โอกาสจากใครไม่สำคัญเท่าจากตัวเอง ‘แตงโม’และความสัมพันธ์ครั้งใหม่ที่เริ่มด้วยใจล้วนๆ

By Miss P

ถ้าจะถามถึงเหตุผลว่าทำไมรักครั้งล่าสุดของเธอถึงจบลง คงจะซ้ำซากเกินไปและเราก็ไม่ได้อยากล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวของ แตงโม – นิดา พัชรวีระพงษ์ ขนาดนั้น ความจริงก็คือเราไม่ได้อยากล่วงล้ำเรื่องส่วนตัวของใครทั้งสนิทและไม่สนิทมากจนอีกฝ่ายรู้สึกอึดอัดใจ บทเรียนของการทำความรู้จักใครสักคนคงใช้ความสบายใจเบิกทางได้ดีกว่า

เราเห็นแตงโมกลับมายิ้มสดใสบนหน้าจอโทรทัศน์ได้เมื่อช่วงที่ผ่านมา เดาว่าเธอคงผ่านการฟื้นตัวเองด้วยตัวเองมาสักพัก “ชีวิตตอนนี้น่าจะเรียกว่าประสบความสำเร็จมากกว่าช่วงอื่นๆ ถ้าเต็มร้อยให้ 80-90 เปอร์เซ็นต์เลย งานก็อยู่ในปริมาณที่พอดี ไม่มากจนเกินไปเหมือนตอนเด็กๆ ไม่น้อยจนเกินไปเหมือนช่วงที่เรื่องการเมือง ครอบครัวมีน้องอีสเตอร์เข้ามา รู้สึกสดใสสดชื่น มีเป้าหมายในชีวิตมากขึ้น สถานภาพการเงินที่บ้านก็โอเค ในขณะที่เรามีภาระที่ต้องดูแลเยอะ ด้วยปริมาณงานที่พอดี มีธุรกิจเซรั่มที่เพิ่งเริ่มไป ทุกอย่างเฉลี่ยกันแล้วพอดีหมดเลย ที่เหลืออีก 20% ที่โมคิดว่ายังขาดอาจจะเป็นธุรกิจที่มั่นคงยั่งยืน ที่กำลังคิดอยู่ว่าจะทำเบื้องหลังเพิ่มมั๊ย ยังไม่รู้จะไปจบที่อะไร แต่เราแฮปปี้มากจริงๆ ช่วงนี้”

 

ความสุขที่แผ่รังสีออกมาจากแตงโมลูกนี้

“เราพอใจในความพอดี มันจะรู้สึกอิ่มเอมใจขึ้นมาเอง เมื่อก่อนเคยอยากได้อยากมีเยอะๆ อยากสะสมเงินเยอะๆ เพื่ออะไรไม่รู้หรอก แต่เราถูกปลูกฝังมาว่าต้องทำงานเก็บเงิน แต่พอมีช่วงนึงที่เอาเงินไปกองในธนาคาร ไม่ได้ใช้ แต่เรายังเหนื่อยและยังต้องหาอีก รู้สึกเหมือนฝืนสังขารตัวเองทำไปเพื่ออะไรไม่รู้ คิดถึงอนาคตมากเกินไป จนไม่ยุติธรรมกับปัจจุบัน ก็เลยรู้สึกว่าต้องบาลานซ์ให้ได้”

“ถ้าเราพอใจกับสิ่งที่มันเป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน ไม่ขาดไม่เกิน ไม่เยอะไป ไม่น้อยไป แล้ววางใจในสิ่งที่เราเป็น วางใจในอนาคตที่มันกำลังจะเดินไป ซึ่งเราก็เห็นแพลนชีวิตตัวเองปีนี้ วางใจให้มันค่อยๆ ดำเนินไป ใช้ชีวิตในแต่ละวันให้มันดีแล้วเราก็จะมีความสุขขึ้นมาเอง ไม่ต้องกลัวว่าวันหนึ่งเราจะไม่มี โมเป็นคริสเตียน เรามีความเชื่อว่าพระเจ้ามีแผนการที่ดีที่สุดรอเราอยู่” ได้ยินเธอพูดถึงพระผู้เป็นเจ้าอยู่บ่อยครั้งในช่วงหลังผ่านข่าวบันเทิง พอได้ยินกับหูและจ้องเข้าไปในตาของเธอจริงๆ จะได้เห็นศรัทธา “ไปโบสถ์วันอาทิตย์ แล้วมีกลุ่มสามัคคีธรรมเล็กๆ วันอังคารกับพุธ เราจะได้พระคัมภีร์ในกลุ่มย่อยลงมามีแค่ไม่กี่คน”

