทีละนิด แม้แต่กับคนที่เพอร์เฟ็คที่สุดจะยิ่งโผล่มาเร็วที่สุด การอยู่ด้วยกันตลอดเกือบ 24 ชั่วโมงทำให้เราได้เห็นด้านมืดและได้มีโอกาสทำความเข้าใจกับมันมากขึ้น ไม่ต้องไปช็อคทีหลังตอนแต่งงานกันไปแล้วว่าเขาไม่มีระเบียบใดๆ ในบ้านเลย เป็นต้น

 

แบ่งเบากันและกัน

เป็นสิ่งที่ไม่ว่าจะใช้ชีวิตอยู่กับใครเราก็ต้องมีทักษะนี้อยู่ บาลานซ์ความหนักของเรื่องในบ้านที่แต่ละบ้านต้องรู้จักตกลงกัน เขางานหนักนอกบ้านก็ไม่ได้หมายความว่าควรจะงานเบาในบ้าน ถ้าเราก็หนักเหมือนกัน ความหนักเบาของคนเรามันวัดไม่ได้หรอก อยู่ที่ใจแล้วแหละว่าจะแชร์กันได้แค่ไหน

การซื้อของเข้าบ้าน ทำความสะอาดบ้าน ซักผ้า ทิ้งขยะ หรือแม้แต่ดูแลสัตว์เลี้ยง(ไม่พร้อมอย่าเพิ่งซื้อหมาเลยนะ) มันเป็นเรื่องจุกจิกที่ทำเอาบ้านแตกมาแล้วหลายราย เราเชียร์ให้แชร์เรื่องงานบ้านกันก็ดีนะ อย่าปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งดูแลอีกคน 100% และใครจะทำอะไรจะเข้าสู่ขั้นตอนถัดไปนั่นก็คือ…

 

 

 

ประนีประนอม

ถึงเขาจะมีหน้าที่ทิ้งขยะแล้วเราล้างจาน ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องทำมันตลอดไปโดยที่เราจะไม่สามารถช่วยยกขยะไปทิ้งให้เขาได้เลย และบางอย่างที่เป็นนิสัยเขาแล้วเราไม่ถูกใจ ก็อย่าเอาความเป๊ะเข้ามาไว้ในชีวิตมากเกิน ความบาลานซ์แบบเท่ากันวัดด้วยตาชั่งมันไม่มีจริงหรอก อย่าไปยึดหลักอะไรมาก ปล่อยวางบ้าง สบายๆ บ้างกับความสัมพันธ์ มันจะทำให้เราไปต่อด้วยกันยาวขึ้น

 

เข้าสังคมได้ดีขึ้น

ใช้เวลากับคนหนึ่งคนเพิ่มขึ้นมาในชีวิตก็ถือเป็นการเข้าสังคมได้แล้ว เป็นสังคมที่มีคนอยู่สองคนและเราต้องเข้ากับเขาให้ได้ เพราะหลังจากนั้นเราจะต้องไปต่อกับเพื่อนพ้องญาติพี่น้องของเขา ซึ่งคนเหล่านี้อาจจะเป็นเรื่องที่ดี หรือไม่ก็เป็นเรื่องที่น่าอึดอัดในชีวิตได้ แล้วในจุดหนึ่งเราจะคิดได้ว่า คนอื่นๆ ในชีวิตเขาคนไหนที่เราพอจะเข้ากันได้ พอรับได้ หรือคนไหนที่พอเถอะ ไม่อยากเจอบ่อยๆ

 

แชร์ชีวิต แชร์ทรัพย์สิน

อย่าไปคาดหวังว่าเขาจะต้องเลี้ยงดูเราได้ คนเหมือนกัน ถ้าเราไม่รู้จักดูแลตัวเองให้ได้ วันหนึ่งที่เขาจากไปเราจะอยู่ไม่ได้นอกจากหายใจและเคี้ยวข้าวไปวันๆ ไม่ว่าเราจะตกลงกันยังไง แบ่งคนละครึ่งหรือมีเปอร์เซ็นต์ที่ตกลงกันเอาไว้ ขั้นตอนนี้สำคัญมากสำหรับการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เพราะมันจะเป็นอย่างนี้ไปตลอด จำไว้เลยว่า ‘เงิน’ เป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญของชีวิตคู่

คนจะอยู่ด้วยกัน ต้องสามารถเปิดปากคุยกันเรื่องเงินทองได้ตรงๆ ตั้งเป้าเอาไว้ และคุยกันให้ชัดเจนไปดีกว่า เกรงใจจะเสียเรื่อง เสียแฟน และเสียใจได้นะ

 

เซ็กซ์ในแบบของฉันมันเป็นยังไง

เรื่องสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้เรื่องไหนๆ คือ ชีวิตเซ็กซ์ ไม่ว่าจะกี่ร้อยทฤษฎีในชีวิตที่เราเคยอ่านมาหรือฟังมา ก็ไม่ดีเท่ากับที่เราได้เรียนรู้หรอก คู่รักที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้เจอกัน มักจะทำให้เกิดความเสน่หาทางเพศต่อกันได้มากกว่าคนที่อยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดามาก เพราะอะไรที่เราไม่ค่อยได้มา เรามักจะเห็นค่ามันมากกกว่า ซึ่งไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เราได้มาง่ายๆ ไม่ได้มีค่า! เข้าใจตรงกันนะ

อยู่ด้วยกันทุกวัน แต่ไม่มีเซ็กซ์กันเลยหลายอาทิตย์ ก็ไม่แปลก ลองคิดถึงคู่รักที่เขาอยู่ไกลกันสิ เขาไม่เจอกันเป็นเดือนๆ ก็แปลว่าเขาไม่ได้มีเซ็กซ์กันนานเท่านั้นแหละ แต่ในแต่ละครั้งมันช่างเป็นเซ็กซ์ที่ดี นี่แหละ! คือพ้อยท์ของเพศสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างคนรัก

อยู่ด้วยกันทุกวัน แต่อยากมีเซ็กซ์กันบ่อยๆ ก็ท้าทายตัวเองด้วยการครีเอทความสนุกขึ้นมา ทำให้เขาและเราเองรู้สึกว่า รอคอยที่จะได้มีในอีกครั้งให้ได้ นี่แหละชีวิตคู่

HOROSCOPE