รักแท้ต้องไม่แพ้ระยะทาง ต่างภาษา ต่างอายุไม่ใช่ปัญหา ถ้าเข้ากันได้ก็ไปกันรอด

ความรักคือการที่คนสองคนซึ่งไม่เคยรู้จักกัน มาเจอกันในเวลาที่ใช่และทุกอย่างรอบตัวบอกว่าใช่ ไม่เคยจำกัดชาติ ภาษาหรืออายุ อย่างคู่ของเอมมี่ – ภิญญาภา พิชัยพลากร อายุ 27 ปี และสามีชาวสเปน Francesc Domingo อายุ 37 และแม้ว่าจะเคยมีโมเม้นต์เกือบเลิกกัน ก็กลับมารักกันได้เหมือนเดิม

 

การจีบสุดครีปปี้

ครั้งแรกที่เอมมี่เจอกับสามีชาวสเปน เกิดขึ้นหลังเลิกกับแฟนหนุ่มคนไทยได้ไม่นาน พี่สาวซื้อบัตรปาร์ตี้ขึ้นเรือให้เป็นของขวัญ “เป็นช่วงที่เพิ่งเรียนจบ แล้วก็เพิ่งเลิกกับแฟน เหมือนช่วงเลิกกับแฟนก็เฮิร์ทๆ พี่สาวก็เลยซื้อเป็นบัตรปาร์ตี้เจ้าพระยาริเวอร์ครูซ เป็นของขวัญให้ในโอกาสเรียนจบ เลยไปกับพี่สาว ตอนนั้นเอมมี่ก็เดินไปต่อคิวซื้ออาหาร แล้วเขายืนอยู่ข้างหน้า เราก็เลยถามเขาว่า ขอโทษนะคะ เข้าคิวอยู่รึเปล่า แล้วเขาก็บอกว่าเขาเข้าคิวอยู่ เราก็เลยย้ายแถว แล้วเขาก็เดินตามเรามา ถามว่า ‘ขอโทษนะใช้น้ำหอมอะไร’ ได้ยินปุ๊บคือแบบครีปปี้ เป็นผู้ชายที่น่ากลัวมาก”

 

 

หลังจากนั้นเธอขึ้นมาหาพี่สาวข้างบน จนเขาเดินตามขึ้นมา ทั้งคู่เลยได้พูดคุยกัน “เราก็เล่าให้พี่สาวฟังว่า แก ฉันเจอคนแบบดูโรคจิตมากเลย หลังจากนั้นเขาก็ตามขึ้นมา แล้วจับพลัดจับผลูยังไงไม่รู้ ก็เลยเข้ามาคุยกันอีกที ก็คุยกันไปเรื่อยๆ หลังปาร์ตี้ก็แยกย้ายกัน เราก็ให้แค่เฟซบุ๊กไป บังเอิญเขาเป็นเพื่อนของเพื่อนเรา เขาก็เลยโทรมาหาเอมมี่” คุยกันได้ประมาณสามเดือนก็ตกลงคบกัน

 

รักระยะไกล ทำใจลำบาก ถึงกับเคยคิดจะเลิกกัน

หลังคบกันราบรื่นได้สามปี ทั้งคู่ตกลงหมั้นกันก่อนเอมมี่เดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ และความห่างไกลนี้ก็ทำให้หลังจากกลับมาจูนกันไม่ติดเหมือนเคย “อย่างแรกเลย long distance มันเป็นอะไรที่ยากมากๆ แล้วก็ด้วยความที่เวลามันต่างกันพอเราตื่น เขาก็อยู่ออฟฟิต พอเขากลับ เราก็ออกไปข้างนอกกับเพื่อน มันก็เลยเหมือนกับว่าเวลาที่จะคุยกันมันน้อยลง มันเป็นช่วงเวลาที่มีเฟซไทม์ แต่เราก็ไม่ได้เฟซไทม์ จะไลน์คอลก็ไม่ไลน์คอลกัน ห่างกันไปจนรู้สึกเหมือนเป็นคนแปลกหน้า”