“เมื่อก่อนโมจะไม่ให้อภัยตัวเอง ขีดเส้นใต้ให้ตัวเองเลยว่าฉันเป็นคนไม่ดี ไม่น่ารัก ตราหน้าตัวเองเอาไว้ทั้งที่คนอื่นอาจจะลืมไปแล้ว พอเราใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้นถึงได้รู้ว่าพระองค์มอบโอกาสต่างๆ ให้เราเสมอ เราต้องทำลายกำแพงตรงนี้ให้ได้ ถ้าไม่ให้อภัยตัวเองได้เร็ว ก็จะทำพัฒนาไม่ได้ มัวแต่ไปนอนจมอดีตคิดซ้ำไปซ้ำมามันเสียเวลามาก เวลาผ่านไปโมก็นึกถึงมาได้ว่า ล้มเร็ว คิดได้เร็ว ขอโทษเร็ว ลุกเร็วดีกว่า ให้โอกาสตัวเองในทุกๆ เรื่องไม่จำกัด ไม่ขีดเส้นว่า เรื่องนี้ทำไม่ได้ไปหาอย่างอื่นทำดีกว่า”

 

แตงโมที่หมุนทุกด้านออกมาให้คนอื่นเลือกจะจดจำ

เราเห็นความแรงในการโต้ตอบของแตงโมกับสังคมหลายครั้ง ได้ยินคำตัดสินเกี่ยวกับตัวเธอไม่น้อย จริงๆ แล้วนั่นคือเธอคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราจริงหรอ “โมว่าเป็นคนแบบที่ทุกคนเห็นนั่นแหละ  ตอนเด็กๆ เราอาจจะหมุนแค่ด้านตรงๆ ด้านขวานผ่าซาก ไม่อ่อนโยนออกมาให้โลกเห็นเยอะ แต่พอโตขึ้นโมก็รู้จักที่จะหมุนรอบตัวเองให้คนอื่นได้เห็นมากขึ้นว่ามุมเศร้าเราก็มี มุมมืดเราก็มี หลายคนคงรู้ว่าโมเคยฆ่าตัวตาย มุมอ่อนโยนแบบผู้หญิงเราก็มี ก็แล้วแต่ว่าคนเขาจะเลือกจำภาพไหนของเรา มันก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของเขาว่าเขาชอบเราในแบบไหน บางคนก็ชอบเราแบบที่ “แรงๆ อ่ะพี่ พอไม่แรงแล้วพี่ไม่สนุกเลย” เขารู้สึกว่ามันเป็นสีสันในชีวิตเขา แต่บางคนก็จำโมในมุมอบอุ่น ดูแล้วเป็นผู้นำดี”

จากเหตุการณ์ที่ผ่านชีวิตเธอมากว่าสามสิบปีทำให้แตงโมเรียนรู้ว่าเธอแสดงออกทุกอย่างที่รู้สึกไม่ได้ “คนไทยเซนซิทีฟ แล้วโลกใบนี้ความจริงไม่ต้องพูดทุกอย่าง เพราะแม้จะจริงแต่มันเจ็บปวด คำหวานมันฟังรื่นหูกว่า เราเรียนรู้ว่าต้องพูดให้ถูกที่ถูกเวลารู้กาละเทศะ”

 

ความตรงที่มีคุณภาพมากขึ้น

ถ้ามองว่าแตงโมเป็นเพื่อนเรา คงเข้าใจเธอมากขึ้น ในความดราม่าที่เธอแสดงออกมาก็เหมือนเพื่อนคนอื่นๆ นั่นแหละ ยากเหมือนกันนะแค่เพราะมีชื่อเสียงทำอะไรนิดหน่อยเธอก็โดนจับตาและวิพากย์วิจารณ์แบบไม่ต้องคิดแล้ว

