ถ้าถูก “เลย์ออฟฟ้าผ่า” เราจะจัดการชีวิตยังไงต่อ??? - CLEO Thailand Online Magazine

ถ้าถูก “เลย์ออฟฟ้าผ่า” เราจะจัดการชีวิตยังไงต่อ???

นี่คือเรื่องจริงจากชีวิตน้องเป๋า นักปรึกษาด้านธุรกิจที่อนาคตไกล อายุแค่ 25 ปีแต่เงินเดือนตอนนั้นของเธอประมาณสองแสน!! ทำงานดีมาตลอด ถูกส่งไปทำงานเมืองนอก แล้วฟ้าก็ผ่าในวันที่ไม่คาดคิด ให้เธอรีบกลับเมืองไทยเดี๋ยวนั้น แต่เป๋าไม่ยอมแพ้ ใครเจอสถานการณ์แบบนี้อยู่ ลองอ่านชีวิตของเธอดู

 

กระเป๋า นันทรันตน์ ศรีวัฒนางกูร

ที่ปรึกษาธุรกิจและนักเขียน

 

อายุแค่ 22 ได้เงินเดือนเฉียดแสน!

เป๋าเล่าให้เราฟังว่า เธอเป็นเด็กหาดใหญ่ แค่การได้เข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ ก็ว่ายิ่งกว่าฝันแล้ว พอเรียนจบด้าน BBA (คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี) ไม่นานก็ได้งานเป็น Consult เป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจ ดูตัวเลข จับมาวิเคราะห์ให้บริษัทว่าจะกลับมาฟื้นได้ยังไง หรือแก้ไขที่ตรงไหน ทุกวันมีแต่ความสนุก “ดูเป็นงานที่ท้าทายมาก แต่ตัวงานนี่คือกดดันมากนะคะ เราเหมือนเป็นทีมที่ต้องเข้าไปช่วยชีวิตบริษัทของเขา ต้องคิดวิเคราะห์เยอะมาก เข้างาน 9-10 โมงเช้า เลิกงานเที่ยงคืนเป็นเรื่องปกติ ซึ่งตอนนั้นเราก็รู้อยู่แล้วว่ามันจะเป็นประมาณนี้ แต่ตอนนั้นเป๋าอายุแค่ 22 ปี เรามีไฟมาก แล้วก็เงินเดือนดีๆ เกือบๆ หลักแสน” ได้ฟังแค่นี้ก็ตาลุกวาว แบบนี้เรียกว่าเป๋างานรุ่งระดับท็อปเลยดีกว่า

 

ทำงานแค่ 2 ปีก็โกอินเตอร์ไปทำงานอังกฤษ

ถามเป๋าว่าจะมีสักกี่คนที่เรียนจบแล้วได้เงินเดือนเกือบแสนแบบเธอ แต่พอถามชีวิตการเงิน “ไม่มีเงินเก็บเลยค่ะ (เป๋ายิ้ม) คือเรารู้สึกว่าเงินมันมาง่าย แล้วเราทำงานหนักมาก ทุ่มกับงานสุดๆ เพราะรู้สึกว่ามันสำคัญมาก เลยใช้เงินแก้เครียด ตอนนั้นอะไรแพงแค่ไหนก็จ่ายได้ค่ะ”  ผลงานเป๋าดีตลอดในที่สุด หลังจากทำงานไปแค่ 2 ปี เป๋าก็ถูกส่งให้ไปทำงานที่อังกฤษ “ถ้าจำไม่ได้เขาแทบไม่เคยส่งใครไปอังกฤษเลยหรือถ้ามีก็นานมาแล้ว ตอนนั้นเรารู้สึกว่าเป็นความฝันมาก อยากทำงานเมืองนอกมาตั้งแต่เด็กแล้ว ช่วงนั้นเรียกว่าพีคที่สุด ออฟฟิศที่อังกฤษอยู่ด้านหลังพระราชวังบัคกิงแฮม นั่งมองออกไปนอกหน้าต่างคือวิวดีมาก เราก็มองว่าชีวิตดีมากๆ เลย แต่ก็เครียดมากนะคะ ระดับความเครียดมากกว่าตอนอยู่เมืองไทยหลายเท่า ทำงานเลอกตีสองตีสาม แต่นี่เป็นสิ่งที่เราเตรียมรับมือไว้แล้ว”