อีกเหตุผลหนึ่งคือต่างคนมีสังคมที่แตกต่างจากเดิม “พอหนึ่งปีผ่านไป ผู้คนก็เข้ามา ทั้งทางเราและเขา แล้วพอกลับมาเจอกันอีกทีก็กลายเป็นว่ามันจูนกันไม่ติด มันคุยกันไม่รู้เรื่อง จากที่เคยคุยกันได้ทุกเรื่อง ตอนนี้มันคุยแล้วจูนกันไม่ติด เราทำอะไรมันก็ไม่สามารถเติมเต็มอีกฝั่งนึงได้ เลยทำให้รู้สึกว่า เลิกมั้ย อะไรแบบนี้”

 

 

โอกาสครั้งสุดท้าย รั้ง ไม่รั้ง

หลังจูนกันไม่ค่อยติดมาเป็นระยะ เรื่องเล็กน้อยที่ผ่านตากลับมาถาโถมอีกครั้ง “ตอนนั้นเราบินไปเจอเขาที่สเปน ไปเจอครอบครัวเขาด้วย แล้วเราออกไปทานข้าวข้างนอกก็ทะเลาะกัน ไม่แน่ใจว่าเรื่องอะไร เอมมี่ก็ถอดแหวนคืน แล้วเดินออกมาเลย”

เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าเรียบร้อย มีแท็กซี่รออยู่หน้าบ้าน แต่สิ่งหนึ่งที่รั้งเธอไว้คือความสัมพันธ์ดีๆ ที่เคยมี “มันเป็นความรู้สึกเสียดายความสัมพันธ์ที่เคยมีกันมาก่อน มันดีมาก มีอะไรคุยกันทุกอย่าง ไม่ต้องพยายาม เราก็เลยหันไปหาเขาครั้งสุดท้าย แล้วบอกว่า ‘ให้โอกาสรั้งไว้อีกครั้งหนึ่งนะ ถ้าเกิดไม่รั้งฉันไว้ ครั้งนี้ก็เป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เจอกันแล้วนะ’ ” ทั้งคู่เลยได้มาปรับความเข้าใจกัน จนตอนนี้แต่งงานกันไปปีกว่าแล้ว

 

 

 

เกือบไม่ได้จัดงานแต่ง เพราะเรื่องสินสอด

ถึงครอบครัวทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหากัน วัฒนธรรมก็ไม่ต่างกันมาก แต่เอมมี่สารภาพเลยว่าเกือบจะไม่ได้จัดงานแต่ง เพราะเรื่องสินสอด ทองหมั้นของคนไทย “ต่างชาติเขาจะไม่มีสินสอด ทองหมั้น เขาจะไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องเอาเงินไปให้พ่อแม่ของฝั่งหญิง ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องโชว์ให้คนอื่นเห็น เพราะวัฒนธรรมของเขาจะต้องถ่อมตัว เขารู้สึกไม่สบายตัว สบายใจเท่าไหร่กับการเอาเงิน เอาเพชรมาใส่พาน” เธอแก้ปัญหาด้วยการเปิดสารคดีให้ทั้งแฟนและพ่อแม่แฟนดู จนมาถึงโมเม้นต์นึงในสารคดีที่ฝ่ายหญิงต้องกราบตักฝ่ายชาย แม่ของแฟนถึงกับเอ่ยปากว่า ‘คุณไม่ต้องกราบลูกชายฉันก็ได้นะ’

 

 

ความต่างของชายไทยและหนุ่มฝรั่ง

ก่อนหน้าที่เธอจะได้พบกับแฟนชาวสเปน เธอเคยมีประสบการณ์รักกับหนุ่มคนไทยและฝรั่งมาก่อน แต่ดูเหมือนเคมีจะไม่เข้ากันเท่าไหร่ “แฟนเก่าที่เป็นคนไทยก็ห่างกับเอมมี่เหมือนกันประมาณสิบปี จะเป็นอารมณ์สอนนู่นสอนนี่ เอมมี่ชอบฟังนะ แต่บางทีการที่เขาเกิดก่อนไม่ได้หมายความว่าประสบการณ์ที่เขามีมันถูก เราก็จะมีความคิดของตัวเอง แล้วพอเราใส่ความคิดไป เขาก็จะแบบ ‘เอมมี่ยังเด็ก ไม่เข้าใจหรอก ต้องโตอีกสักนิดนึงนะเอมมี่ถึงจะเข้าใจ’ อยู่ไปนานๆ แล้วรู้สึกมันไม่ใช่”

