มีหนี้บัตรเครดิต 1ล้านกว่า! ไม่มีรายได้ ไม่มีงานทำ ถูกโทรด่าแม่ เป็นคุณจะทำอย่างไร?

 

สาวๆ ส่วนใหญ่คงต้องมีบัตรเครดิตกันอย่างน้อยคนละใบสองใบ แต่ว่าคุณกำลังจะเป็นหนี้ท่วมหัวเพราะนิสัยชอบรูดปรื๊ดของคุณรึเปล่า? คลีโอขอเตือนสาวๆ ที่ชอบใช้เครดิตการ์ดด้วยเรื่องจริงไม่อิงนิยายของ “หมูสมิง” อ่านแล้วคุณจะรู้ว่าที่สุดของการเป็นหนี้จะทำให้ชีวิตย่ำแย่ขนาดไหน เธอคือคนหนึ่งที่เคยคิดว่า “เอาเงินจากบัตรเครดิตมาใช้ก่อน เดี๋ยวค่อยคืน” เธอเคยเป็นคนมีเครดิตดี บัตรเครดิตไหนๆ ก็อยากเสนอสินเชื่อ ดึงเธอมาเป็นลูกค้าคนพิเศษกันทั้งนั้น แต่เธอไม่เคยคิดเลยว่า สินเชื่อนั้นจะย้อนกลับมาฆ่าเธอเอง

 

“ฉันจะไม่ยอมเป็นหนี้แน่ๆ” เธอประกาศกร้าวไว้ตั้งแต่ตอนที่สมัครบัตรเครดิตใบแรก แต่ความรู้สึกตอนรูดปรื๊ดๆ มันช่างดี๊ดี จนอดใจไม่ไหว ต้องหยิบมาใช้อยู่บ่อยไป ก็มันสะดวกจะตายไม่ต้องใช้เงิน แต่พอเห็นใบแจ้งหนี้มาตอนสิ้นเดือนเท่านั้นแหละ โอ้โห! แทบล้มทั้งยืน นี่เราใช้เงินไปเยอะขนาดนี้เลยหรอ เดือนแรกก็แย่แล้ว เดือนต่อไปยิ่งแย่กว่า…

 

หมูสมิงเคยทำงานเป็นกราฟฟิคดีไซน์เนอร์ มีเงินเดือนประจำ แต่พอเริ่มทำงานไปสักพัก เธอก็อยากหาความมั่นคงในชีวิตให้ตัวเอง เลยลาออกมาเปิดกิจการของตัวเอง  ตัดสินใจเปิดร้านขายของในห้างสรรพสินค้า ค่าเช่าเดือนละ 40,000 บาท แต่เธอต้องค่าแป๊ะเจี๊ยะ ค่าเช่าล่วงหน้า ค่าประกัน ค่านู่นนี่จิปาถะ อีกรวมๆ แล้วกว่า 160,000 บาท นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของการเป็นหนี้! เพราะเธอเริ่มต้นธุรกิจด้วยเงินคนอื่น พอตัดสินใจลาออก เธอไปกู้เงินสินเชื่อ SME 200,000 บาท ที่แถมบัตรเครดิตวงเงิน 50,000 บาท มาให้ด้วยหนึ่งใบ มาลงทุนทำร้าน พอได้ทำเล มีหน้าร้านเรียบร้อย จะปล่อยให้ร้านโล่งๆ ลูกค้าที่ไหนจะอยากซื้อ เธอก็ต้องสั่งของมาเรียงให้เต็มชั้น ค่าของที่สั่งมาก็จะเป็นเอาเงินจากไหนล่ะ? ก็ต้องกดจากบัตรเครดิตที่แถมมาด้วยใบแรกสิจ้ะ กดเงินสดออกมาจนเต็มวงเงินก็ยังได้ของไม่โดนใจเธอ จะซื้อเพิ่มเงินก็หมดละ บัตรเครดิตใบที่สองเริ่มมา หนี้เพิ่มมาอีก 40,000 บาท

 

โชคดีที่ของขายดีมาก 3 วันก็หมดแล้ว หมูสมิงกำลังผยองในอีโก้ตัวเองสุดๆ สั่งของเพิ่มเข้าร้านอีกเต็มอัตรา เงินเป็นแสนที่ได้มา หายแว้บในพริบตา คิดแต่หาช่องทางเพิ่มรายได้ คิดถึงแต่กำไร จนเธอลืมไปเสียสนิทว่า รายจ่ายรายทางยังมีอีกมาก ทั้งค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจ้างลูกน้องอีกเดือนละกว่า 50,000 บาท เงินก็หมด บิลก็มา ทางออกที่เธอเห็นก็มีแต่บัตรเครดิต บัตรเครดิตใบที่ 3 เลยถามหา แต่เงินก็ยังหมุนไม่คล่อง ใบที่ 4 เลยตามมา เธอหมุนเงินจากบัตรนู้นไปจ่ายบัตรนี้ โปะไปโปะมา  แต่รายจ่ายก็เยอะเสียเหลือเกินสวนทางกับรายได้ที่เข้ามาแค่กกระปริดกระปรอย บัตรเครดิตก็วงเงินเต็ม ดอกเบี้ยก็แพงหูฉี่ หมูสมิงเริ่มหันไปพึ่งการกู้สินเชื่อบุคคล และเธอไปไกลหนักขนาดเลือกสินเชื่อเสาไฟฟ้า

 