“เรากลับไปดูที่ต้นเหตุทุกครั้งแหละว่าที่ได้ความเห็นด้านลบมันเป็นเพราะเราทำอะไรลบๆ ให้เขาเห็นรึเปล่า ถ้าเราทำจริง เราก็แก้ที่ตัวเรา ถ้ายอมรับความจริงได้ว่าเราเป็นเด็กไม่ดี ความเห็นอะไรเราก็รับได้หมด ฟังแล้วค่อยเอามากรองอีกทีจะได้ปรับปรุงตัวเอง ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้วไม่ฟังความเห็นคนอื่น เราจะไม่สามารถล้างภาพตัวเองตรงนั้นได้ วันพรุ่งนี้เรามีโอกาสแก้ตัว ให้เวลาในการปรับตัวเองให้ดีขึ้นแล้วคนก็จะเห็นเอง โมเปิดใจรับทุกคำติชมแล้วให้โอกาสตัวเองทำให้ดีขึ้นในวันต่อไป”

“ก็ไม่ใช่ว่าทุกวันนี้จะดีขึ้นทั้งหมด มันต้องใช้เวลาเพราะบางอย่างมันก็เป็นสัณชาตญาณในการเห็นแก่ตัวของมนุษย์ โมเป็นคนตรงยังไง ทุกวันนี้โมก็ยังคงเป็นคนตรง ถ้าละครซีนนี้ถ่ายไปแล้วโมรู้สึกว่ามันไม่ดี โมจะยกมือขอเล่นใหม่ แม้ว่าผกกจะพอใจแล้วและอาจจะเสียเวลาคนอื่น แต่เราเชื่อว่าเราทำได้ดีกว่านั้น เรายังคงฟังเสียงหัวใจตัวเอง” แตงโมบอกว่าความตรงของเธอมีคุณภาพมากขึ้น เธอเห็นประโยชน์ที่ไม่ได้ทำร้ายให้ใครต้องเจ็บปวดใจหรือเดือดร้อนกาย

 

ความรักในแบบพึ่งพากันร้อยเปอร์เซ็นต์สอนเธอว่า…

“เราเคยรักใครแบบที่ฝากความหวังทั้งหมดเอาไว้ที่เขา” จะเรียกว่าแตงโมบูชาความรักเลยก็ไม่ผิด เธอพูดออกมาอย่างเต็มปากว่าเมื่อก่อนเป็นอย่างนั้นจริง “ก่อนที่พระเจ้าจะมาเป็นที่หนึ่ง เราเคยให้ความรักเป็นที่หนึ่งเสมอ ความรัก ครอบครัว แล้วงาน เป็นคนทุ่มเท ชอบทำเซอร์ไพรซ์ แต่พอผิดหวังจะกลายเป็นปีศาจเลย โมเป็นคนไม่น่ารักเลย แล้วก็ไม่ได้พร้อมที่จะมีชีวิตสมรสเลย แต่มั่นใจไปเอง พอเลิกราถึงเข้าใจเลยว่าบางช่วงเวลาไม่จำเป็นต้องมีคู่รัก”

คนบางคนอาจจะต้องการเวลาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของตัวเองก่อนที่จะพร้อมโอบรับใครอีกคนมาในชีวิต “ควรจะเอาตัวเองให้รอดก่อนจะไปดูแลใคร เราควรมีความสุข พอใจในตัวเอง ทำหัวใจให้เป็นสีชมพูก่อนจะเอาสีชมพูไปแบ่งให้อีกคนได้ อยู่กับตัวเองแล้วรู้สึกยิ้มมากกว่าจะปากคว่ำ ถ้าทัศนคติลบแล้วมีความรัก จะไม่มีทางรู้ตัวแน่ๆ ว่าจะเอาด้านลบไปแบ่งเขาเมื่อไหร่ มันทำให้เขาและเรายิ่งเหนื่อย ไม่อยากให้หวังอะไรจากใคร ทำในส่วนของเราให้ดี สำเร็จหรือไม่ก็แค่พอใจในสิ่งนั้น แล้วค่อยเอาความรักที่ล้นเหลือจากที่มอบให้ตัวเองและคนที่อยู่รอบตัวอยู่แล้วไปให้ใครอีกคนที่จะเพิ่มเข้ามาในชีวิต”

