เดี๋ยวนะ...นี่ขี้อายหรือเป็นโรคกลัวคนกันแน่? - CLEO Thailand Online Magazine

เดี๋ยวนะ…นี่ขี้อายหรือเป็นโรคกลัวคนกันแน่?

 

 

เราได้แชร์เรื่องนี้มาจากคลีโอ ออสเตรเลีย แต่เราคิดว่าผู้หญิงไทยก็มีอาการนี้ไม่แพ้กันหรอก เพราะที่ออสเตรเลียน่ะมีผู้หญิงเป็นโรคกลัวสังคมมากกว่าผู้ชายถึงสองในสาม บางทีนึกว่าพวกเขาเป็นคนขี้อาย ที่แท้เป็นโรคกลัวสังคมแบบมีที่มาที่ไป ลองดูซิ เราหรือคนใกล้ตัวเข้าข่ายหรือเปล่า?

 

 

เราทุกคนคงเคยเกิดอาการประหม่าก่อนต้องเข้าร่วมงานสังคมใหญ่ ๆ กลัวว่าจะพูดอะไรไม่เข้าท่า ทำอะไรเปิ่น ๆ หรือคุยกับใครไม่รู้เรื่อง การวิตกกังวลนิด ๆ หน่อย ๆ ก่อนออกงานเป็นเรื่องปกตินะ แต่หากมีอาการถึงขั้นอาเจียนหมดท้องก่อนเข้าร่วมงานสังคมของบริษัทนี่ไม่ใช่แล้วล่ะ โรคกลัวสังคมทำให้เราอ่อนแรงอย่างมาก มีงานวิจัยบอกว่าร้อยละ 10 ของประชากรในออสเตรเลียเคยมีอาการของโรคนี้ และส่วนใหญ่ก็เป็นผู้หญิง 

 

 

ในไทยเองก็มีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ไม่น้อย แต่ไม่ค่อยมีการพูดถึงซักเท่าไหร่ เราได้พูดคุยกับมิว สาวนักเขียนวัย 27 ที่มีเพื่อนมากมายแล้วก็ออกเดทอยู่เรื่อย ๆ มองจากข้างนอกเธอเป็นคนชิลล์ ๆ แล้วก็มั่นใจ แต่สิ่งที่เราเห็นตรงกันข้ามกับความเป็นจริงเลย เพราะเพียงแค่คิดว่าจะต้องเข้าสังคม เธอก็ปั่นป่วนไปหมดด้วยความกลัว เธอเล่าว่า “เราจะดูเหมือนว่าพร้อมออกไปชิลล์กับเพื่อนนะ แต่ระหว่างทางเราจะประหม่ามาก” สำหรับมิว เธอกลัวการเข้าสังคมเพราะกลัวว่าจะถูกคนอื่นตัดสิน ก็เลยวิตกกังวลสารพัด สำหรับคนอื่น สิ่งที่ทำให้เกิดความกลัวอาจมาจากหลายอย่าง เช่นกลัวการต้องเจอผู้คนใหม่ ๆ การเป็นจุดเด่นของงาน กลัวเซอร์ไพรส์ปาร์ตี้ หรือกลัวการต้องออกจากบ้านคนเดียว 

 

 

มันเป็นยังไงกันนะ?

 

โรคกลัวสังคมไม่ได้หมายความว่าเราต้องนั่งอยู่ห้องมืดคนเดียวตลอดชีวิต คนที่เป็นโรคนี้มักจะมีชีวิตทางสังคมปกติ มีเพื่อนแล้วก็ออกงานต่าง ๆ เช่นเดียวกับอาการป่วยทางจิตอื่น ๆ ความกลัวนี้มีอาการต่างกันไปในแต่ละคน และสามารถปกปิดได้ แคทเธอรีน มาดิแกน นักจิตวิทยาของ Anxiety Australia บอกว่า “ถ้าคุณเป็นโรคกลัวสังคม ก็จะมีแนวโน้มว่าคุณจะดูถูกความสามารถของตัวเองในการสร้างความประทับในแง่บวกให้กับคนอื่น มันเหมือนว่าคุณมีมาตรฐานที่เพอร์เฟคมาก คุณอาจไม่แน่ใจว่าตัวเองจะเข้าสังคมได้ดีรึเปล่า หรือคิดว่าตัวเองขาดทักษะทางสังคม และคุยกับคนอื่นไม่เก่ง”