 

เครียดขนาดร้องไห้แล้วกลับมาทำงานต่อ

อยากรู้เลยแอบถามเป๋าว่าแล้วตอนนั้นเงินเดือนเท่าไหร่ เป๋าบอกว่าก็สองแสนแล้ว!!! อายุแค่ 25 แต่ได้เงินเดือนเท่านี้ไม่ธรรมดาแน่นอน “แต่เราทำงานกับคนต่างภาษา ต่างเพศ และต่างวัฒนธรรม กับคนในทีมเลยเป็นอะไรที่รับมือยากหน่อย แล้วเราเป็นผู้หญิงคนเดียวกับผู้ชายฝรั่งหมดเลย เคยลงไปร้องไห้ในห้องน้ำเสร็จแล้วก็กลับขึ้นมาทำงานต่อโดยไม่มีใครรู้ แต่เราโอเค ถึงจะเครียด แต่เราได้เติบโตได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ทุกวัน”

 

ถูกเลย์ออฟฟ้าผ่า ทั้งที่ผลงานไม่เคยตก

“ตอนนั้นเกิดเรื่องที่ฝั่งไทยก่อน มีบอสใหญ่คนหนึ่งเขาขอย้ายกลับไปอเมริกาด้วยเหตุผลด้านครอบครัว พอเขาไปก็ไม่มีใครมานำออฟฟิศที่ไทย สุดท้ายก็ได้บอสใหม่เป็นคนสิงคโปร์ แต่ต้องย้ายออฟฟิศไปสิงคโปร์ด้วย เพื่อนก็โทรมาบอกว่าเขาไม่ได้เลือกทุกคน ตอนนั้นยังคิดว่าไม่มีอะไร จนวันนึงตอนตีสี่ มีพี่ที่ที่ออฟฟิศคนนึงไลน์มาบอกเราว่าเขาจะปิดออฟฟิศ กำลังทยอยบอกทีละคน เขาบอกเราว่า “โชคดีนะ ดีที่ได้ทำงานด้วยกัน” เราอ่านก็ตกใจ แต่คิดว่ายังไงก็ไม่ใช่เราแน่ เพราะตามสัญญาเราทำงานที่อังกฤษ 6 เดือนแล้วจะกลับไปทำงานที่ไทยต่ออีก 6 เดือน เขาลงทุนกับเราไปขนาดนี้แล้ว Performance เราก็ดีขนาดนี้ เลยไม่กังวลอะไร แล้วเขาก็ติดต่อมาว่าจะโทรมาหา สุดท้ายเขาบอกว่าต้องปิดออฟฟิศ และขอโทษด้วยที่พาเราไปด้วยไม่ได้! เรากำลังอึ้ง ไม่ทันได้ถามอะไร เขาบอกแค่ว่าให้เรารีบกลับไทยให้เร็วที่สุด ภายในอาทิตย์นั้นเลยแล้วกัน เราชาไปทั้งตัว ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิด มันไม่มีเหตุผลอะไร โทรหานายอีกคนเขาก็บอกว่ามันเป็นเรื่องปกติของธุรกิจ แต่ด้วยความที่เราช็อคมาก และต้องการความช่วยเหลือ เลยเดินไปหานายคนหนึ่งที่อังกฤษ เราบอกเขาว่าเพิ่งตกงาน เขาก็ตกใจ ปิดทุกสิ่งแล้วรับฟังเรา แล้วก็ช่วยเราคิดเรื่องอนาคตว่าควรจะทำอะไรดี จะตั้งหลังยังไง” ทั้งหมดคือโมเมนต์ช็อคๆ ของเธอ เป็นเราก็คงคิดอะไรไม่ออกเหมือนกัน

 

