“แหวนแหวน…เธอคือ Legally Blonde เมืองไทย” กับการเปิดใจทุกเรื่องกับคลีโอเป็นที่แรก!

ถ้าพูดถึงผู้หญิงคนแรกๆ ของวงการบันเทิงที่ออกมายอมรับว่าหนูไปทำศัลยกรรมมาค่ะ เราคงคิดถึงแหวนแหวน ปวริศา ว่าสาวคนนี้พูดตรงอะไรเบอร์นั้น ลุคคุณหนูที่ดูเว่อร์วัง พูดเก่ง คิดจะทำต้องทำแบบสุดตัว ดังและปังจริงๆ พูดได้เต็มปากว่าเธอเป็นคนเปลี่ยนโลกของสาวๆ ด้วยขนตาปิ๊งๆๆๆ และความฉลาดระดับอินเตอร์ วันนี้เธอเปิดใจให้คลีโอฟังทุกอย่างที่บ้านใจกลางกรุงเทพ อยากรู้เรื่องอะไรตามมาอ่านกันเลย!

แหวนแหวน – ปวริศา เพ็ญชาติ 33 ปี

เอาล่ะก่อนที่จะเริ่มมหากาพย์ชีวิตของแหวนแหวน เราต้องขอเตือนก่อนว่าบทสัมภาษณ์นี้จะยาวมาก 555 แต่เชื่อสิ! เธอจะอินสไปร์ผู้หญิงไทยทุกคนรวมทั้งตัวคนเขียนเองด้วย เพราะตั้งแต่ที่เราคุยกับแหวนแหวน เธอคือ Legally Blonde เมืองไทยก็ไม่ผิดไปจากนั้นหรอก เพราะแหวนแหวนคือลูกสาวคนเดียวของที่บ้านและเป็นหลานผู้สืบทอดธุรกิจคนเดียวของครอบครัว แต่ด้วยลุคเปรี้ยวจัดเต็มทุกชุด ขนตามาแน่นก็ทำให้หลายคนมองว่าแหวนแหวนก็คงสวยไปวันๆ แต่เมื่อรู้จักเธอแบบลึกๆ ต้องร้องว่า โหวววว ฉลาดอะไรได้ขนาดนี้แม่คุณเอ๊ยยยย

ปาร์ตี้วันเกิดในธีมเบลล์

เปลี่ยนนิสัยคุณหนูเอาแต่ใจ

เรานั่งมโนว่าตอนเด็กๆ ลูกสาวคนเดียวอย่างแหวนแหวนคงอยากได้อะไรก็สั่งได้หมด แต่เธอบอกว่าตอนแรกก็อาจจะใช่จนเจอเหตุการณ์ที่คุณแม่ได้ให้บทเรียนที่จำได้ไม่ลืม “ทุกคนคาดการณ์ว่าเราต้องเป็นคุณหนูผลาญเงิน มีคนรายล้อม ไม่เรียนหนังสือ ด้วยความที่เป็นลูกคนเดียว คนจะปรามาสมาตลอด แม่ก็จะระวังกลัวสมคำร่ำลือ แม่เลยเข้มงวดมาก ค่าขนมได้เท่านี้ๆ แม่บอกว่าถ้าทำงานหาเงิน ลูกจะรู้ว่ากว่าจะหามาได้ ต้องใช้ความพยายาม เราจะเห็นค่าของเงิน ตอนนั้นถ้าลูกหาได้แล้วแม่ไม่ว่า แม่ก็พาไปบ้านเด็กกำพร้าทุกปี จำได้ว่าตอน 5 ขวบ แม่พาไปซื้อดินสอเอาไปให้เพื่อนๆ แล้วเราจะเอาดินสอคิตตี้แท่งละ 200 บาท แม่ไม่ซื้อให้เราก็เขวี้ยงของเลย ฤทธิ์เยอะ วันต่อมาแม่พาเราไปไว้ที่บ้านเลี้ยงเด็กกำพร้าคนเดียว 1 วัน เขาแจกขนมกัน เราก็นั่งร้องไห้ แล้วอยู่ๆ เพื่อนๆ ที่นั่นหักขนมมาให้เรากิน มันเปลี่ยนชีวิตเด็ก 5 ขวบไปเลย ความคิดเปลี่ยน เพราะดินสอที่เราอยากได้แท่งเดียว แพงเท่ากับซื้อดินสอให้น้องๆ ใช้ได้ 3-4 โหล แล้วเราเห็นดินสอที่เขาใช้เหลาจนติดยางลบ ไม้บรรทัดหักสามท่อนก็ยังใช้ เราเลยคิดว่าทุกวันนี้ก็รักษาภาพลักษณ์ตัวเองเท่าที่จำเป็น อย่างไปคุยงานต่างประเทศ เราขอแค่ดูดีแต่ไม่ฟุ้งเฟ้อ”