“เพิ่มใครสักคนเข้ามาในชีวิต ก็เหมือนเราถูกเลือกให้ไปเป็นอีกคนในชีวิตเขาเหมือนกัน เราไม่ได้เลือกอยู่ฝ่ายเดียว เป็นฝ่ายถูกเลือกด้วยเช่นกัน อยากเจอแบบไหนให้เป็นแบบนั้นก่อน”

 

รถคว่ำ! ไม่หมดสติแม้แต่วินาทีเดียว

ชีวิตที่ขึ้นสุดลงสุดของแตงโม แต่เธอก็ยังคงทรงตัวบนเส้นด้ายเส้นเล็กๆ นี้เอาไว้ได้อย่างสวยงาม เพราะเธอมีศรัทธาแรงกล้าในสิ่งที่เธอเชื่อ และพระเจ้าก็ได้สร้างปาฏิหารย์ให้เธอได้สัมผัสมาหลายครั้ง แต่ครั้งแรกๆ เธอเลือกที่จะไม่ฟัง “พระเจ้าสอนมาหลายครั้งและยังไม่ฟังคือช่วงที่รถคว่ำ พระเจ้าเรียกเรา เสี้ยววินาทีก่อนที่รถจะหมุนโมคิดขึ้นมาว่า ถ้าตายคือพระเจ้าให้เราอยู่เท่านี้ แต่ถ้าไม่ตายแปลว่าพระเจ้าอยากให้เราทำประโยชน์เพื่อสังคมต่อ โมไม่แม้แต่จะหมดสติ ก็รู้สึกเลยว่าพระเจ้าเรียก ให้ไปนอนคิดอยู่ในโรงพยาบาลอีกสิบกว่าวันแต่เราก็ยังคิดไม่ได้ เกเร ไม่เข้าหาพระเจ้า ไม่อยู่ในร่องในรอย

“จนมาอีกครั้งตอนแต่งงาน โมค่อยๆ สนิทกับพระเจ้าตอนนั้น คริสเตียนก่อนแต่งก็จะมีพิธีการที่ให้เราไปเรียนพระคัมภีร์เพื่อจะใช้ชีวิตคู่ เลยได้กลับเข้าไปในโบสถ์อย่างจริงจังกับคุณโน่ แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องความรักแต่เชื่อว่าเหตุการณ์นี้พระเจ้าวางไว้เพื่อให้โมได้เข้ามาใกล้พระองค์อีกครั้ง จากนั้นชีวิตเปลี่ยนไป เคยเป็นโรคซึมเศร้าหนักมากช่วงก่อนแต่งงาน ตอนนี้หายเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือคือสารเคมีในสมองที่ผิดปกติเราก็ต้องรับยาจากคุณหมอเพื่อรักษากันต่อไป แต่เรื่องจิตใจหรือความคิด ทัศนคติต่างๆ เราผ่านเรื่องแย่มาจนไม่น่าจะมีชีวิตอยู่ต่อได้ ยิ่งเป็นคนที่อยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ตลอดเวลา เชื่อเลยว่าเป็นคนอื่นคิดว่าอาจจะตายก็ได้ มันทำให้โมมีความรู้สึกว่าพระเจ้าเลือกให้โมเกิดมาเป็นแบบนี้ให้คนอื่นได้เห็นว่า ชีวิตคนไม่ได้ง่าย แต่เรามีความสุข มีสันติสุขได้”

 

พลิกชีวิตจากมรสุมกลับมาสดใสเหมือนเกิดใหม่

“อันนี้อาจจะเชื่อยาก แต่ด้วยพระเจ้าล้วนๆ อ่านพระคัมภีร์ ไปโบสถ์ ได้กำลังใจจากพี่น้องในคริสตจักร เขาไม่ตัดสินใคร จะเป็นมายังไงเราคือพี่น้องกันหมดเราให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ถ้าไม่ได้พระเจ้า ครอบครัวและพี่น้องในโบสถ์ โมว่าไม่อยากตื่นเลยอ่ะ”