หยุดมาตั้งหลัก

ตอนนั้นเป๋าบอกว่าเพิ่งเข้าใจว่าชีวิตคนเราไม่มีอะไรแน่นอน “ตอนนั้นเศร้ามาก นัดเพื่อนอีกคนไปกินข้าวกัน ร้านอาหารก็ดันปิดเร็ว ต้องซื้ออาหารไปกินข้างถนนกัน” โชคดีที่เป๋าไม่ใช่คนจบอยู่กับความทุกข์นานๆ เธอรวบรวมสติทั้งหมดแล้วเริ่มแพลนชีวิตใหม่ “เราเอาทุกอย่างที่คุยกับนายที่อังกฤษมาลำดับตัวเลือกของเรา ตอนนั้นสนใจงานด้านโรงแรม แล้วก็คิดกลับไปเรียนต่อ MBA หรือไม่ก็ทำงานมูลนิธิไปเลย” ถามเธอว่าความสามารถแบบเป๋าทำสายงานเดิมบริษัทอื่นก็ได้หรือเปล่า เป๋าบอกว่า “จริงๆ ก็ทำได้ค่ะ แต่ตอนนั้นรู้สึกอิ่มตัวกับงานนี้แล้ว และจังหวะนั้นเราก็หันกลับมาถามตัวเองว่า งานที่เราทำมันมีประโยชน์จรองหรือเปล่า เลยคิดว่าอาจจะไปทำอย่างอื่นก่อนดีกว่า นายก็สนับสนุนให้ไปเรียนต่อ แต่บอกว่าควรจะไปทำงาน Non-Profit ที่ไม่แสวงหากกำไรก่อนหนึ่งปี เพราะมันจะกลายเป็นเรื่องราวที่เราเอาไว้เขียนไปสมัครเรียนได้ด้วย เลยติดต่อเพื่อนที่เมืองไทย ตอนโทรไปเขาอยู่กับนายพอดี เขาก็บอกได้สิมาเลย เรายังตกใจว่าเมื่อวานตกงานวันนี้ได้งานแล้ว

 

เปลี่ยนชีวิต มาทำงานมูลนิธิ

“ตอนแรกไม่รู้หรอกค่ะว่าเงินเดือนเท่านั้น ตอนนั้นคิดแค่ว่าหมื่นหกเราก็โอเคแล้ว” เป๋าบอกว่าไม่ได้ยึดติดกับเรื่องเงินเดือนอะไร จากสองแสนสุดท้ายลดเหลือแค่ไม่กี่หมื่นเธอก็รับได้ ขอแค่ได้ทำงานที่มีคุณค่าไว้ก่อน และที่สำคัญคุณแม่เธอเป็นทั้งแรงสนับสนุนและกำลังใจที่ดีมากๆ “คุณแม่บอกว่า เราหาเงินเมื่อไหร่ก็ได้ แต่โอกาสที่จะได้ทำงานมูลนิธิมันมีน้อย เรารู้สึกว่าคำแนะนำของคุณแม่สำคัญมาก คุณแม่ให้โอกาสเราเฟล แล้วเราเราเฟลก็พร้อมซัพพอร์ตเรา เป๋าว่าฟูกสำคัญ ถ้าไม่มีท่านเราก็คงไม่กล้าทำอะไรหลายๆ อย่าง แล้วโชคดีว่าระหว่างทำงานมูลนิธิเราได้โปรเจคส์ที่น่าสนใจ ได้เข้าไปดูโครงการที่พม่า ช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่ม ซึ่งจริงๆ เขาวางรากฐานทุกอย่างไว้ดีหมดแล้ว แค่อยากได้คนที่มีหัวทางธุรกิจมาช่วยเขา ซึ่งสิ่งนี้ตรงกับที่เราอยากทำ แล้วเป็นงานที่เราได้ใช้ความรู้ที่เรามีมาช่วยคนอื่น แล้วเห็นออกมาเป็นรูปเป็นร่าง จากวันแรกที่ไปเป็นพื้นราบเรียบ ค่อยๆ ก่อตัวเป็นโรงงาน กลายเป็นผลผลิตที่ชาวบ้านเอาไปขายในร้านค้า ซึ่งสำหรับเรามันยิ่งใหญ่มาก”

 

