Follow แล้วเขาไม่รับ รับแล้วไม่ฟอลโลว์กลับ ควรนอยด์หรือปล่อยไป.. - CLEO Thailand Online Magazine

Follow แล้วเขาไม่รับ รับแล้วไม่ฟอลโลว์กลับ ควรนอยด์หรือปล่อยไป..

เชื่อว่าเรื่องนี้ต้องเคยเกิดขึ้นกับทุกคนที่มีสื่อโซเชียลมีเดียในมือ เล่นไอจี เฟซบุ๊ก กดแอดเฟรนด์ ฟอลโลว์ไปแล้วต้องรอให้อีกฝ่ายรับเป็นเพื่อนก่อนถึงจะรู้เรื่องของเขาได้ (โดยเฉพาะคนที่ล็อคไอจี) แต่รอแล้วรออีก ก็ไม่มีท่าทีรับเป็นเพื่อนซะที เรื่องนี้ทำคนเฟลมาแล้วหลายคน

 

สถานการณ์แบบนี้พูดยาก เพราะมีบางเคสที่อยู่ต่อหน้าก็พูดคุยกันดี แต่พอเรากดฟอลโลว์เขาไปแล้วดันไม่รับเป็นเพื่อน หรือบางเคสรับเราเป็นเพื่อนแต่ไม่ฟอลโลว์กลับ หรือบางเคสเขาทั้งไม่รับฟอลโลว์และไม่แอดกลับ แต่รับคนอื่นเป็นเพื่อน เจอแบบนี้หลายคนอาจจะมีนอยด์ๆ เฟลไปเหมือนกัน สถานการณ์แบบนี้อาจจะต้องทำความเข้าใจทั้งฝ่ายเขา และปรับมุมมองของตัวเองด้วย

 

มุมของเขาที่เราต้องเข้าใจ

พื้นที่ส่วนตัว

ถึงจะมีคำพูดว่า โลกโซเชียลไม่มีคำว่าพื้นที่ส่วนตัว แต่ก็ใช่ว่าจะต้องโชว์ทุกอย่างให้โลกรู้ ในเมื่อมีปุ่มกดไพรเวทไว้ล็อคไอจี การที่คนๆ หนึ่งเปิดไพรเวทก็แปลได้ว่าคนนั้นอยากจะจำกัดวงการรับรู้ของเขาและคนที่จะมารับรู้เรื่องของเขา

บางคนแค่อยากปิดไอจีไว้ให้เฉพาะเพื่อนสนิทและรู้จักกันเท่านั้น แค่คนรู้จักผิวเผิน เจอกันบางคราวไม่รับแอดไอจีก็มี เจ้าของไอจีก็แค่อยากคัดคนที่จะเข้ามาอยู่ในชีวิตของเขา คนที่อยากให้รู้เท่านั้นเอง

 

ไม่ฟอลโลว์กลับ คือไม่อยากรับรู้

การที่ไม่ฟอลโลว์กลับไม่ใช่ไม่อยากเป็นเพื่อน แค่ไม่อยากรู้เรื่องของคนๆ นั้น แค่ไม่อยากให้เรื่องราวของคนที่ไม่สนิทใจขึ้นมาอยู่หน้าฟีด อย่าเพิ่งตีความว่าเขาไร้มารยาท เพราะมันเป็น ‘เรื่องของเขา’ ที่จะอยากรับรู้เรื่องของเราหรือไม่อยาก

via GIPHY

 

เคยฟอลโลว์ แต่ตอนนี้อันฟอลโลว์แล้ว

การที่มีคนกดติดตามเรา แล้วเลิกติดตาม ก็มีความเป็นไปได้ว่า

  • ตอนนั้นฟอลโลว์กลับ เพราะเกรงใจเรา รู้สึกว่ามันคือมารยาท กับ
  • ความอยากรับรู้เรื่องของเราน้อยลง บางทีเจอคนที่อัพรูปบ่อย ลงวันละสามสี่รูปก็ไม่อยากให้รกหน้าฟีดเลยกดอันฟอลโลว์ไปก็มี ให้เข้าใจว่าการที่เขา Unfollow เราไป เพราะความสนใจเปลี่ยนก็พอ

 

