ถ้าไม่เชียร์ตัวเอง..แล้วใครจะมาเชียร์ - CLEO Thailand Online Magazine

ถ้าไม่เชียร์ตัวเอง..แล้วใครจะมาเชียร์

 

จะมัวแต่วิจารณ์ตัวเอง โฟกัสแต่เรื่องแย่ ๆ ให้ตัวเองดาวน์ลงทุกวันทำไม ยิ้มหวานเข้าไว้สิแล้วให้กำลังใจตัวเองเยอะ ๆ ไม่มีใครเชียร์อัพพลังเราได้ดีเท่าตัวเราเองหรอกน่า

 

สาว ๆ นี่ก็ไม่รู้เป็นยังไง ถนัดนัก เรื่องวิจารณ์ตัวเองเนี่ย ไม่รู้จะต้องเพอร์เฟคกันไปถึงไหน พลาดอะไรนิดอะไรหน่อย ไม่ว่าจะเรื่องงาน ความรัก หรือเพื่อน ก็ต้องเอาละ ซ้ำเติมตัวเองจนบางครั้งแทบไม่เหลือความมั่นใจในตัวเองเลย ยิ่งเวลาที่เราต้องการกำลังใจ เจ้าตัวร้ายที่แอบอยู่ลึก ๆ ในใจก็มักจะออกโรงมาตอกย้ำความล้มเหลวจนเรารู้สึกแย่ ๆๆ ลงไปอีก ปล่อยไว้ไม่เวิร์คแน่ คุณต้องขุดหาเชียร์ลีดเดอร์ที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวให้เจอ แล้วเปลี่ยนมุมมองซะใหม่ให้มองในแง่บวกบ้าง เชียร์ตัวเองให้ขาดใจไปเลย ใครจะเป็นแบ็คอัพให้คุณดีกว่าตัวคุณเองล่ะ จริงมั้ย? 

 

จิกกัดตัวเองตลอด

 

ทำไม้ทำไม เกิดอะไรขึ้นทีผู้หญิงเราจะต้องมองแต่ด้านลบเอาไว้ก่อน หนิงบอกว่าเธอนี่แหละ ติดลบตัวแม่ “หลายปีก่อนหนิงมีแฟนค่ะ เขารักเรามากและขอเราแต่งงาน เราซื้อบ้านด้วยกัน วางแผนอนาคตร่วมกันทุกอย่าง ช่วงนั้นควรจะแฮ้ปปี้สุด ๆ ใช่มั้ยคะ แต่เปล่าเลย เพราะเราทำงานเซลล์ที่ไม่ชอบ ถึงขั้นเกลียดงานเลยแหละ ความรู้สึกข้างในมันแย่มาก อยากร้องไห้ทุกวัน เรามัวแต่ซึมเศร้าเรื่องงานจนไม่ได้สนใจเรื่องดี ๆ อย่างอื่นที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเองเลย” 

 

สถานการณ์แบบนี้คุ้นมากมาย ลิซ่า วอล์ช นักจิตวิทยาบอกว่าเจอเคสแบบนี้ประจำ วอล์ชอธิบายว่า “การมองตัวเองแต่ในแง่ลบเป็นสิ่งแรกที่ทำให้คุณไปไม่ถึงไหน คนที่เป็นอย่างนี้จะวิจารณ์ตัวเองอย่างหนักถึงสิ่งที่เธอควรหรือไม่ควรทำ มันจะทำให้คุณหยุดอยู่กับที่เพราะยังไม่ทันไรก็สร้างกำแพงกั้นตัวเองไว้ซะแล้ว” 

 

รุ้ง บอกว่าความคิดแบบลบนี่แหละที่ทำให้เธอเรียนไม่จบ “ตอนอยู่มหาลัยฉันดร็อปไปเทอมนึงค่ะ เพราะว่าเรียนไม่ไหว แต่ก็รู้สึกผิดมาก ๆ เลยหันไปทุ่มเทกับงานที่ทำอยู่ตอนนั้นจะได้ไม่คิดถึงเรื่องเรียนอีก สุดท้ายก็เลยไม่ได้กลับไปลงเรียนต่อ มันเป็นเหมือนวังวนอยู่อย่างนี้น่ะค่ะ อีกอย่างที่รู้สึกแย่ตลอดคือรูปร่างของตัวเอง ที่ไม่น่าดูเอาซะเลย ฉันเลยใช้ความคิดนี้แหละ คอยผลักตัวเองให้ไปฟิตเนส สุดท้ายก็เข้าฟิตเนสจริง แต่จะไปเฉพาะเวลาที่รู้สึกแย่กับตัวเองเท่านั้นเองค่ะ” 