ช่วงชีวิตที่เฟล..กลับได้เรียนรู้ชีวิตอีกด้าน

เรียกว่าชีวิตของเป๋าเปลี่ยนเป็นคนละแบบเลย “เราต้องใช้ชีวิตให้ช้าลงจริงๆ ยิ่งตอนอยู่ที่พม่าคือพอเราทำงานเสร็จก็จะเดินเข้าพื้นที่ไปเยี่ยมชาวบ้านจริงๆ เขาไม่มีไฟ ไม่มีน้ำ ตอนเย็นๆ กิจกรรมของเขาคือนั่งยองๆ คุยกันตรงข้ามบ้าน มันทำให้เรากลับมาคิดว่า อะไรนะที่สำคัญสำหรับชีวิตเรา และที่สำคัญเราได้เห็นคุณค่าของเงิน (เอาเป็นว่าทำงานมูลนิธิ 1 ปี เงินเดือนเท่ากับการทำงานที่บริษัทเก่า 2 เดือนกว่า) ถึงเงินเดือนจะน้อยลง แต่เรากลับมีเงินเก็บมากขึ้น มีการวางแผนการใช้เงินให้ถูกต้อง มีเงินเก็บ เมื่อก่อนนี่คือปรนเปรอตัวเองเต็มที่เพราะทำงานหนัก”

 

แพลนไปเรียนต่อโท MBA

ในที่สุดการทำงานมูลนิธิก็น่าสนใจจนกระทั่งทำให้เธอสมัครสอบเรียนต่อปริญญาโทด้าน MBA ได้สำเร็จ “เป๋าสมัครไปทั้งหมด 4ที่ แต่เรียกเราถึง 3 ที่ ซึ่งเอาจริงๆ เราว่าคะแนน G-MAT เราต่ำมาก เราเลยคิดว่าน่าจะเป็นเพราะเรียงความเรื่องการตกงานและการทำงานในมูลนิธิทำให้เราแตกต่างจากคนอื่น เขาเลยเรียกเรา” ตอนนั้นมีสามมหาวิทยาลัยระดับท็อปอยากให้เป๋าเข้าไปเรียน คือมีทั้ง Berkeley, Kellogg และ London Business School ซึ่งแต่ละที่รับคนไทยแค่ปีละ 1-2 คนเท่านั้น สุดท้ายเธอก็เลือก Kellogg School of Mangement “เพราะมีนายคนหนึ่งของเราที่ดีมาก แล้วเขาเรียนที่นี่ เลยเลือกที่นี่”

เรียนไปแค่ปีเดียวก็ถอดใจจนเกือบลาออก 

เป็นความกดดันที่เธอไม่เคยคิดว่าจะเจอขนาดนี้ “ตอนนั้นใกล้จบปีหนึ่งแล้ว แต่เราเดินไปบอกอาจารย์ว่าจะลาออก อาจารย์ถึงกับบอกใหเรานั่งคุยก่อน ตอนนั้นเรารู้สึกว่าเราผ่านสิ่งที่ยากที่สุดมาแล้วคือตอนสอบเข้า แต่กลายเป็นว่าพอมาเรียนแล้วเรารู้สึกว่าตัวเองโง่ที่สุดในห้อง อาจารย์ถามอะไรตอบไม่ได้ แต่ทุกคนในห้องดูเข้าใจหมดยกเว้นเรา สมัครไปฝึกงานก็ไม่ได้ ต้องติวเข้มพิเศษ ต้องอ่านหนังสือเยอะมากก่อนเข้าไปเรียน แล้วหนังสือ 50 หน้าคนอื่นใช้เวลาแค่ชั่วโมงเดียว ของเราสามชั่วโมงยังไม่จบเลย รู้สึกว่ามันเกินความสามารถของเรา แล้วเราบอกอาจารย์ว่าเราเป็นคนมีเป้าหมายมาตลอด แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าชีวิตเราอยากทำอะไรต่อ อย่างอาจารย์เราเห็นตาเขาเป็นประกายมากเวลาสอนหนังสือ เหมือนเขาเจองานในฝันแล้ว เราอยากมีประกายแบบนั้น อาจารย์บอกเราว่า ทุกอย่างจะชัดเจนขึ้นเมื่อเวลาที่เรามองย้อนกลับไป ตอนนี้เรากดดันเพราะมองไปข้างหน้า อาจารย์ถามว่าเราชอบทำอะไร เราบอกว่าเดินทาง เขาก็ถามเราว่าลองทำงานเกี่ยวกับท่องเที่ยวดูมั้ย แล้วบังเอิญเรามีเพื่อนรู้จักกับโรงแรมใหญ่ในฮ่องกง เขาเลยฝากให้ เลยได้ฝึกงานที่นั่น 3 เดือน แต่ก็พบว่าไม่ใช่สิ่งที่เราชอบ ซึ่งเป๋ามองว่ามันเป็นสิ่งที่ดีมาก อยากน้อยการออกไปหาคำตอบแล้วเจอว่าไม่ใช่ มันก็ช่วยให้เราตัดชอยส์ได้”

