“แบมบี้ ภัฏฏิณี” ชีวิต single mom วัยใส ที่คิดฆ่าตัวตายนับครั้งไม่ถ้วน “โลกไม่ได้สวย แต่ต้องอยู่ให้ได้”

  • 2.9K
    Shares

จากชีวิตวัยรุ่นที่กำลังก้าวเท้าสู่นักแสดง แต่ชีวิตพลิกผันให้กลายมาเป็นแม่คนตั้งแต่อายุยังน้อย แถมยังต้องรับมือกับสถานะความสัมพันธ์ ลูก และการปรับตัวครั้งใหญ่ จนทำให้ “แบมบี้ ภัฏฏิณี กัลยาณสันต์” คุณแม่วัยใส ที่ภายใต้ความสตรองนั้นซุกซ่อนความเครียดและกดดันไว้ภายใน จนคิดอยากจะฆ่าตัวตายนับครั้งไม่ถ้วน!

 

ความรัก ความรับผิดชอบ และบทเรียนชีวิตคู่

แบมบี้เล่าว่าตอนที่รู้ว่าตัวเองมีลูก เธอค่อนข้างช็อก ไม่ใช่ช็อกที่ตัวเองท้อง แต่ช็อกเพราะเธอกินยาบำรุงผิวติดกันหลายปี กลัวจะมีผลโดยตรงกับลูกในท้อง “เรากลัวว่าลูกจะคลอดมาไม่ครบ 32 กลัวเขาพิการ ก็ไปหาโรงพยาบาลที่ชึ้นชื่อด้านนี้ แล้วไปฝากครรภ์กับเขา” หลังจากฝากครรภ์ แบมบี้ตัดสินใจบอกที่บ้านตอนที่เธอท้องได้ประมาณ 4 เดือน เพราะเธออยากจะให้คุณหมอคอนเฟิร์มชัวร์ๆ ว่าลูกเธอปลอดภัย และเมื่อทางบ้านรู้ เธอและสามีจึงจัดงานแต่งงานกันเล็กๆ เชิญเฉพาะคนสนิท

หลังชีวิตแต่งงานอาจจะแฮปปี้เอนด์ดิ้งเหมือนในนิยาย แต่เปล่าเลย ละครเรื่องใหม่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น “เราก็ไปมาหาสู่บ้านกัน เจอกันทุกวัน คิดว่ามันคงไม่ได้ต่างมากกับก่อนจะแต่งกัน แต่หลังจากที่แต่งแล้ว เราต้องย้ายเข้าบ้านเขา อยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมง ต้องอยู่กับครอบครัวเขา” แบมบี้ส่ายหัว ยืนยันชัดเจนเลยว่าไม่เวิร์ค แล้วเธอก็เชื่อว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ก็คิดแบบเธอเหมือนกัน “เรารักกับฝ่ายชายก็จริงแต่เราก็ยังไม่เคยเข้าไปสัมผัสกับครอบครัวเขา มันก็จะมีปัญหาเรื่องการปรับตัวจนสะสม จนสุดท้ายทำให้รู้ว่าอยู่ด้วยกันแล้วมันไม่เวิร์ค”

 

 

แบมบี้มัวแต่สนใจแต่การเลี้ยงลูก ในขณะที่ฝ่ายชายก็เอาแต่โฟกัสเรื่องธุรกิจที่บ้าน ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มเปราะบาง “วันๆ หนึ่งแทบไม่คุยเรื่องระหว่างกันเลย คุยแต่เรื่องลูก ทำให้ห่างกันไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่อยู่ด้วยกันทุกวัน” เพราะต่างฝ่ายต่างละเลย ทำให้ฝ่ายชายเริ่มไปคุยกับคนอื่น แบมบี้เลยตัดสินใจแยกกันอยู่ ทั้งที่ลูกเธออายุได้เพียง 6 เดือน “เราว่ามันไม่เวิร์ค แล้วมันก็ไม่แฟร์ เราเสียใจที่ตั้งใจเลี้ยงลูกแต่ต้องมาเจออะไรแบบนี้ ก็ถ้าอยู่ด้วยกันแล้วมันไม่มีความสุข ก็แยกกันอยู่ดีกว่า จะได้เอาพลังงานทั้งหมดมาเลี้ยงลูกให้ดี”