 

วันนี้กลายเป็นว่าแหวนแหวนส่งเด็กที่มูลนิธิเรียนอยู่ 8 คนจนจบมหาวิทยาลัย ถ้าเด็กๆ จะเรียนต่อถึงปริญญาเอก เธอก็เต็มใจที่จะส่งให้น้องๆ ได้เรียน “เราอยากให้เด็กมีการศึกษาที่ดี อย่างเราเองเรียนอ่อนตรงไหน แม่ก็จ้างครูมาติว คนอื่นก็มีโอกาสทำประโยชน์ให้ประเทศชาติได้มากกว่าเดิม เราก็ใช้โอกาสนี้ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด แม่จะพูดตลอดว่าอย่าเห็นแก่ตัว เราได้โอกาสดีๆ มาแล้วควรทำกลับไปด้วย”

 

อาจารย์มหาวิทยาลัยก็เป็นมาแล้ว!

การเรียนของแหวนแหวนก็ไม่ใช่ธรรมดา จบปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ อินเตอร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนปริญญาโทจบ Master of Science in Architecture and Applied Economics จากจุฬาเหมือนกัน แล้วเธอมีความรู้เกี่ยวกับสถาปัตย์ได้ยังไง เรางงเข้าไปอีก “มาจากว่าตอนปี 3 เราได้ไปฝึกงานที่ United Nations Environment Programme ทำโปรเจ็คท์สึนามิ อีโค วิลเลจ ให้กับอาจารย์ ศ. ดร. สุนทร บุญญาธิการ ใช้แผงโซลาร์เซลล์ไปติด แล้วเราก็ต้องเอาไปประยุกต์ว่าถ้าติดเป็นพลังงานทดแทนแล้ว อีก 30 ปีจะลดการพึ่งพาน้ำมันไปได้เท่าไหร่ เป็นการเอาความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์มาแอพพลายกับสถาปัตย์ ถ้ายังจำกันได้ที่เคยสัมภาษณ์กับคลีโอไปเมื่อหลายปีที่แล้ว เราบอกว่าอยากเป็นรัฐมนตรีหญิง เราอยากให้งานที่เราคิดเกิดแอคชั่นไปได้เร็วๆ เราเข้าไปเรียนปริญญาโทที่เกี่ยวกับสถาปัตย์ แต่เราวาดรูปไม่เป็นเลยนะคะ ท่านอาจารย์คณบดีก็เห็นว่าแหวนทำมาขนาดนี้ให้เอาเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ไปเลยดีกว่า เหมือนเป็นการใช้หลักเศรษฐศาสตร์มาประยุกต์เข้ากับสถาปัตย์ค่ะ”

 