มุมของเราที่ต้องปรับ

อย่าเอาตัวเองมาเป็นบรรทัดฐานของใคร

มีคนไม่น้อยเลยที่รู้สึกว่า ถ้าเราฟอลโลว์เขา เขาก็ควรจะกดติดตามกลับสิ มันคือมารยาท แต่เดี๋ยวก่อน การที่คนเราจะไม่กดฟอลโลว์ใคร เกี่ยวอะไรกับมารยาทด้วยล่ะ เขาก็แค่ไม่อยากรับรู้เรื่องราวของเราไง และบางทีเราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น

ถ้ากำลังมีความคิดแบบนี้อาจจะต้องลองมองกลับกัน เราจะอยากรับรู้เรื่องราวของคนที่เราไม่สนใจอยากรู้หรอ อยากให้หน้าฟีดเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ตัวเองไม่สนใจอย่างนั้นหรอขาก็แค่ตัดสิ่งที่ไม่สนใจออกไปจากสายตาเท่านั้นแหละ อย่าเอาตัวเองมาเป็นที่ตั้ง มาเป็นบรรทัดฐานของสังคมว่าคนอื่นควรทำอย่างนั้นอย่างนี้

via GIPHY

 

มองโลกให้กว้างขึ้นหน่อย คนมีหลายแบบ

บางทีเจอแบบกดติดตามไปแล้วเขาไม่ฟอลโลว์กลับ ก็มองว่าอีกฝ่ายเป็นคนไม่ดีไปเลยก็มี น่าจะต้องเริ่มปรับที่ใจตัวเองก่อนว่า คนเรามีหลายรูปแบบ ทุกคนมีความสนใจต่างกัน มีรูปแบบความคิดและการกระทำที่ต่างกัน เหมือนกับที่ถ้าเราเอาเรื่องนี้ไปปรึกษากับคนที่ไม่คิดอะไร เขาอาจจะมองต่างมุมก็ได้ ในขณะที่เราเครียดแทบตาย อีกคนอาจไม่รู้สึกอะไร

 

ปล่อยไป

บอกตัวเองว่า ถ้าเขาอยากรับรู้เรื่องของเรา ก็จะมากดติดตามเรากลับเอง และถ้าเขาอยากให้เรารับรู้เรื่องของเขา เขาจะรับแอดไอจีเราเอง หรือถ้าวันหนึ่งเขากดติดตามเรา แล้วกดอันฟอลโลว์ ก็ปล่อยไป ไม่ต้องคิดอะไรมาก หันมาสนใจคนที่เราติดตามเรื่องราวของเขาอยู่ดีกว่า

via GIPHY

 

อย่าคาดหวัง

ถามตัวเองว่ากำลังคาดหวังอะไรอยู่ ถ้าคาดหวังในตัวคนอื่นว่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ให้เป็นไปตามที่ใจเราต้องการ คุณอาจจะเป็นบ้าได้เลย เพราะไม่มีใครเป็นไปตามแบบที่เราต้องการหรอก ถ้ายังเป็นคนที่คาดหวังสิ่งต่างๆ จากคนอื่นอยู่ ก็จะหาความสุขจากโลกโซเชียลได้ยาก

ความหวังบนโลกโซเชียลใหญ่ๆ ที่เราเห็นก็อย่าง หวังว่าจะได้เพื่อนจากโลกออนไลน์ หวังว่าเขาจะรับแอด หวังว่าเขารับแอดแล้วจะกดติดตามกลับ หวังว่าเมื่อเขากดติดตามแล้วจะมาไลค์รูป หวังว่าจะมาดูไอจีสตอรี่ หวังว่าจะดูไอจีสตอรี่ทุกอันที่เราลง เราหวังไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อไม่ได้ตามที่ใจต้องการ ก็เสียใจ อาจจะต้องกลับมาอยู่กับสิ่งที่มี โดยที่ไม่หวังอะไรจากคนอื่นเลย

 

เคยมีงานวิจัยหนึ่งที่พูดว่าการเล่นโซเชียลมีเดียมากๆ อาจทำให้เราเป็นคนเก็บตัว และสามารถเป็นโรคซึมเศร้าได้ นี่อาจจะเป็นหนึ่งในตัวแปรที่ทำให้เราเป็นโรคเหล่านี้ได้ การเล่นโซเชียลมีเดียถึงจะสนุก แต่ก็มีคนไม่น้อยที่คาดหวังบางอย่างจากมัน ถ้าหากไม่สามารถเลิกเล่นโซเชียลได้ ก็ต้องเริ่มปรับความคิด ปรับความรู้สึกของตัวเอง และอย่าแคร์อะไรกับโลกที่มีให้เห็นแค่ตัวหนังสือและภาพถ่าย

HOROSCOPE