รับมือยาก จนไม่อยากมีชีวิตอยู่

2 ปีที่ผ่านมานับว่าเป็นปีที่หนักที่สุดที่แบมบี้เคยเจอ แต่ก็ยังโชคดีที่มีครอบครัวของเธอคอยช่วยเหลือและดูแล “ถ้าไม่มีครอบครัว ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าชีวิตจะเป็นยังไง อาจจะไม่มีเราอยู่บนโลกนี้แล้วก็ได้” เธอต้องรับมือกับความเครียดสูงจนเคยคิดฆ่าตัวตายหลายรอบ “ถ้าคนมันไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มันจะนึกสถานการณ์ตรงนั้นไม่ออกเลย จากเราที่เคยมีชีวิตวัยรุ่นที่อิสระ วันหนึ่งต้องสวิซส์มาเป็นแม่คน มันเป็นสิ่งที่แปลกใหม่มากที่เราไม่เคยเจอ ทั้งเลี้ยงลูก ทั้งชีวิตคู่ที่ไปไม่รอดอีก มันก็รับมือยาก”

“…ช่วงที่กลับมาอยู่ที่บ้านสติแตกบ่อยมาก เลี้ยงลูกไปนั่งร้องไห้ไป คุณหมอเขาก็บอกว่ามันจะเป็นอาการซึมเศร้าหลังคลอด (Baby Blue) ช่วงที่เป็นหนักๆ ก็เคยให้แม่พาไปหาจิตแพทย์เหมือนกัน เขาก็แนะนำมาว่าอาจจะเป็นอาการที่ฮอร์โมนส์ยังไม่คงที่”

การเป็นแม่คน ไม่ได้โลกสวยอย่างที่คิด

ตอนที่แบมบี้ท้อง เธอเป็นนักศึกษาปีสุดท้ายและเป็นนักแสดงอยู่ แถมยังอยู่ระหว่างการถ่ายทำละคร เซ็นต์สัญญาไว้ 1 ปี “ถ่ายได้ครึ่งปีก็ต้องออกเลย มันก็เสียดายโอกาสนะ เรากำลังสตาร์ทงานการ” เป็นธรรมดาที่คุณแม่วัยใส ทุกคนจะอดคิดถึงช่วงวัยรุ่นไม่ได้ แบมบี้ก็เหมือนกัน เธอบอกเลยว่าการเป็นแม่คนไม่ง่ายเลย มันไม่โลกสวยอ่ะ แม่คนแล้วแฮปปี้ก็จริง แต่ต้องมีในเวลาที่เหมาะสม พอเขาเริ่มโตขึ้น เข้ากับคนในบ้านได้มากขึ้นก็ทำให้เราได้มีช่วงที่ออกไปเจอเพื่อนๆ นอกบ้านบ้าง ตอนกลางคืน มันก็ค่อยๆ โอเคขึ้น ต้องอยู่ให้ได้ และต้องใช้เวลาเท่านั้น”

 

ความรักครั้งใหม่ คือลูก

“เราว่าเราเป็นคนขาดความรัก ทั้งๆ ที่ที่บ้านก็ให้ความรักเราเต็มที่ ความรักเป็นเรื่องใหญ่ ใครที่เข้ามารักกันคือเรื่องที่ดี พอมามีลูกเรารู้เลยว่าเขาเกิดมาเพื่อเป็นเพื่อนเรา เหมือนเป็นของขวัญ” แบมบี้เป็นคนบูชาความรักมาก เธอจริงจังมากถึงขั้นมองไปถึงเรื่องแต่งงานกับความรักทุกๆ ครั้ง เธอไม่อยากเสียเวลากับแค่คนที่ผ่านมาแล้วผ่านไป ยอมเป็นฝ่ายปรับ เพื่อให้มันไปได้เรื่อยๆ แต่เมื่อเธอแต่งงานแล้ว ความรักในมุมมองเดิมๆ ของเธอก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง “กลายเป็นว่าความรักที่เรามีให้เขามันถูกถ่ายโอนไปที่ลูกหมด ทั้งที่เราไม่ได้ตั้งใจ  แต่ด้วยหลายๆ อย่าง ทำให้รู้สึกว่ายังไงลูกก็ต้องการความรักมากกว่าที่สามีต้องการ”