กลายมาเป็นอีกบทบาทที่หลายคนไม่เคยรู้ว่าเธอเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยภาคอินเตอร์ สอนเศรษฐศาสตร์มาตั้งแต่อายุ 25 ปี “พ่อไม่อยากให้ลืมความรู้ด้านนี้ กลัวเราจะหลงในวงการบันเทิง ทั้งคุณพ่อคุณแม่ก็เป็นอาจารย์มาก่อน เราก็ไปสอนเด็กๆ เลย ส่วนใหญ่ก็เป็นต่างชาติ เขาไม่รู้ว่าเราเป็นใคร เคยมีเด็กต่างชาติเดินผ่านร้านหนังสือมาบอกว่าเห็นคนใส่บิกินี่หน้าเหมือนอาจารย์เลย เด็กก็ถ่ายรูปในมือถือ เราก็แถๆ ไปว่าฝาแฝดมั้ง ฮ่าๆ ตอนนี้ก็ยังสอนอยู่ ออกข้อสอบเอง อยากรู้ว่าเด็กเข้าใจจริงหรือเปล่า  เราสอนแล้วเด็กจบไป เดินเจอตามห้างแล้วสวัสดีค่ะอาจารย์ เหมือนเป็นความภูมิใจ เป็นรางวัลในชีวิตที่เราสร้างคนได้ในจุดหนึ่งค่ะ” อาจารย์แหวนอธิบายว่าถ้าพูดถึงเศรษฐศาสตร์ ความหมายง่ายนิดเดียวเราจะทำยังไงให้จัดสรรทรัพยากรให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เหมือนเรามี 24 ชั่วโมงเท่ากัน เราจะจัดเวลาทำงาน เวลานอนยังไง โดยทุกสิ่งมีค่าของโอกาสทั้งนั้น ก็แค่ไม่เอาเวลาไปมุ่งกับสิ่งที่เราไม่เชี่ยวชาญ เน้นโฟกัสไปกับสิ่งที่เราคิดว่าคุ้มค่าที่สุด

 

แหวนแหวนกำลังจะถอยงานในวงการ??

เวลาหลายปีในวงการ ความเฉิดฉายทำให้แหวนแหวนมีคาแรกเตอร์ชัดเจน มีงานพิธีกรมาอย่างต่อเนื่อง เธอบอกว่าที่เข้าวงการมาถึงทุกวันนี้ก็ตั้งแต่เป็นเด็กกิจกรรม เคยอยู่ CU Band เป็นนางนพมาศ เป็นพีอาร์คณะ แล้วลุคของแหวนกรีดอายไลเนอร์ ติดขนตาปลอม ผมหยักศก จนทุกคนเรียกว่ามะหมี่อินเตอร์ประจำคณะ เลยมีโอกาสไปแคสงานถ่ายแบบให้กับแบรนด์ๆ หนึ่ง จนยาวนานมาถึงวันนี้ “ตอนนี้เฟดรายการบันเทิงไปเยอะมาก เราคิดถึงนะ เดินไปก็มีแต่คนทัก ตอนนี้แหวนมาทำบริษัทของพ่อ (UMI Group เป็นผู้ผลิตกระเบื้องชื่อดังของไทยอย่างดูราเกรสและเซอเกรส) ทำหน้าที่เซ็ตนโยบายทุกอย่างล่าสุดแหวนเองก็ได้รับเลือกตั้งให้เป็นคณะกรรมการบอร์ด เพราะเราเป็นบริษัทมหาชน ก็จะมีสมาคมที่เกี่ยวกับนักลงทุนให้เราแสดงวิสัยทัศน์แล้วแหวนไม่ได้เตรียมไปก่อนเลยใช้ทักษะการเป็นพิธีกร พูดว่าถ้าให้มองบริษัทมหาชนอื่นๆ เราก็น่าจะอยู่ในวงการบันเทิงคนเดียว แต่การที่เราเข้ามาจะเพิ่มการกระตุ้นให้คนรู้จักแบรนด์มากขึ้น เราคลุกคลีกับตรงนี้มานาน พ่อส่งรีพอร์ทให้อ่านตลอด เรามีเพื่อนในวงการและเรามีทีมงานโปรเฟสชันนัลที่บริหารได้ดีอยู่แล้ว ให้รอติดตามผลงานจากเราได้เลย เขาก็เหวอไปนิดนึง เราก็มั่นใจว่าเราจะเป็นจุดแข็งให้กับองค์กรได้เหมือนกัน”

แต่คนอย่างแหวนแหวนไม่มีหยุดอยู่กับที่ เธอไปสมัครเรียนด้าน Management เพิ่มที่ Harvard Business School ที่สอบเข้ายากมากกกกเป็นคอร์สสำหรับเป็นระดับนักบริหารเท่านั้นด้วยนะ “เราต้องการให้ผู้ถือหุ้นเชื่อถือ ต้องทำงานให้ดี ไม่ใช่แค่เป็นลูกสาวท่านประธาน เราอยู่วงการเหมือนเราเป็นปารีส ฮิลตัน แต่ถ้าอ่านประวัติการศึกษาเราไม่ได้ด้อยกว่าคนอื่น จะมาบอกว่าเราสู้คนอื่นไม่ได้ ไม่ได้แน่นอน เลยตัดสินใจไปเรียนตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะเราเป็นคนเจเนเรชั่นที่ 3 คนเดียวที่จะมาสืบทอดตรงนี้”