เธอเชื่อเหลือเกินว่าชีวิตเธอโชคดีมากแบบไม่ต้องเทียบกับใคร “ร่างกายเราเกิดมาอวัยวะครบ 32 โชคดีแค่ไหนแล้ว วันหนึ่งคิดได้ก็เลยเกิดรู้สึกว่าทำไมเราทำร้ายพระเจ้าอย่างนั้น ทั้งๆ ที่พระองค์ให้โอกาส ความรักและแผนการที่ดีมาให้เราตลอด เราไม่เคยไม่มีงานในวงการ” แล้วเธอจึงอยากทดแทนบุญคุณพระองค์ รักษาร่างกายที่เชื่อว่าเป็นวิหารของพระเจ้าให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง “ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่เรามีความสุขแต่ไม่มากพอที่จะไปดูแลใครอีกคน เท่าที่ผ่านมาความรักเป็นเรื่องใหญ่นะ การจะมีคู่ชีวิตคนหนึ่งในความคิดโมมีเป้าหมายว่าถ้ามารักกันแล้วจะต้องรับใช้พระเจ้าไปด้วยกัน โจทย์เลยยาก อาจจะต้องเจอคนที่อยู่ในโบสถ์หรือไม่มีไปเลย โมวางใจในพระเจ้าเลย มาก็มา ไม่มาก็คือพระเจ้าไม่ให้มี ก็โอเค”

 

เมื่อชีวิตคนมีศรัทธาในบางสิ่ง

จนรายการโทรทัศน์ต้องโทรมาขอบคุณเธอหลังจากที่ทำร้ายเธอด้วยการล้อชีวิตของเธอเล่นเป็นเรื่องสนุก “ที่เคยเจอกับตัวเลยนะ ไม่คิดว่าจะเป็นผลดี ตอนนั้นก็คิดเหมือนคนอื่นแหละ ถ้าเขาตบหน้าเราให้หันอีกข้างให้เขาตบ ถ้าเขาทำร้ายเราให้เขาทำต่อไปอย่างยินดี จนเขาพอใจแล้วเขาจะไปเอง มีเหตุการณ์นึงเอาเรื่องการแต่งงานของโมไปล้อเลียน คนก็วิจารณ์หนักมาก แวบนึงโมก็โกรธ แต่เราก็นึกถึงข้อพระคัมภีร์ข้อนั้น เขามาเพี๊ยะนึงแล้วเราจัดอีกเพี๊ยะเอง ด้วยการโพสต์ลงโซเชียลว่า การกระทำนั้น อย่าไปว่ารายการเพราะเขาได้โทรมาขออนุญาตเราแล้วและเราก็อนุญาต ทั้งที่เราไม่ได้อนุญาตหรอก ผลคือเขาโดนโจมตี แล้วก็โทรกลับมาขอบคุณเรา” แล้วก็เกิดความรู้สึกดีขึ้นในใจของเธอ หลังจากโดนทำร้ายจิตใจแต่แล้วเธอก็รักษาหัวใจของเธอเอง

 

ความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ที่ใช้ความรักเป็นส่วนประกอบหลัก

“เราเป็นเพื่อนกับกระติกมาประมาณ 10 ปี เพื่อนสนิทที่ไม่เคยทะเลาะกัน เขาเองก็เจอกับมรสุมชีวิตเหมือนกัน เขาได้มาเจอกับพี่น้องที่โบสถ์ช่วยเยียวยาจิตใจ พอได้รับความรู้สึกบวกๆ เขาก็ผูกพันธ์ เขารู้ตัวว่าเขาตั้งครรภ์วันอีสเตอร์พอดีกลายเป็นซิงเกิลมัม ช่วงเวลานั้นเราต่างก็วางใจในพระเจ้าและช่วยกันเลี้ยงลูกให้ดี กลายเป็นความสุขมหาศาล ไม่คิดเลยว่าที่บ้านพอมีเด็ก ทุกคนมีความสุขเต็มไปหมดเลย ตัวกระติกเองที่เขาไม่รู้เลยว่าจะเลี้ยงลูกได้หรอ กลายเป็นว่าดีกว่าการมีพ่อกับแม่ช่วยกันเลี้ยงอีก”