 

วอล์ช อธิบายเพิ่มเติมอีกว่าการคิดถึงตัวเองในแง่ลบมาจากเสียงวิจารณ์ที่อยู่ลึก ๆ ในตัวเราเองที่คอยจำกัดความสามารถของเรา ถ้าเราวิจารณ์ตัวเองหนักเข้า จะทำให้เราสูญเสียความมั่นใจและความเชื่อตัวเองไปหมด มันจะกัดกร่อนตัวเราทีละนิดและยังดูดพลังออกจากตัวอีกด้วย ทำให้เราไม่สามารถมีชีวิตอย่างที่เราต้องการได้ 

 

 

เชียร์อัพกันหน่อย

 

สำหรับหนิง สุดท้ายแล้วได้เพื่อนมาเตือนสติ ถึงจะคิดได้ เธอเล่าให้ฟังว่า “เราหาหนังสือประเภทให้กำลังใจตัวเองมาอ่านแล้วฝึกตัวเองให้คิดในแง่บวก เรานั่งนึกภาพตัวเองกำลังทำงานที่ชอบ มันทำให้เรารู้สึกว่าจริง ๆ แล้วงานนั้นมันก็ไม่ไกลเกินฝัน และเราทำได้” หลังจากพยายามหางานใหม่อยู่หลายเดือน หนิงก็ได้งานที่อยากทำเลยทำให้มีความมั่นใจเดินตามความฝันของตัวเองซะที 

 

ส่วนรุ้งเองดึงตัวเองให้กลับมาเรียนอีกครั้ง เธอบอกว่าตอนนี้รู้แล้วล่ะว่าการเปลี่ยนความคิดตัวเองให้ได้คือสิ่งที่สำคัญที่สุด “ฉันเริ่มเปลี่ยนมุมมอง แล้วลองนึกดูว่าถ้าฉันเรียนจบได้รับปริญญาจะมีความสุขแค่ไหน แทนที่จะต่อว่าตัวเองหนัก ๆ หรือไม่กล้าก้าวต่อไปเพราะกลัวล้ม ฉันกลับฮึดสู้แล้วลงเรียนใหม่ ส่วนเรื่องเข้าฟิตเนสก็ต้องเปลี่ยนความคิดเหมือนกันค่ะ ตอนหลังนี่ไม่ใช้ความรู้สึกแย่ ๆ มาเป็นแรงผลักให้ออกกำลังอีกแล้ว แต่คิดว่าเออ ออกกำลังแล้วรู้สึกดีนะ แข็งแรงขึ้นด้วย พอคิดได้อย่างนี้ก็มีความสุขกับชีวิตมากขึ้นค่ะ” 

 

วอล์ช บอกว่าการตระหนักถึงความเป็นตัวของตัวเองอย่างทั้งสองสาวนี่แหละที่เป็นหัวใจสำคัญ เมื่อเรามองเห็นว่าตัวเองคิดลบอยู่ตลอดเวลา เราจะรู้ทันความคิดตัวเองแล้วกลับมามีอำนาจอยู่เหนือความคิดแย่ ๆ พวกนั้น วอล์ชย้ำว่า “คุณบอกตัวเองว่ายังไง คุณก็จะเชื่ออย่างนั้นแหละค่ะ คุณจึงควรให้กำลังใจและชมมตัวเองบ่อย ๆ” 

 

 

เราคือเชียร์ลีดเดอร์ที่เริ่ดที่สุด

 

วิธีที่ดีที่สุดที่จะเชียร์ตัวเองคือต้องรู้ตัวตลอดเวลาว่าเรากำลังบอกอะไรตัวเองอยู่ วอล์ช แนะว่าให้คุณให้กำลังใจตัวเองอยู่เสมอและภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น หนิงบอกว่าเธอก็ใช้วิธีนี้แหละ “ฉันเรียนรู้ว่าทุกอย่างเป็นไปได้ ถ้าเราคิดบวกและมีศรัทธาในตัวเองค่ะ” 

 

รุ้งก็บอกเหมือนกันว่า “มีบ้างเหมือนกันนะคะที่กลัว ๆ และไม่เชื่อในตัวเอง แต่ว่าก็ไม่ได้ปล่อยให้ความคิดแย่ ๆ แบบนั้นมันมาควบคุมชีวิตเราแล้วอีกแล้ว” การคิดบวกก็ส่งผลดีจริง ๆ เพราะตอนนี้รุ้งได้ใบปริญญามานอนกอดสมใจแล้ว 

 

 

 

 

 

HOROSCOPE