เริ่มจากการสมัครที่แหวนเล่าความจริงทุกอย่างในชีวิต ตั้งแต่ที่เคยทำ surgery tour เขียนขนาดที่ว่าพาคนต่างชาติมาแปลงเพศในไทย “เขาบอกว่าชอบนะ แปลกดี เขาคงขำอ่ะค่ะ ไม่เหมือนใคร เขาก็ถามว่าทำไมอยากมาเรียน ถ้าเรียนแล้วจะทำอะไรให้เกิดประโยชน์บ้าง พ่อบอกว่าคนอเมริกันชอบอะไรตรงๆ แปลกแหวกแนว เราก็ส่งไป แล้วเขาตอบรับมา คุณพ่อช็อคมาก เราแทบตกเก้าอี้ แล้วพอที่ไปเรียนครั้งแรก เรียนไปร้องไห้ไป เขาให้อ่าน case study อ่านยากจะแย่แล้ว มาดู assignment เขียนส่งไม่ทัน เราสติแตกว่าถ้าเข้าห้องเรียนต้องอายมาก แต่ทุกคนไนซ์มาก ให้เกียรติกัน เราเข้าไปก็เด็กที่สุด เป็นเอเชียนด้วย เพื่อนๆ จะมีความเอ็นดู เพราะเราก็พยายามมาก ระบบการเรียนการสอนดีมาก อาจารย์เก่งมากเป็นระดับกูรูของโลก ตอนที่บินไปเรียนรอบเมษาโอเคขึ้นค่ะ ก็ยังบินไปบินมาอยู่”

ดราม่าหนักที่สุดในชีวิต…

เราคิดว่าผู้หญิงที่พูดตรงขนาดนี้ คงต้องมีอีกหลายคนที่ไม่ชอบเธอ เมาท์เธอไปต่างๆ นานา แหวนบอกว่าโดนมาตั้งแต่เด็กจนถึงวันนี้ แหวนเป็นตัวของตัวเองมาก คนถามเรื่องศัลยกรรมก็บอกไปตรงๆ ใครอยากให้เล่นละครแต่ต้องถอดขนตาปลอม เธอก็ปฏิเสธเลยว่าถอดไม่ได้จริงๆ ค่ะ เป็นคนที่มีจุดยืนมากว่าถ้าทำแล้วไม่เดือดร้อนก็จะทำเลย “มีแค่ครั้งเดียวที่แม่รู้สึกกับข่าวมาก เขาบอกว่าเราทำนมจนเน่า ต้องไปผ่าควักนมออก แต่ตอนนั้นหนูมีมะเร็งเต้านม แล้วเป็นตอนอายุ 23 เราไม่เที่ยวไม่สูบบุหรี่ พ่อแม่น้ำหนักลด ความดันขึ้น กินไม่ได้นอนไม่หลับ เราเห็นแม่ร้องไห้ เราเจ็บปวดมาก ก็ได้คุยแล้วขอโทษกันกับทางนั้น แม่ก็บอกว่าอย่าเล่นกับความเป็นความตายเลย ครั้งนั้นครั้งเดียวที่เห็นแม่เทคแอคชั่น”

 

เราเลยถามว่าแล้วมะเร็งเต้านมที่เจอตอนนี้เป็นยังไงบ้าง แหวนแหวนเล่าว่า “ตอนนี้หายเกือบ 100% แต่หน้าอกก็กลายเป็นไม่เท่ากัน เพราะโดนตัดออกไป 6 นิ้ว วันที่ตรวจเจอก็ไปอีเวนท์แล้วอัลตร้าซาวน์เจอ ถ้าไม่ได้ไปวันนั้นมาเจอตอน 30 เราอาจตายไปแล้วก็ได้ เป็นความโชคดีบนความโชคร้าย เพราะวัยที่เราเจอโอกาสน้อยมากๆ หลังจากที่เราเจอ พี่ๆ เพื่อนๆ ก็แห่ไปตรวจมะเร็งเต้านมกันหมด จนทุกวันนี้ยังเป็นทูตของโครงการศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ (เพื่อมะเร็งเต้านม) ค่ะ”

