Getting the Work-Life Balance Back! มีเงินเยอะแค่ไหน ก็ซื้อชีวิตคืนมาไม่ได้

Work-Life Balance มีเงินเยอะแค่ไหน ก็ซื้อชีวิตคืนมาไม่ได้

work-life balance, งาน, ชีวิต

Getting the Work-Life Balance Back!

มีเงินเยอะแค่ไหน ก็ซื้อชีวิตคืนมาไม่ได้

 

ทุกวันนี้ชีวิตเรา 4 ชั่วโมงอยู่บนท้องถนนโดยเฉลี่ย 8 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำในออฟฟิศ บางคนทำแฮตทริก 12 ชั่วโมง! สุดท้าย 8 ชั่วโมง อยู่บ้าน พักผ่อนนอนหลับก็ต้องอย่างต่ำ 7-8 ชั่วโมง แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปใช้ชีวิต กินข้าวกับที่บ้านล่ะ เรื่อง Work-Life Balance ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่เทรนด์ที่เพิ่งมา แต่มันคือเรื่องจริงของชาวออฟฟิศที่โคตรจะร่วมสมัย บางคนเข้าใจว่าการหาบาลานซ์ให้ชีวิตคือการตัดบางอย่างออกไปจากชีวิต บางคนเลือกตัดเพื่อนออกไปเพราะฉันมีแฟนแล้ว บางคนเลือกตัดแฟนออกไปเพราะฉันต้องทำงาน บางคนลืมว่าสงกรานต์นี้สัญญากับพ่อแม่ว่าจะกลับบ้านไปหา แต่สุดท้ายก็ลืม กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็นั่นแหละ วันที่มีเหตุการณ์ร้ายๆ เกิดขึ้นไม่กับตัวเองก็คนที่เรารัก

 

บางคนถามว่า แล้วอย่างนี้เราแบ่งสัดส่วนได้มั้ย งาน 50 ชีวิต 50 บอกเลยว่าไม่ได้หรอก เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่เราจะจัดการตารางชีวิตและงานยังไงมากกว่า มันคือเรื่องของการให้ความสำคัญกับสิ่งที่ต้องทำว่าอะไรมาก่อนอะไรมาหลัง เป็นเรื่องของการแยกแยะระหว่างเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว และแน่นอนว่ารวมถึงเรื่องคุณภาพของสิ่งที่เราทำด้วย เว็บไซต์ thebalancecareer.com ให้คำนิยามของคำว่า work-life balance ไว้ว่า “มันคือการมีทักษะในการจัดการเวลาที่ดีเยี่ยม” ทีนี้ก็อยู่ที่ตัวเราเองแล้วละว่าจะจัดการกับงานและชีวิตยังไง เริ่มซะตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่ชีวิตจะพังจนหาบาลานซ์ไม่เจอ!

 

9 Ways To Bring Work-Life Balance Back!

1. คำว่า ไม่ไม่ใช่คำหยาบนะ รู้ยัง

รู้อยู่หรอกว่ามันยาก เพราะจะให้บอกบอสว่า “ไม่ค่ะ ไม่ทำ” หรือ “ไม่ค่ะ ทำไม่ได้” มันก็ยังไงๆ อยู่ แต่รู้มั้ยว่าคำว่า “ไม่” ไม่ใช่คำที่หยาบคายเลยถ้าตอนนั้นคุณอยู่ในสภาวะที่งานโอเวอร์โหลดมากเกินไป เพียงแค่ให้เหตุผลที่ดีและชัดเจน ถึงตอนที่พร้อมและงานไม่โหลดแล้วก็ค่อยตอบรับว่า “เยส” บ้างก็ได้ ถ้าไหว

 

2. สะกดจิตตัวเองว่า ฉัน จะ ไม่ ขน งาน กลับ บ้าน

การที่เอางานกลับไปทำที่บ้าน แม้จะบอกตัวเองว่า เอาน่ะ ทำแค่สองชั่วโมงก็พอ แต่รู้มั้ยว่าการทำแบบนี้เรื่อยๆ มันจะกลายเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยไปในที่สุด จุดจบก็คือความบาลานซ์พัง!

 

3. ถ้าเหนื่อยก็พัก ไม่ได้ให้คิดถึงคิตแคต อยากให้คิดถึงตัวเอง

รู้มั้ยว่าการทำงานตลอดเวลาหรือทำตัวเองให้ยุ่งอยู่ตลอดเวลานั้น เป็นบ่อเกิดของอาการที่เราเรียกกันว่า “หมดไฟ” ได้เหมือนกัน ดังนั้นการพักผ่อนจะช่วยให้ทั้งร่างกายและจิตใจของคุณได้พักผ่อน ซึ่งจะช่วยให้สมองปลอดโปร่งและกลับมาทำงานได้ต่ออย่างเวิร์ก อีกีจู เขียนไว้ในหนังสือ อยู่ที่ว่าเราจะมองมันแบบไหน (วิทิยา จันทร์พันธ์ุ แปล สำนักพิมพ์ Springbooks, ชื่อภาษาเกาหลีคือ언어의 온도) ว่า “การหยุดพักเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เมื่อคิดว่ามันไม่จำเป็น เราอาจหลงลืมสิ่งที่สำคัญจนไม่รู้สึกอยากมีชีวิตอยู่ต่อ”

