หมดยุคที่ผู้หญิงต้องยอมอยู่กับสามีที่นอกใจเธอไปตั้งแต่ยุค 50s แล้ว! - CLEO Thailand Online Magazine

หมดยุคที่ผู้หญิงต้องยอมอยู่กับสามีที่นอกใจเธอไปตั้งแต่ยุค 50s แล้ว!

เขียนโดย Miss P

ออกตัวแรงๆ ก่อนเลยว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่ได้เห็นและได้ยินเรื่องราวของคนรอบข้างที่เป็นทั้งบุคคลที่ 1 2 และ 3 อย่างครบ! โอ้โห โลกเรานี้มันช่างกว้างใหญ่ …เรื่องมันคลาสสิคตรงที่อ่านไปแล้วเธออาจจะพบว่าเธอเป็นหนึ่งในตัวละครของเรื่องนี้ก็เป็นได้ ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ เลยนะคือ ผู้ชายมีแฟนอยู่แล้วหรือไม่ก็แต่งงานแล้วกับผู้หญิงที่เขาเลือก แต่ดันคบอีกคนไปพร้อมกันด้วย บอกกับคนแรกว่าเลือกเธอ ถ้าไม่ปกปิดว่ามีอีกคนก็จะบอกว่าคนๆ นั้นไม่มีความสำคัญอะไร ส่วนกับมือที่สามก็บอกให้เธอรอ เลือกไม่ได้และยังจบไม่ได้ในตอนนี้ หรือไม่ถ้าขอให้เธอยอมรับสภาพนี้ไปซะและที่พีคคือเธอก็คิดว่าเธอรับได้

 

ดูเหมือนคนที่จะอมทุกข์ที่สุด กลืนไม่เข้าคายไม่ออกส่วนใหญ่จะเป็น ผู้หญิง/ผู้ชายคนแรกที่มาก่อนหรือไม่ก็ถูกต้องตามกฎหมาย(และกฎหมู่) ฉันมาก่อน ฉันผิดอะไร ไม่หรอกเธอไม่ผิดและก็เข้าใจว่าทำไมถึงอดทน คิดว่าเขาจะเปลี่ยนเป็นคนใหม่ในวันหนึ่ง ไม่ทำร้ายหัวใจเธอให้เจ็บช้ำอีก แต่วันนั้นมันก็ไม่มาถึงซะที

บุคคลนี้จะคิดว่าตัวเองเข้มแข็งที่สุดก็ตอนที่พยักหน้าบอกกับตัวเองว่า “ไม่เป็นไร ฉันรับได้ เพราะยังไง เขาก็เลือกฉัน” แต่ถ้าลองคิดดูดีๆ เธอกลัวอะไรอยู่หรือเปล่า? ถ้าปล่อยมือเขาไปเธอคิดว่าเธออาจจะอยู่ไม่ได้ (ลูกจะไม่มีพ่อ/แม่) ครอบครัวไม่สมบูรณ์ คนอื่นจะมองว่าล้มเหลวในความรัก เป็นฝ่ายแพ้ในสงครามที่ฉันไม่ได้เป็นคนก่อ เธออ่อนแอเกินกว่าจะยอมรับว่า เขาไม่ได้เลือกเธอแค่คนเดียว เขาเลือกอีกฝ่ายด้วยเหมือนกัน และทำแบบนั้นมันหมายความว่าเขาไม่ให้เกียรติเธอเลย

 

ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง Mona Lisa Smile แล้วก็จะเข้าใจว่า ทำไมผู้หญิงส่วนใหญ่ถึงทนยอมให้เขาทำร้ายใจเพื่อรักษา ‘ชีวิตครอบครัว’ เอาไว้ ขณะเดียวกันก็จะเข้าใจว่า ทำไมผู้หญิงยุคใหม่เขาถึงเลือกที่จะเดินออกมาใช้ชีวิตแม่ม่ายแต่สบายใจเบาหัวใจกว่าเยอะ

Betty Warren ลูกศิษย์คนหนึ่งในชั้นเรียน ประวัติศาสตร์ศิลปะ ที่สอนโดย Katherine Ann Watson (Julia Roberts) เบตตี้เป็นผู้หญิงที่เพียบพร้อม ครบทุกด้าน เธอเรียนเก่งเป็นคนสำคัญของโรงเรียนและกำลังจะแต่งงานกับแฟนหนุ่มในไม่ช้า เหมือนว่าในยุคนั้น Wellesley College โรงเรียนประจำหญิงล้วนจะอนุญาตให้นักเรียนแต่งงานได้ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ แถมยังมีสิทธิพิเศษต่างๆ มากมายให้กับนักเรียนที่แต่งงานแล้ว เช่น ขาดเรียนได้ เป็นต้น โรงเรียนและคนในยุคนั้นมีความเชื่อว่าผู้หญิงจะได้รับการศึกษาไปเพื่อใช้ชีวิตเป็นภรรยาของใครสักคน แต่แคทเทอรีนไม่เชื่ออย่างนั้น เธอหย่ามาแล้วหนึ่งครั้งเพราะสามีไปมีคนใหม่ ขณะนั้นมีแฟนหนุ่มที่อยู่ไกลกันและก็เลิกกับเขาไป เพราะเมื่อไกลกันเธอก็รู้สึกเปลี่ยนไป