 

ชีวิตรักที่ผ่านการหมั้นมา 3 ครั้ง

จุดนี้น่าจะเป็นไคลแมกซ์ในการสัมภาษณ์แหวนแหวนเลยล่ะว่าหัวใจของเธอเป็นยังไงบ้าง “ชีวิตทำเป็นหนังได้เลย คุณพ่อจะสอนเสมอว่าจะรักใคร อย่าให้ทั้งใจ เราเป็นผู้หญิงที่คบใครเผื่อใจตลอด เราไม่เคยเอาความรักมาเป็นหลัก การเรียนหรือการงานไม่เคยเสีย ทุกวันนี้ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ ผู้ชายที่คบกับเราทุกคนเลยอยากแต่งงานกับเรา ต้องขอบคุณเขามากๆ ที่ให้เกียรติ เราคบใครก็จริงใจ ครอบครัวผู้ชายก็จะรักและเอ็นดูเรามาก ตอนเลิกกันแม่เขายังเศร้ากว่าลูกชายอีก เราหมั้นไปทั้งหมด 3 รอบ  รอบแรกเรายังเด็ก คิดว่ายังไม่พร้อม รอบที่สองแฟนคนนั้นก็เป็นคนดีนะคะ แต่เขาพยายามจะเป็นคนๆ นั้นของเราแล้วมันไม่ใช่ตัวตนของเขา ต่างคนต่างไม่ยอมก็ไม่ไหว รอบที่สามเป็นคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าเราเยอะ เขาเป็นคนดี คอยช่วยเหลือแนะนำเรา คบคนวัยเดียวกันก็ทะเลาะกัน คบคนโตกว่าก็ยังเอาเราไม่อยู่ แต่เรายังเป็นเพื่อนกับแฟนเก่าทุกคนนะ”

ในส่วนของความรักตอนนี้…..

ถามปุ๊บ แหวนแหวนก็เขินหนักมากปั๊บ บิดจนตัวจะเป็นเกลียวเพรซเซลแล้ว ก็ไม่มีอะไรมาก แค่ได้เจอกันระหว่างที่ไปเรียนฮาร์เวิร์ดเท่านั้นเอ๊งงงงง อิจเว่อร์ๆ “เราไม่ได้อินเลิฟหวานซึ้งแบบนี้มานานมาก เขามาลงเรียนวิชาเดียวกับเรา เป็นผู้บริหารองค์กรใหญ่ เรารู้สึกว่าเขาแอบมองเรา แล้วมีสบตากันในแคนทีน เราคิดว่าฝรั่งคนนี้มองเราแล้วอมยิ้มตลอด แต่ก็ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเอง แต่เจอกี่ทีก็เป็นอย่างนั้น มองแบบไม่ละสายตา อยู่ในห้องเรียนเงยหน้าขึ้นมาเมื่อไหร่ก็เห็นเขามองอยู่ตลอด”

 

“แล้ววันหนึ่งเพื่อนๆ ออกไปเดินเล่นที่ฮาร์เวิร์ดสแควร์ เรายังทำงานไม่เสร็จเลยลงไปนั่งกินข้าวคนเดียว แล้วเจอเขาอยู่ที่นี่ ก็ได้เดินเข้าไปคุยเลยนั่งกินข้างโต๊ะเดียวกัน คุยกันเรื่องเมืองไทยแต่เขาก็ยังนั่งอมยิ้มนะ แล้วเขาก็ชวนเราไปเดินที่สะพาน แต่งานไม่เสร็จแล้วอากาศ -15 เราเลยปฏิเสธไป แล้วเขาก็ส่งอีเมล์มาหาบอกว่าดีใจนะที่ได้คุยกัน แล้วไอหวังว่าจะได้ไปเมืองไทย พอจบคอร์สตอนนั้นกลับมาทำงานที่กรุงเทพ ต่างคนต่างยุ่งไม่ได้คุยกันเดือนนึง จำได้ว่าพอถึงวันปาร์ตี้งานหนุ่มโสดคลีโอที่ผ่านมา แล้วแหวนไปงานวันนั้นยุ่งมาก เขาส่งข้อความมาแล้วก็คุยกันเรื่อยๆ ว่าเขาจะมาเมืองไทย แล้ววันที่เขามาก็เป็นวันที่เราได้รับเลือกเป็นกรรมการบอร์ด เป็นช่วงที่ยุ่งที่สุด”