“เป็นสินเชื่อผ่อนสินค้า หรือเรียกว่านิติกรรมอำพราง คือที่ไปผ่อนสินค้าแต่ไม่ได้เป็นเจ้าของ จะได้เป็นเงินแทน ก็อ้างอิงจากบัตรเครดิต เป็นโทรศัพท์มือถือทั้งนั้นเลย ถ้าเครื่องนึงเราผ่อน 12,000บาท เราจะได้เงินสดประมาณ 8,500-9,000บาท เขาก็เอาโทรศัพท์ไป เขาหักดอกจากเราไปแล้ว แต่ปรากฏว่าเราจะต้องไปเสียดอกเบี้ยในระบบ คือ จ่ายตามบิลไปอีก ทำได้มา 4 เจ้า ขอผ่านหมดทุกเจ้าด้วย ตอนนั้นยังไม่คิดว่าเราแย่แล้วนะ คิดแค่ว่าเราเอาเงินจากตรงนี้มา จะได้ปิดบัตร จะได้เอาไปจ่ายค่าเช่า” แต่ทุกอย่างไม่ได้ง่ายอย่างที่เธอคิด บัตรเครดิตก็ปิดไม่ได้ ค่าเช่าก็ไม่ได้จ่าย เริ่มยื้อเป็นเดือนแล้วเดือนอีก เธอใช้วิธีค้างไว้2เดือน พอบิลเดือนที่สามมาถึงจ่ายเดือนแรก แล้วค้างสองเดือนต่อไปอีก แต่..เธอยังไม่เข็ดค่ะ เธอยังกู้หนี้นอกระบบ จากโต๊ะเงินด่วน 1 เจ้า กลายเป็น  7 เจ้า จากหนึ่งหมื่นกลายเป็นแสนกว่าๆ แต่ทยอยมา มีเล่นแชร์ด้วยได้มาอีก 800,000 นี่ก็ตั้งใจว่าเอาไปปิดบัตร หาเงินมาจ่ายขั้นต่ำตลอด ไม่อยากเสียเครดิต เราคิดว่าจ่ายไปทุกเดือนเดี๋ยวมันก็ลด แต่จริงๆ แล้วมันแทบไม่ได้ตัดต้นเลย มันกลายเป็นดอกหมด จนสุดท้าย เธอก็ต้องยอมปล่อยมือจากกิจการของตัวเอง หลังจากที่พยายามประคองมาสี่ปีกว่า ทีนี้ล่ะ งานก็ไม่มี รายได้ไม่เข้า แต่มีหนี้เหลือไว้ 1,200,000 บาท!!! เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ปฏิบัติการทวงนี้จากแหล่งเงินกู้ก็เริ่มขึ้น เดือนแรกๆ ก็ทวงถามอย่างดี พี่คะพี่ขา พอเริ่มเดือนที่ 4 คำว่าพี่หายไป กระโชกโฮกฮาก จนเริ่มมีโทรข่มขู่ แต่ที่หนักสุดๆคือ โทรด่ากับแม่แถมยังมาประจานถึงหน้าบ้าน ชาวบ้านรู้กันทั่วว่าลูกสาวบ้านนี้มีหนี้ท่วมหัว

 

“ตอนนั้นรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเดนสังคมเป็นขยะอะไรสักอย่าง แม่ก็ด่า เพราะเขาเสียใจว่าทำไมลูกไปมีหนี้เยอะขนาดนี้ พ่อก็แทบไม่พูดด้วย แล้วยังโดนโทรมาด่าหยาบๆ บอกว่าจะเอาตำรวจมาจับ เราก็ไม่ไหวแล้ว มาเล้ย…กลับบ้านกะกินยาตาย โชคดีที่บ้านเหลือยาแค่ 5 เม็ด แต่มันทนอยู่ในโลกนี้ไม่ไหวแล้ว ก็กรอกเหล้าลงไปกะว่าให้ยาแรงขึ้น นอนหลับไปข้ามวัน” แต่พอตื่นขึ้นมา เธอกลับดีใจที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่และลุกขึ้นมาสู้ หมูสมิงหยุดจ่ายหนี้ทุกอย่าง รอรับหมายศาล ไปสู้คดีขั้นต่อไปเมื่อได้รับคำพิพากษา

 

ถ้าคุณคือคนหนึ่งที่กำลังอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ขอให้จำไว้ว่า การเป็นหนี้ไม่ได้ทำให้ชีวิตต้องสิ้นสุด เป็นหนี้เงินอย่าชดใช้ด้วยชีวิต เราต้องยอมรับความจริง ต่อสู้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ชีวิตเรามีทางออกเสมอ ตั้งสติให้มั่นแล้วปรับนิสัยการใช้เงินของตัวเองซะ เราเชื่อว่าคงไม่มีสาวๆ คนไหน อยากเป็นเหมือนคุณหมูสมิงหรอก เรียนรู้จากการใช้เงินผิดพลาดครั้งนี้ของเธอเพื่อจะได้ไม่ทำผิดซ้ำๆ

 

“การที่เอาเรื่องและหน้าตาตัวเองออกมามันก็เหมือนประจานตัวเอง แต่ถ้าเรื่องของเราจะไปฉุดใครที่กำลังคิดสั้น หรือทำให้บางคนลุกขึ้นสู้ได้ ก็ยินดีที่จะประจานตัวเอง วันนี้ไม่มีอะไรน่ากลัวแล้ว ตอนที่น่ากลัวที่สุดมันผ่านไปแล้ว”

 

 

HOROSCOPE