สามีของเบตตี้ไม่อยู่ติดบ้านตั้งแต่พวกเขาแต่งงานกันใหม่ๆ แต่ภาพลักษณ์ชีวิตคู่ของเธอน่าอิจฉามาก พวกเขาดูรักกัน เธอคือผู้หญิงที่โชคดี แต่ความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย พวกเขาไม่มีเซ็กซ์กันและฝ่ายชายมักจะหาข้ออ้างไปค้างที่ต่างรัฐอยู่บ่อยครั้ง แล้วเธอก็ระเบิดออกมาใส่เพื่อนสนิทที่เป็นผู้หญิงรักสนุกแทนเมียน้อยของสามี เพื่อนสนิทของเธอทำสิ่งที่เราไม่คิดว่าจะทำคือกอดเธอเอาไว้แน่น ไม่โกรธเพราะเข้าใจและเป็นคนเห็นสามีของเบตตี้กับผู้หญิงอื่นด้วยตาด้วยเอง เบตตี้ยอมรับว่าเธอแพ้ และเธอก็กล้าหาญพอที่จะฟ้องหย่า 

ฟ้องหย่าในยุคนั้นถือเป็นสิ่งที่ผู้หญิงเขาไม่ทำกัน เพราะมันน่าอับอายเป็นอย่างมาก มากถึงมากที่สุด แต่เบตตี้ก็รักตัวเองมากพอที่จะไม่แคร์เลยแม้แต่น้อย เธอเดินไปบอกแม่ของเธอว่าเธอได้ฟ้องหย่าไปแล้วหลังจากที่แม่บอกว่าให้ก้มหน้าและทิ้งเรื่องนี้ไปซะ กลับไปปรับความเข้าใจกับสามีเสียใหม่ เธอปฏิเสธทุกอย่างแล้วเลือกจะเดินหน้าต่อไปตามลำพัง

 

ทำไมคนที่มาก่อน ควรเป็นคนไป?

เพราะเธอไม่ผิดอะไร ทำไมต้องอยู่ให้ถูกทำร้าย ในเมื่อมนุษย์ทุกคนควรเป็นฝ่ายเลือกได้และถ้าเธอเลือกจะรักษาหัวใจตัวเอง รักตัวเองมากพอ จะรู้เลยว่าไม่มีใครบนโลกนี้มีค่ามากพอที่จะมาเหยียบย่ำมัน เราไม่จำเป็นต้องต่อสู้กับปัญหาที่เราไม่ได้เป็นคนสร้าง เดินออกมาไม่ได้เรียกว่าหนีปัญหา เธอไม่ใช่คนที่ไม่กล้าเผชิญหน้าแต่ว่านี่คือทางออกที่ง่ายที่สุดแล้ว

ดูอย่างเบตตี้ หรือแคทเทอรีนสิ คนหนึ่งเป็นบุคคลต้นแบบของการไม่แคร์โลกหรือคำติฉินนินทา ส่วนอีกฝ่ายคือฉบับของผู้หญิงหน้าบาง แพ้ไม่ได้ และไม่ยอมรับความจริงที่สุด แต่แล้วเธอก็พลิกชีวิตได้ทัน ผู้หญิงทุกคนไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็น ภรรยาของใครสักคน พวกเราเกิดมาเพื่อเป็น ใครสักคน ต่างหาก เรากำหนดบทบาททางสังคมของเราเองได้และไม่ควรยอมให้ใครมากำหนดบทบาทของเราแทน

เราไม่ได้เชียร์ให้สังคมเกิดการหย่าร้าง แต่เราอยากให้คนในสังคมมองว่าการนอกใจ โดยเฉพาะนอกใจซ้ำๆ ไม่มีการแก้ไขเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ เมื่อไหร่ที่เกิดความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนไม่ว่าจะมีการทำพิธีหรือรองรับทางกฎหมายหรือไม่ แค่ในเรื่องของหัวใจเท่านั้นเรารู้กันว่าจะไม่ทำร้ายกัน ความรักผูกพันธ์กันสองคนก็พอ ทะเบียนหรือพิธีใดๆ ก็ไม่ได้ช่วยให้แน่ใจได้หรอกว่าเราจะไม่ทำร้ายหรือเดินไปจากกัน หัวใจต่างหากที่ทำหน้าที่นั้น และถ้าหัวใจไม่มั่นคงมากพอก็ไม่มีประโยชน์อะไร

สิ่งที่เบตตี้ได้บอกเอาไว้ใน Mona Lisa Smile น่ะมันคือ Not all who wander are aimless. Especially not those who seek truth beyond tradition, beyond definition, beyond the image.

ไม่ใช่คนทุกคนที่กำลังระหกระเหินเดินทางอย่างไร้จุดหมาย โดยเฉพาะผู้ที่มองหาความเป็นจริงเหนือประเพณี ค่าคำนิยามต่างๆ และภาพลักษณ์ที่ถูกสร้างเอาไว้

 

นั่นล่ะคือสิ่งที่เราจะบอกว่าถ้ามองข้ามทุกอย่างไปแล้วมองให้ลึกถึงหัวใจเราเอง ฉันถูกทำร้ายหัวใจ ทำไมยังอยู่เพื่อตั้งคำถามกับเขาว่า “ทำไมต้องทำร้ายกัน” มันควรจะหมดคำถามนั้นไปตั้งแต่เมื่อเรารู้สึกเจ็บ ทางออกไม่ใช้ตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบที่ไม่เป็นจริง ทางออกคือการก้าวออกมาช้าๆ แต่มั่นคง

เธอทุกคนมีค่ามากกว่าการเป็นคนรักของใครสักคนนะ จำไว้

 

สัมภาษณ์โดย MissP

HOROSCOPE