 

สุดท้ายก็กลับมาที่งาน Consult

หลังจากกลับมาเรียนปีสอง เป๋าบอกว่าก็ลองๆ ปรึกษากับเจ้านายเก่าด้วย เพราะตอนแรกตั้งใจว่าจะเปลี่ยนฟิลด์ทำงานไปเลย

แต่สุดท้ายก็ลองสมัครงานฟิลด์ Consult ดู “กลายเป็นว่าคราวนี้สมัครงานดูง่ายมาก เราเป็นตัวของตัวเองมาก แล้วในโลกนี้มีงาน Consult ที่เป็นบริษัท Top Three แล้วเราได้ 2 ใน 3 บริษัทนั้น มันต่างจากตอนปีหนึ่งมากที่สมัครงานไป 50 ที่แล้วไม่ได้สักที่ แต่คราวนี้ขนาดตอนสัมภาษณ์งานเรายังรู้สึกว่าสนุกมาก มีบริษัทนึงต้องบินไปสัมภาษณ์ที่บอสตัน แต่ถ้าไม่ได้เราก็ต้องบินกลับคืนนั้นเลย แต่ถ้าได้ก็จะต้องอยู่ต่อรอสัมภาษณ์รอบสองวันรุ่งขึ้น ในห้องสัมภาษณ์เราถามเขาว่าต้องเปลี่ยนไฟลท์กลับรึเปล่า เขาบอกไม่เป็นไร ก็คิดว่าคงไม่ได้ที่นี่แล้วล่ะ ก็เลยไปสนามบินเลย จนอยู่หน้าเกทมีคนโทรมา เขาบอกว่าขอบคุณที่แวะมา ตอนนี้อยู่ไหนแล้ว เราชอบเธอมากเลยนะ กลับมาแล้วกัน เราก็งงมาก สุดท้ายก็ได้สัมภาษณ์ต่ออีกวันจนผ่าน ซึ่งเราก็ดีใจมาก งานนี้เป็นงานที่สนุก ท้าทาย ได้ใช้ชีวิตหรูหราฟูฟ่า ซึ่งเขาขัดสนมานาน (หัวเราะ) จริงๆ ตอนไม่มีก็อยู่ได้ค่ะ แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่เรารักก็คือสิ่งที่เราทำตั้งแต่แรกนั่นแหละ การกลับมาคราวนี้ทำให้เรามั่นใจกว่าเดิม ทำให้เราอยากเรียนรู้ทุกวัน”

 

ชีวิตมีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา

“เป๋ารู้ว่าเดี๋ยวมันอาจจะตกลงมาอีก แต่ไม่รู้เมือไหร่ (หัวเราะ) แต่เรารู้สึกว่าที่ผ่านมาเราโชคดีที่มีคนข้างๆ ที่ดีกับเรา สำหรับพวกเขาไม่ว่าวันไหนเราก็จะเป็นคนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เป๋าว่าชีวิตคนเราต้องมีฟูก มีคนรอบตัวคอยซัพพอร์ต แล้วไม่ว่าเจออะไรแย่แค่ไหนเราก็จะผ่านไปได้ค่ะ คนเราไม่มีลิมิตในความสามารถ แค่ต้องมีความตั้งใจที่จะทำให้มันเกิดขึ้น ถ้าเราสู้เพื่อนมันมากพอ มันต้องไปได้ แล้วเป๋าคิดว่าชีวิตมันขึ้นๆ ลงๆ ถ้ามันดิ่งลง เดี๋ยวมันก็ต้องพุ่งขึ้น เป็ไม่กลัวการที่จะเฟลเท่ากับการไม่ลุกขึ้นจากการเฟล ถึงเราจะผิดพลาดตลอดเวลา แต่เราก็ลุกขึ้นมาใหม่ได้ทุกครั้งค่ะ

 

Don’t Miss

อยากอ่านชีวิตของเป๋าเพิ่ม 2 เล่มนี้เป็นผลงานของเธอเอง แนะนำเลย

The Lucky Layoff โชคดีที่ตกงาน

 

Master of Barely Anything ไม่ใช่ทุกอย่าง (แต่ก็สำคัญ)

HOROSCOPE