ถึงจะยังไม่แพ้…แต่ก็ต้องดูแลตัวเอง เพื่อความแฮปปี้ระยะยาว

คืนก่อนนี้เราทำงานดึกตามเคยสินะ เพราะเจ้านายขอไว้ อีกคืนก็กลับดึกเพราะเพื่อนสาวอกหัก เลยต้องไปอยู่เป้นเพื่อน เข้าฟิตเนสบ้างประปรายเพราะแค่รู้สึกผิดที่ไม่มีเวลาออกกำลัง แล้วก็ขับรถไปส่งแฟนที่สนามบินเพราะมันเป็นหน้าที่ของแฟนที่ดี เอาล่ะ เราทำทั้งหมดนี้แล้วได้อะไรกับตัวเองบ้าง? มีแต่จะหงุดหงิด โทรม เหนื่อย พร้อมเหวี่ยงวีนทุกเวลาป่ะล่ะ?

 

เราใช้ชีวิตเพื่อ “คนอื่น” อยู่รึเปล่า?

เวียนด้า มาเรีย ผู้ให้คำปรึกษาชีวิตอธิบายว่า “เราสร้างความคาดหวังให้ตัวเองว่าต้องอยู่ตรงนั้นตลอด พร้อมทำงานเสมอ และพร้อมให้บริการคนอื่น เราเรียนรู้ตั้งแต่เล็กว่าหน้าที่ของเราคือการเอาใจคนอื่น และดูแลอารมณ์ของทุกคน เราต้องแน่ใจว่าคนอื่นมีความสุขก่อนตัวเราเอง พอนานเข้า การทำอย่างนี้จะทำให้เราหมดแรง”

ในขณะที่เรารู้สึกผิดที่เบี้ยวนัดเพื่อนสาว เพียงเพื่อที่จะได้ดูละครตอนจบที่บ้าน แต่บางครั้งนี่คือสิ่งที่เราควรทำอย่างยิ่ง มาเรียบอกว่า “การที่คุณเอาความต้องการของตัวเองมาก่อน มันไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว ก็เหมือนเวลานั่งเครื่องบินแล้วเกิดเหตุฉุกเฉิน คุณก็ต้องใส่หน้ากากออกซิเจนให้ตัวเองก่อน เมื่อคุณโอเคแล้ว ตอนนั้นแหละคุณถึงจะอยู่ในฐานะที่จะช่วยเหลือคนอื่นได้”

 

ทบทวนเป้าหมายอีกครั้งสิ

เราทุกคนล้วนอยากทำทุกอย่างให้เต็มประสิทธิภาพ แต่เมื่อตั้งเป้าหมายอะไรไว้แล้วทำให้มันเกิดขึ้นจริงไม่ได้ ความรู้สึกแรกเลยคือเฟลอย่างแรก แต่ทนที่เราจะโฟกัสกับลิสท์ยาวเหยียดของเป้าหมายแต่ละอย่าง เราควรจะหันมาให้ความสำคัญกับความตั้งใจมากกว่า มาเรียแนะนำว่า “ให้คุณเขียนความตั้งใจโดยมีพื้นฐานจากตัวตนของคุณและสิ่งที่คุณให้คุณค่า ความตั้งใจต่างจากเป้าหมายตรงที่มันไม่ตายตัว แต่อะลุ่มอล่วยและเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อโตขึ้นความตั้งใจก็จะโตตามไปด้วย แทนที่จะเขียนว่า “ฉันจะวิ่งมาราธอน” ก็ให้เขียนว่า “ความตั้งใจของฉันคือวิ่งให้ได้ 10 กิโลภายในสิ้นเดือน” ถ้าคุณวิ่งมาราธอนไม่จบ อย่างน้อยคุณก็เทรนหนัก และจะไม่รู้สึกล้มเหลว”

 

ความหงุดหงิดคือสัญญาณเตือนภัยที่ชัดสุด

มาเรียอธิบายว่า “ความหงุดหงิด โกรธแค้นเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าคุณกำลังทำในสิ่งที่ไม่ใช่สำหรับคุณ ซึ่งมันก็หมายความว่าสิ่งนั้นก็ไม่ถูกต้องนักสำหรับคนที่คุณทำมันให้ด้วย การที่คุณฝืนใจทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ มันไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอกค่ะ ถ้าคุณรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา ก็ให้คิดซะว่ามันคือสัญญาณเตือนว่าคุณควรจะหยุดทำสิ่งนั้นได้แล้ว เขียนเป็นลิสท์มาเลยค่ะว่ามีอะไรบ้างที่คุณต้องเลิกทำ ขืนปล่อยให้ตัวเองอึดอัดหงุดหงิดใจอย่างนี้ไปนานๆ สักวันคุณจะระเบิดแน่”

 

เลิกดราม่าได้แล้ว

เราส่วนใหญ่มีแนวโน้มว่าจะทำทุกอย่างให้เป็นดราม่า เพราะเราแคร์ความรู้สึกของคนอื่นจนเกินเหตุ แต่เรื่องที่ทำให้เราเครียดจะเป็นจะตายเนี่ยมักจะเป็นเพียงเรื่องหยุมหยิมเท่านั้น เราต้องเปลี่ยนมุมมองซะใหม่เพื่อจะได้ดูแลตัวเองให้ดีขึ้น