 

4. ไม่เสร็จ ก็คือไม่เสร็จ อย่าทู่ซี้ พรุ่งนี้ยังมี

เพราะบางครั้งการที่เราตั้งใจ มีสมาธิ และมุ่งมั่นในการทำงานมากเกินไป แล้วสะกดจิตตัวเองว่าวันนี้ฉันจะต้องทำงานชิ้นนี้ให้เสร็จ ถ้าไม่เสร็จฉันจะไม่กลับบ้าน มันก็ทำให้สติแตกได้เหมือนกัน สุดท้ายก็ส่งผลในระยะยาวต่อสุขภาพจิตและร่างกาย แต่ไม่ได้บอกว่าให้เป็นคนผลัดวันประกันพรุ่งนะ เพียงแต่เรารู้ตัวเองว่าเราทำอย่างเต็มที่แล้ว ก็คือจบ

 

5. กดลาพักร้อนเลย! ไม่ต้องรองานเสร็จแล้ว

จะได้ช่วยลดความเครียดที่เกิดในที่ทำงาน อีกทั้งยังช่วยป้องกันการเกิดโรคเครียด เพราะหากสะสมมากๆ จะเป็นบ่อเกิดของโรคซึมเศร้าได้ นอกจากนี้การออกจากสภาพแวดล้อมเดิมๆ บ้างชั่วครั้งคราวยังช่วยให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย บางคนเลือกจองแบบที่รีฟันด์ไม่ได้ด้วยนะ จะได้เป็นการบังคับตัวเองไปในตัวว่า ยัง ไง ก็ ต้อง ไป อีกอย่างถ้ามัวแต่รอว่า เห้ย งานยังไม่เสร็จ ไปไม่ได้หรอก งั้นคงไม่ได้ไปแล้วแหละ เพราะงานทำยังไงก็ไม่มีวันเสร็จไง!

 

6. ประชุมตอนเช้าดีกว่าบ่าย

เริ่มต้นการประชุมก่อนเวลาเลิกงานสักสามถึงสี่ชั่วโมง เผื่อว่ามันลากยาว ไหนจะต้องมาเคลียร์งานก่อนกลับบ้านอีก ทะลุล่วงเลยไปสามทุ่มพอดี แนะนำให้ประชุมช่วงเช้าจะดีที่สุด เพราะช่วงเช้าเป็นเวลาที่สมองของเราไบรท์สุดแล้ว แถมยังจะได้มีเวลาเคลียร์งานตอนบ่ายด้วยไง

 

7. “ปิดมือถือก่อนนอนก็ไม่มีใครว่าหรอก

การเช็กอีเมล หรือเข้าไปดูไลน์กลุ่มในที่ทำงานมากเกินไปหลังเลิกงานแล้ว ถ้าทำบ่อยๆ ทำทุกวันมันไม่ใช่เรื่องดีเลย สุดท้ายจะกลายเป็นหนึ่งในวงจรชีวิตไปโดยไม่รู้ตัวนะ ทางที่ดีแนะนำให้ปิดโทรศัพท์บ้าง หรือถ้าใจยังไม่แข็งพอก็ปิดเตือนทุกช่องทางก็ยังไหว และก่อนนอนสักชั่วโมงสองชั่วโมงปิดเครื่องไปเลยยิ่งดี

 

8. ถ้าทำดีที่สุดแล้ว มันก็คือทำดีที่สุดแล้ว

บางคนซีเรียสกับชีวิตมากเกินไป คิดทุกเรื่อง คิดทุกอย่าง จริงจังกับทุกอย่าง และทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่คิดไว้ จะบอกไว้เลยว่าทุกอย่างบนโลกนี้ไม่มีอะไรที่เพอร์เฟกต์หรอก! ขนาดเราเองยังมีข้อบกพร่อง เราเองยังมองว่าคนอื่นมีข้อเสียเลย เพราะฉะนั้น จงปล่อยวาง และที่สำคัญ อย่าให้คนที่ไม่รู้อะไรมาตัดสินเรา และทำให้ความนับถือตัวเองลดต่ำลง คนแบบนั้นไม่มีคุณค่าและไม่ควรเอามานับเลย ตัวเราเองรู้ดีว่าอะไรคืออะไร

 

9. ร่างกายและจิตใจมีมูลค่ามากที่สุด

ดูแลร่างกายและจิตใจของตัวเองให้ดี ถ้าเริ่มมีสัญญาณเตือน พาตัวเองออกไปจากพื้นที่เสี่ยง ไม่มีใครซื้อคืนให้ได้ มีเงินเยอะแค่ไหนก็ซื้อคืนไม่ได้ ถ้ามีเวลา ไม่สิ ต้องหาเวลาไปออกกำลังกายบ้าง เพื่อแลกกับสารเอนดรอฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข เพราะนอกจากการออกกำลังจะช่วยคลายความตึงเครียดที่เกิดจากการทำงานหนักๆ แล้ว หลังจากออกกำลังกายยังช่วยให้เรามีสมาธิมากขึ้นด้วย แค่วันละนิดวันละหน่อยก็ยังดี

HOROSCOPE