single mom

ความรักยังสวยงามเสมอ แม้เคยเจอวันร้ายๆ

แบมบี้ยืนยันว่าเธอยังมองความรักเป็นสิ่งที่สวยงามอยู่ ไม่เคยเข็ด และไม่เคยรู้สึกว่าทำไมต้องเข็ด “ต่อให้มีคนเข้ามาหรือมีความรักครั้งใหม่ ยังไงก็ไม่ใช่คนเดิม ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะทำกับเราแบบเดิม” แบบนี้แสดงว่ามีความรักครั้งใหม่แล้ว? “มีแล้วค่ะ(ขำ)” ความรักครั้งใหม่นี้ไม่ได้หวือหวาแบบที่แบมบี้เคยเจอเหมือนที่ผ่านมา เป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่มองข้ามอดีตที่เธอมี รักเธอและลูกเธอเหมือนกับว่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับความรักของคนสองคน “รู้จักกันมานานประมาณ 3 ปี ก่อนที่เราจะหายไปดูแลลูก พอได้กลับมาเจอกันอีกครั้งเลยได้มีโอกาสสานต่อจากที่แต่ก่อนไม่เคยคุยกันได้เกิน 2-3 ประโยค”

“..ไม่รู้จะเริ่มเปิดประโยคยังไง ไม่ได้กลัวเขารับไม่ได้นะ แต่กลัวเขาจะคิดว่าเราไปหลอกเขาหรือจงใจจะปิดเขา แต่จริงๆ เขารู้เรื่องตั้งนานแล้ว รู้ก่อนที่จะมาจีบเราอีก” เธอค่อนข้างประหลาดใจในความรักครั้งใหม่นี้ เพราะฝ่ายชายมีนิสัยแตกต่างกับเธอมาก ถึงแม้เธอจะมีลูก เขาก็ไม่ได้รังเกียจและสามารถที่จะดูแลลูกของเธอได้ แถมเขายังแสดงออกชัดเจนว่าอยากดูแลเธอจริงๆ “ทุกวันนี้ยังถามเขาอยู่คำถามเดิมซ้ำๆ บ่อยๆ ว่าทำไมถึงเลือกเรา ทำไมไม่เลือกคนอื่นที่เขาไม่มีภาระแทน เขาก็บอกว่าเขาไม่ได้คิดอะไรมาก เขาคิดแค่ว่าตอนนี้เราไม่มีใครเขาก็แค่อยากอยู่ด้วยแค่นั้นเอง มันเป็นเหตุผลที่ง่ายมาก ไม่มีอะไรซับซ้อน”

Single mom สุดสตรอง ที่ไม่มีใครอยากเป็น

“ที่เขาชมกันว่าเราเก่ง เป็น Single mo m สุดสตรอง เชื่อเถอะไม่มีใครอยากได้ฉายานี้หรอก” เธอสารภาพเลยว่าไม่รู้จะให้กำลังใจคนที่เจอเหตุการณ์แบบเธอยังไง ถึงอะไรหลายๆ อย่างจะดีขึ้น แต่มันก็ยังอยู่ในช่วงที่ต้องใช้เวลาอยู่ดี “จะพูดอย่างไม่โกหกเลยว่าทุกวันนี้ก็มีช่วงที่แว้บขึ้นมาในหัวว่าไม่อยากอยู่เหมือนกัน คนที่เป็น single mom อายุน้อยคงต้องคิดทุกคนว่าเราเป็นภาระของคนในครอบครัว อยากให้มองในแง่ดีไว้ จะมาคิดลบ ตอกย้ำตัวเอง มันไม่ได้ประโยชน์อะไร มีแต่จะทำลายพลังงานในชีวิตเราเท่านั้น ถ้าเป็นอะไรไปตอนนี้เราจะไม่ได้อยู่ดูลูกโต จะไม่ได้ทำอะไรที่เรายังไม่ได้ทำ มันแค่ช่วงเป็นช่วงทดสอบชีวิตของคนเป็นแม่ ยอมแพ้ตอนนี้ก็เร็วไป แค่เราไม่มีผู้นำครอบครัว หรือผู้ชายคนหนึ่งที่ทำลายชีวิตเรา มันจะอยู่ไม่ได้เชียวหรอ? ลูกที่เขาต้องการเราสำคัญกว่านั้นเยอะ มองใหม่ดีกว่า”