แต่กับชาวต่างชาติ เอมมี่บอกว่าเราสามารถคุยกันได้เปิดเผยมากกว่า “เราคุยกันด้วยเหตุผลมากกว่า ว่าเหตุผลใครมันฟังแล้วเมคเซ้นส์มากกว่า ไม่เถียงกันด้วยประสบการณ์ เราเถียงกันด้วยความคิด ข้อเท็จจริงที่อยู่ข้างหน้า”

 

ผู้ชายยิ่งแก่ ยิ่งมีเสน่ห์

หลังเราพูดคุย สืบประวัติความรักได้สักพัก ถึงได้รู้ว่าสเป็คของเอมมี่ต้องผู้ชายอายุแก่กว่าเท่านั้น “เราชอบผู้ชายอายุมากกว่า รู้สึกว่าผู้ชายยิ่งแก่ ยิ่งมีเสน่ห์ เอมมี่ว่าเป็นเพราะผู้หญิงโตกว่าผู้ชายด้วย แล้วพอมันเป็นวัยเดียวกัน มันก็คุยกันไม่รู้เรื่อง ก็ได้แต่เป็นเพื่อนกัน ถ้าแก่กว่านิดนึง ด้วยนิสัยเอมมี่ เป็นคนที่นิสัยค่อนข้างแอบแก่แดดนิดนึง ก็รู้สึกว่ามันก็ยังไม่ได้อยู่ ต้องเป็นแก่กว่าสักเจ็ดปีอะไรอย่างนี้”

 

 

การแต่งงานไม่ใช่เรื่องของคนสองคน

บางคนอาจเคยมีความคิดว่า ความรักคือเรื่องของคนสองคน แต่พอเอาเข้าจริง เอมมี่บอกว่าเรื่องครอบครัวก็สำคัญมาก “วัฒนธรรมของสเปนค่อนข้างเหมือนกับไทยที่ว่าครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ เราเข้าใจฝั่งเขา เขาก็เข้าใจฝั่งเรา ยิ่งครอบครัวทั้งสองฝ่ายเข้าใจซึ่งกันและกัน มันทำให้ง่ายขึ้น ไอเดียของคนอื่นอาจจะเข้าใจว่า การแต่งงานเป็นเรื่องของคนสองคน อยู่บนพื้นฐานของความรักก็พอ เมื่อก่อนเราก็คิดอย่างนั้น แต่พอโตขึ้นมาแล้วจริงๆ มันไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคน เราอยู่กันไป แต่ในสายตาพ่อแม่เราก็ยังเป็นเด็กอยู่ มันต้องเป็นความสัมพันธ์ที่ราบรื่นกันทุกฝ่าย ไม่อย่างงั้นเอมมี่ว่ามันเป็นความสัมพันธ์ที่เหนื่อย

 

 

ไม่ให้ใครมาตัดสิน หญิงไทยกับสามีฝรั่ง

เราถามเอมมี่ถึงประเด็นที่เรามักเห็นข่าวบ่อยๆ ว่าหญิงไทยไปหลอกผู้ชายฝรั่ง และมุมมองด้านลบของคนอื่น เธอตอบกลับมาแบบสตรองๆ ว่า เธอไม่แคร์ “เอมมี่ชอบแกล้งแฟนตัวเองด้วยซ้ำ เราเป็นคนไม่แคร์สังคมเท่าไหร่ จะมองอะไรก็มอง เพราะในที่สุดแล้วคุณเห็นฉันแค่ห้าวินาที สิบวินาทีแล้วก็ไม่เจอกันอีกเลย เอมมี่จะไม่ให้สายตาใครมาตัดสิน ณ ตอนที่เขามองว่าเรามีแฟนเป็นฝรั่ง แต่บางทีเราก็ชอบแกล้งแฟน ทำเป็นพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยเป็น เขาก็จะเขินๆ จะค่อนข้างกังวล กลัวคนอื่นมองเราเห็นผู้หญิงแบบนั้น”

 

หลังจากพูดคุยกัน เอมมี่ทำให้เราได้เห็นมุมมองความรักที่แตกต่าง บางครั้งความกลัวเรื่องอายุ วัฒนธรรม ภาษาที่แตกต่างไม่ได้เป็นปัญหาของความรักเลย ตราบใดที่ทั้งคู่ต่างรับกันและกันได้ ความต่างทั้งเรื่องอายุ วัฒนธรรม ภาษาไม่ใช่เส้นแบ่งความรัก เมื่อทุกอย่างมาในเวลาที่ใช่ มันก็เริ่มต้นใหม่ได้เสมอ