เราเองก็ได้เจอน้องอีสเตอร์ เด็กอารมณ์ดีคนนี้เหมือนกัน ที่ขณะนั้นนอนหลับไปแล้วหลังจากเดินเล่นถ่ายรูปด้วยกัน ชื่ออีสเตอร์รู้จากวันที่คุณกระติกตั้งครรภ์ วันที่พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย “หลานคนแรกที่พระเจ้าส่งมาให้พวกเรา เขาเป็นเด็กบอยๆ ลุยๆ เวลาไปทำงานก็เอาเขามาด้วย เราสอนให้เขาล้มแล้วลุกขึ้นมาเอง อยากทำอะไรก็ให้เรียนรู้ตัวด้วยเขาเอง พอมีอีสเตอร์ทุกคนก็ฉุกคิดขึ้นมาว่าอยากตั้งใจใช้ชีวิต เราปรับตัวกันใหม่ พูดจาโผงผางลดลง ทำกิจกรรมแต่ละวันให้เขาเห็นเขาก็จะทำตามทำให้เรารอบคอบมากขึ้น เราตีกรอบให้เขากว้างๆ ที่เหลือแล้วแต่เขาและพระเจ้าเลย ของอย่างนี้ไม่ควรบังคับหรือแนะเยอะ อาจจะไกด์เขาได้ โมเองก็ลูกคนเดียว พ่อแม่เลิกกัน พ่อเลี้ยงมาแบบล้มเองลุกเอง บางเรื่องไม่เจอเองก็ไม่โต ถ้าเกิดวันหนึ่งอีสเตอร์ต้องเจอเรื่องแย่ๆ ถ้าเขาจะเจ็บมาเราจะรักเขาอยู่ห่างๆ สิ่งที่อยากแต่ไม่บังคับก็คือให้เขารักพระเจ้า”

 

หนังสือที่มีชือว่า “แตงโม”

เธอเชื่อว่าเรื่องบางเรื่องถ้าได้ผ่านประสบการณ์บางอย่างมาถึงจะทำให้คนเรารู้จักตัดสินใจแก้ปัญหาเป็น “เหมือนถ้าเราอยู่ป.1 วันนี้คงจะไปแก้ปัญหาของมัธยมไม่ได้ มันต้องใช้ชีวิตซะก่อน กว่าจะมาเป็นผู้นำครอบครัวในวันนี้ได้ ต้องผ่านอะไรมาเยอะจัดเลย! โมว่าชีวิตโมเท่าที่ทุกคนได้เห็นมันผ่านอะไรมาเยอะจริงๆ ช่วงที่ดี ช่วงที่แย่ ขึ้นสุด ลงสุด โดนแบน ถึงตอนนี้โมแฮปปี้กับการที่ทุกคนได้เห็นมาหมดทุกอย่าง ถ้าชีวิตคนๆ นึงเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง คนที่ติดตามหนังสือเล่มนี้ก็จะได้เห็นบทเรียนจากชีวิตโมโดยที่เขาไม่ต้องไปเจอกับปัญหาเอง ถ้าเขาได้ข้อคิดเรียนรู้จากมันได้ เขาจะไม่ทำตาม โมก็ยินดีที่ให้ทุกคนได้อ่านชีวิตโม หนังสือเล่มนี้ยังไม่จบนะ ยังอยากให้ติดตามต่อไปว่าสิ่งที่ทำแล้วผลมันออกมาเป็นยังไง”

ตอนนี้แตงโมถ่ายละครเรื่องสายรักสายสวาทช่อง ONE ประมาณกลางปีจะมีเปิดซีรี่ส์ Love Songs Love Series ของแกรมมี่ชื่อเพลง ‘ไม่เดียงสา’ (บิ๊กแอส) แล้วก็เป็นพิธีกรรายการ ‘คอหนังข้างถนน’ “ความจริงแล้วชอบดูหนังเป็นบางแนวนะ ชอบหนังฆาตรกรรม หนังผี หนังชีวิตที่สร้างมาจากเรื่องจริงอ่ะ”

หลังจบบทสนทนากับเธออย่างง่ายๆ หลายความรู้สึกก็เปลี่ยนไป ที่รู้คือตอนนี้ในชีวิตที่ไม่ได้ติดตามใครมากเท่าไหร่ จะมีดาวดวงนี้เป็นหนึ่งในวงโคจรที่เราจะคอยชื่นชมเธออยู่อย่างเงียบๆ

HOROSCOPE