“ถ้าเพื่อนของคุณโทรมาโอดครวญว่ามาหาหน่อย เหงาจังเลย แต่คุณกำลังจะเข้านอนเลยปฏิเสธไป แล้วรู้สึกแพนิคทีหลังว่าเราเป็นเพื่อนที่แย่จัง คุณต้องหยุดตรงนั้นเลยค่ะ แล้วเขียนลิสท์แบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งซ้าย เขียนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ คือเพื่อนเรียกให้คุณไปหา คุณเหนื่อยเลยไม่ไป นั่นคือเรื่องที่เกิดขึ้น ส่วนฝั่งขวา เขียนถึงสิ่งที่คุณกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น เช่น คุณเป็นเพื่อนที่แย่ คุณไม่มีน้ำใจ แล้วขีดฆ่าข้อความนั้นออก แล้วเขียนถึงความหมายของการกระทำของคุณ เช่น “ฉันปฏิเสธเธอไปเพราะฉันแคร์เกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง” ถึงคุณจะไม่สามารถควบคุมทุกสถานการณ์หรือทุกอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ แต่อย่างน้อยคุณก็เลือกได้ว่ารู้สึกยังไง”

ห่างๆ จากเทคโนโลยีบ้างเถอะ

ถ้าคุณยังยืนยันจะเล่นไอจีจนหลับคามือถือก็ไม่ว่ากันนะ เพราะว่ายังมีวิธีอื่นๆ อีกมากที่ช่วยกันไม่ให้โทรศัพท์เครื่องนั้นดูดพลังคุณมากไปกว่านี้

  1. เลิกพกโทรศัพท์ช่วงสั้นๆ ของวัน ถึงมันจะเป็นช่วงแค่ระหว่างเดินไปซื้อกาแฟเย็นก็ตาม แต่ห้านาทีที่ปราศจากการรบกวนจากเทคโนโลยีจะช่วยให้คุณสบายใจขึ้น การสังเกตดูว่าคุณกำลังคิดเรื่องอะไรในระหว่างที่คุณไม่มีมือถือนั้น จะทำให้คุณรู้ว่าสิ่งที่คุณตื่นเต้นเฝ้ารอหรือเป็นกังวลอยู่คืออะไร
  2. เริ่มต้นวันใหม่ให้ช้าลง ถ้าคุณตื่นนอนปุ๊บก็รีบคว้ามือถือมาเช็คทันที คุณกำลังทำร้ายตัวเองแล้วล่ะ ให้เริ่มต้นวันแต่ละวันอย่างช้าๆ และจิตแจ่มใส การเช็คอีเมงานหลังจากตื่นนอนทันทีจะทำให้สมองของคุณถูกกระตุ้นให้ตื่นตัว อย่างน้อยก็คอยจนกว่าจะได้จิบกาแฟร้อนๆ สักแก้วหนึ่งก่อนก็ยังดี
  3. อัลฟอลโลว์เพื่อน มีใครมั๊ยที่เวลาคุณเห็นรูปในอินสตาแกรมหรือสเตตัสของนางแล้วรู้สึกหงุดหงิด สงสารตัวเอง หรืออิจฉาขึ้นมาทันที ถ้าเธอคนนั้นเป็นคนที่คุณไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว (เซเลบ ดาราไรงี้) แล้วทำไมคุณต้องหงุดหงิดกับนางให้เปลืองอารมณ์ด้วยล่ะ อัลฟอลโลว์เลย ณ บัดนาว
  4. ลบคอนแทคทิ้ง เวลานั่งอยู่บนรถไฟฟ้าว่างๆ ก็หยิบเอามือถือขึ้นมาเปิดดูเบอร์ที่เม็มไว้ เบอร์ใครที่เคยเมมไว้แต่ไม่ได้ติดต่อกันแล้วก็เคลียร์ออกซะ จะได้ไม่รกโทรศัพท์แล้วก็ไม่รกสมอง
  5. เคลียร์ไฟล์ในคอมพิวเตอร์ เคลียร์มือถือแล้วก็ควรจะเคลียร์คอมพิวเตอร์ซะด้วยเลย โดยเฉพาะ desktop ที่รกรุงรังไปด้วยรูปและไฟล์ที่ไม่ได้ใช้งานอีกแล้ว เพราะคงไม่มีใครมีสมาธิอยู่กับงานที่ทำได้หรอก ถ้ายังมีไฟล์เลอะๆ เทอะๆ แปะอยู่ตรงนั้นตรงนี้มั่วไปหมดทั้งจอ

 

“มีทฤษฎีบอกว่าสิ่งที่เราทำเพื่อเป็นการผ่อนคลายเมื่อตอนอายุ 11 จะเป็นสิ่งเดียวกันกับสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข ณ ตอนนี้ ลองทำกิจกรรมนั้นอีกครั้งในเวอร์ชั่นของผู้ใหญ่ สิ่งนั้นอาจกลายมาเป็นธุรกิจเล็กๆ ของเราเลยก็ได้ ใครจะรู้”

HOROSCOPE