 

ความแตกต่างระหว่างโรคกลัวสังคมกับความกังวลธรรมดา ๆ เช่นประหม่าเมื่อต้องพูดต่อหน้าคนเยอะๆ หรือเจอเพื่อนใหม่ คือระดับความรุนแรงของความประหม่าที่ถึงขั้นเข้าควบคุมร่างกายและจิตใจของเรา มิวบอกว่า “เรารู้สึกเหนื่อยล้ามาก เรากังวลว่าตัวเองจะกังวล มันเป็นวงจรแย่ๆ ที่เกิดขึ้นในสมองของเราแบบไม่รู้จบ ผลกระทบโดยตรงของความรู้สึกแบบนี้คืออาการทางร่างกาย เช่นหัวใจเต้นแรง หายใจติดขัด เหงื่อแตก และคลื่นไส้” 

 

 

สาเหตุเกิดจากอะไร? 

 

งานวิจัยบอกว่าเหตุผลหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้มีผู้หญิงเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชายก็คือผู้หญิงเรามีความสามารถในการรับรู้ความรู้สึกที่เคยรู้สึกมามากกว่า โดยเฉพาะความทรงจำแง่ลบ ยิ่งความทรงจำนั้นมีอารมณ์มาเกี่ยวข้องมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งหมกมุ่นกับมันมากเท่านั้น ตอนที่เราสะดุดล้มต่อหน้าทุกคนในงาน เราจำได้ดีอย่างกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ทั้งๆ ที่มันผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ตอนที่เราได้รางวัลพนักงานดีเด่นเนี่ย กลับจำแทบไม่ได้ 

 

โบว์ วัย 29 ทำงานในบริษัทโฆษณายักษ์ใหญ่ เธอมีเพื่อนเยอะแล้วก็โตมาในครอบครัวที่อบอุ่น ตอนอายุยี่สิบต้น ๆ เธอตัดสินใจเสี่ยงดวงย้ายไปทำงานที่เมืองนอก แต่พอมันไม่เวิร์ค เธอถังแตก ก็ลยต้องย้ายกลับมาเมืองไทย เธอเล่าว่า “ฉันอายมากที่ทุกอย่างล้มครืน การต้องย้ายกลับมาอยู่กับพ่อแม่ทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว โรคของฉันตั้งต้นมาจากความกลัวที่ต้องอธิบายให้ญาติ ๆ ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงย้ายกลับมาทุกครั้งที่เจอกัน” ปีหนึ่งหลังจากนั้นโบว์ก็ได้งานใหม่ที่มั่นคง แต่จากประสบการณ์อันเลวร้ายที่ผ่านมา ความรู้สึกกลัวเวลาที่ต้องเจอคนใหม่ๆ มันไม่เคยหายไป เธอจะใจเต้นแรงหลังจากได้รับบัตรเชิญไปงานปาร์ตี้ แล้วก็อาเจียนทุกครั้งก่อนจะถึงงาน เมื่อเธอยอมรับว่าอาการที่เธอเป็นคือโรค เธอก็เลยตัดสินใจไปปรึกษาหมอ 

 

 

รักษายังไง?
 