หนุ่มคนล่าสุดของแหวนแหวนเริ่มคบกันจากที่ไม่รู้แบ็กกราวน์ชื่อเสียงของเธอเลย “ตอนแรกก็นอยด์นะคะ เพราะเขาเข้าใจว่าเราเป็นผู้บริหารหน้าเด็ก แต่พอแอดเฟซบุ๊คกันแล้ว เขาเปิดมาอึ้งที่เห็นรูปเราใส่ถ่ายแบบ มีถ่ายรายการ เขาก็ถามว่าเราทำอะไร ไม่ใช่พนักงานบริษัทใช่มั้ย เราก็บอกว่านั่นงานพาร์ทไทม์ แล้วเขาพูดประโยคนึงว่าเธอไม่เหมือนผู้หญิงที่เขาเจอตอนฮาร์เวิร์ดเลย  แต่เขาก็ไม่ได้สนใจกับเรื่องนี้มาก เราคุยกันเรื่องอื่นแทน เขามาเมืองไทยก็ไม่ได้สนใจว่าเราเป็นเซเลบ  เราได้ใช้เวลาเรียนรู้กันและกันมากกว่า ก็คิดว่ายากเหมือนกันกับความสัมพันธ์ครั้งนี้ เพราะเขาก็เป็นถึง CEO ที่ใหญ่มาก เราต้องรับผิดชอบงานที่นี่มากมาย แย่ที่สุดก็อาจจะเป็นซัมเมอร์เลิฟที่มีโมเมนท์อินๆ อีกครั้งก็พอ”

 

ก่อนจะมีรักที่ดี ต้องยืนด้วยตัวเองก่อน

แหวนแหวนฝากถึงสาวๆ คลีโอว่า “ความรู้สึกของแหวนอยากให้ทุกคนรักตัวเองให้มากที่สุด ถึงจะถอนหมั้นกับผู้ชายที่คิดว่าฟ้าส่งมากี่ครั้ง เราไม่เคยคิดว่าชีวิตต้องพังพินาศ เรารักตัวเอง รักพ่อแม่ ห่วงคนที่ห่วงเราจริงๆ ผู้ชายไม่ชอบผู้หญิงดราม่าหรอก ผู้หญิงควรยืนด้วยตัวเอง เขาอาจทิ้งเราให้ดูแลลูกคนเดียวก็ได้ แหวนเห็นมาแล้วหลายคน คุณจะมองความรักเป็นอะไรก็ได้ แต่วันหนึ่งไม่มีเขาเราต้องอยู่ได้ เพราะเพื่อนๆ ผู้ชายก็จะบอกกับเราว่าผู้หญิงที่ดูแลตัวเองได้ อยู่ด้วยแล้วสดใส เขาจะรู้สึกรีแลกซ์ ไม่ต้องเป็นห่วงตลอดเวลา คิดว่ามีผู้ชายมารักเป็นโบนัสกับชีวิต ไม่ใช่ศูนย์กลางของชีวิต ให้มองทุกสิ่งกว้างๆ เรายังมีงาน มีเพื่อน มีอีกหลายอย่างที่ต้องดึงตัวเองกลับมาให้ทัน”

 

ตลอดระยะเวลากว่า 6 ชั่วโมงที่เราได้นั่งคุยกับแหวน ต้องนับถือหัวใจผู้หญิงคนนี้จริงๆ เพราะเธอมีทุกอย่าง แต่เธอสร้างคุณค่าให้ตัวเอง แหวนแหวนบอกว่าอยากได้ความภูมิใจในชีวิต ลบคำสบประมาทของคนอื่นให้ได้ ไม่ใช่เกิดมาแล้วตายไปแบบไม่มีใครจดจำ และวันนี้ปวริศา เพ็ญชาติก็ทำได้สำเร็จแล้วจริงๆ