โบว์เจอจุดเปลี่ยนที่เธอเล่าให้ฟังว่า “ฉันรู้ตัวก็ตอนที่ฉันทำให้เพื่อนผิดหวังที่เบี้ยว ไม่ยอมไปงานสังคมใหญ่ที่สำคัญมากสำหรับเธอ ฉันก็หาข้ออ้างที่ฟังดูดีที่สุดแล้วนะ แต่คืนนั้นเธอต้องการแรงใจจากฉันจริงๆ เธอผิดหวังในตัวฉันมากจนเราห่างเหินกันไป” ตอนหลังเพื่อนเธอก็ยกโทษให้นะ แต่โบว์ก็ยังไม่เคยปริปากบอกใครถึงโรคที่เธอเป็น แม้แต่กับเพื่อนสนิทหรือครอบครัว “ตอนที่ฉันหาหมอ ลึกๆ แล้วก็ยังมีส่วนนึงที่กลัวว่าจะถูกตัดสิน ฉันไม่เคยรวบรวมความกล้าให้ตัวเองคุยเรื่องนี้กับใครได้เลย” 

 

แต่สำหรับมิว การพูดคุยเรื่องนี้อย่างเปิดอกกับเพื่อนสนิทของเธอกลับช่วยได้มาก ถึงเธอกลัวว่าคนอื่นจะมองเธอไม่ดี แต่เธอก็ตัดสินใจพูด แล้วมันก็คุ้มค่าจริงๆ เธอบอกว่า “เพื่อนๆ ของฉันช็อคนะ แต่ก็ให้กำลังใจกันดีมาก ตอนนี้ฉันไม่รู้สึกว่าตัวเองต้องเผชิญหน้ากับมันเพียงคนเดียวอีกแล้ว เพื่อนๆ ช่วยดึงฉันออกมาจากความกลัวนั้นได้ ฉันรู้แล้วว่าสิ่งที่กลัวนั้น ฉันคิดไปเองทั้งนั้น มันไม่เกิดขึ้นจริง และถึงมันจะเกิดขึ้น ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น” แล้วก็ต้องไม่ลืมด้วยว่าอาจมีคนรอบๆ ตัวเราที่กำลังเผชิญกับโรคกลัวสังคมอยู่เหมือนกับเรา การคุยกับคนที่ไว้วางใจ สามารถช่วยลดความกังวลลงได้มาก 

 

มาดิแกนบอกว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะจัดการกับโรคกลัวสังคมคือการเผชิญหน้ากับปัญหานั้น เธอแนะว่า “การเข้าสังคมที่คุณกลัวนักหนาช่วยได้มากค่ะ คุณอาจค่อยๆ ก้าวไปทีละขั้นโดยปรึกษาหมอไปด้วย ถ้ามีกลุ่มบำบัดคนที่เป็นโรคกลัวสังคมด้วยก็จะยิ่งดีค่ะ มันเป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพมาก” 

 

 

ประหม่าปุ๊บ ต้องทำตามนี้เลย

 

 

หายใจลึก ๆ 

 

วางนิ้วนางและนิ้วโป้งไว้ตรงจมูกสองข้าง กดปิดจมูกข้างนึงแล้วหายใจเข้า นับ 1-8 แล้วหายใจออกจากรูจมูกอีกข้าง ทำสลับกัน 

 

 

คุยกับตัวเอง

 

บอกตัวเองในกระจกว่า “ฉันโอเค ฉันไม่เป็นไร” มันอาจดูแปลก ๆ แต่ช่วยให้เราควบคุมสถานการณ์ได้ ลองคิดว่าเมื่อต้องเข้าสังคมเรารู้สึกยังไง แล้วจัดการกับความรู้สึกนั้นดู

 

 

หาเพื่อนให้คำปรึกษา

 

หาเพื่อนซักคนที่ไว้ใจเพื่อคอยเตือนสติเวลารู้สึกประหม่า อาจให้เพื่อนช่วยเบนความสนใจของเราไปที่ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การโฟกัสกับอย่างอื่นจะช่วยกำจัดความรู้สึกท่วมท้นที่ประดังประเดเข้ามาเมื่อต้องออกงานสังคมได้ 

 

 

HOROSCOPE