เป็นมะเร็งชีวิตก็ยังมีความหวัง กับการรักษาแบบใหม่ด้วย Targeted Therapy!!! - CLEO Thailand Online Magazine

เป็นมะเร็งชีวิตก็ยังมีความหวัง กับการรักษาแบบใหม่ด้วย Targeted Therapy!!!

เราอาจจะรู้แค่ว่าเวลาเป็นมะเร็ง หนึ่งในการรักษาที่แทบทุกคนต้องเจอก็คือ “การทำคีโม” หรือเคมีบำบัด แต่จริงๆ แล้วยังมีอีกหนึ่งวิธีคือการให้ยาด้วยวิธีใหม่ที่เรียกว่า Targeted Therapy และนี่คือคำตอบที่ทำให้เราหายคาใจว่าการรักษาด้วยวิธีนี้คืออะไร

 

Targeted Therapy คืออะไร? 

จะบอกว่าเราตื่นเต้นเลยตอนที่รู้ว่ามีแนวทางการรักษาแบบใหม่ที่นอกเหนือจากคีโม ที่ช่วยชีวิตผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งได้ ที่เรียกว่า Targeted Therapy ซึ่งเราได้ข้อมูลมาจากโรงพยาบาลสมิติเวชว่า จริงๆ แล้วอาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่มากๆ สำหรับคุณหมอที่ดูแลผู้ป่วยด้านมะเร็ง เพราะมีการรักษามาในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งเริ่มการรักษาด้วยยา Targeted Therapy เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว แต่ปีนี้เริ่มมีคนไข้มารักษาด้วยวิธีนี้มากขึ้น มันเป็นแนวทางการรักษามะเร็งที่เปลี่ยนไป

 

ทำไมคนถึงเพิ่งเริ่มมารักษาด้วยวิธีนี้กัน 

เกิดจากว่าเมื่อก่อนคนไข้อาจจะยังรู้สึกกลัว ยังไม่มั่นใจ ไม่รู้ว่าการรักษาแบบนี้เป็นยังไง จะเกิดเอฟเฟคท์อะไรกับเขามั้ยหลังการรักษา แล้วตัวหมอเองก็อาจจะยังไม่ได้ใช้การรักษาเยอะมาก ประสบการณ์ก็ยังไม่มาก แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาแนวโน้มของคนไข้ในการรักษาด้วยวิธีนี้ก็ดีขึ้น เลยทำให้คนกล้าที่จะใช้วิธีนี้ในการรักษามะเร็งมากขึ้น ซึ่ง Targeted Therapy คือการใช้ยารักษามะเร็งแบบจำเพาะเฉพาะจุดนั่นเอง ซึ่งมีทั้งการกินและฉีดยาเข้าสู่ร่างกาย และอีกอย่างที่เป็นอุปสรรคของการรักษาด้วยวิธีนี้คือ เป็นยาใหม่และราคาค่อนข้างแพง โดยเฉพาะเมื่อ 5 ปีที่แล้ว แต่เดี๋ยวนี้ยาทาร์เก็ตราคาถูกลงแล้ว และถ้าเทียบกับผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น การใช้ยาทาร์เก็ตอาจจะคุ้มกว่า คือคนไข้ไม่ต้องมานอนให้ยาสามารถกลับบ้านได้เลย เพราะทาร์เก็ตจะมีทั้งแบบกินและฉีด การกินยาก็เหมือนยาเบาเหวาน คือกินเช้า-เย็น กินง่ายๆ เดี๋ยวนี้ความกลัวในการรักษามะเร็งก็น้อยลง จากเดินที่เป็นมะเร็งแล้วกลัว ถ้าไม่อยากทำเคมีบำบัดก็อาจจะมาลองดูว่าตัวเองเหมาะกับยาทาร์เก็ตมั้ย อย่างน้อยก็ปรึกษาก่อนดีกว่าเสียโอกาส เพราะคนไข้ส่วนหนึ่งที่กินยาทาร์เก็ตแล้วชีวิตแฮปปี้ขึ้น ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นมะเร็งอยู่”

 

ใช้ได้กับมะเร็งระยะไหน

ความดีงามของการรักษาด้วย Targeted Therapy คือเดี๋ยวนี้เริ่มเอามาใช้กับการรักษามะเร็งในระยะต้นมากขึ้น เมื่อก่อนจะใช้รักษาในระยะแพร่กระจายเป็นบทบาทหลักๆ ซึ่งปัจจุบันก็ยังเป็นระยะแพร่กระจายอยู่ แต่ก้เหมือนเป็นช้อยส์หนึ่งให้คนไข้ สำหรับบางคนที่ไม่ต้องการเคมีบำบัดก็สามารถเลือกที่จะใช้วิธีนี้ได้

 

รักษาได้ทุกโรคมะเร็งหรือเปล่า 

ตอนนี้ใช้ได้หลายจุดมากขึ้น อย่างช่วงแรกๆ จะใช้กับมะเร็งเม็ดเลือดขาว แต่ปัจจุบันนี้ใช้รักษาได้ทั้งมะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ และโดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ที่เดี๋ยวนี้เริ่มมีคนไข้ที่เป็นมะเร็งในช่องท้องมากขึ้น

 

ความแตกต่างของ คีโม VS. Targeted Therapy

ที่เราเห็นกันบ่อยๆ ก็คือ คนที่ต้องให้เคมีบำบัดหรือคีโมต่อเนื่องส่วนใหญ่จะมีผลข้างเคียงเยอะ ผมร่วง ร่างกายเบิร์น เพราะเซลล์เราเวลาได้รับยาเคมี ก็จะมีความทนต่อยาได้ในระดับหนึ่ง ถ้าเราให้เยอะจนเกินไปคนไข้ก็จะได้รับผลข้างเคียงไปเรื่อยๆ แล้วประโยชน์ของยาก็จะลดลงด้วย เพราะฉะนั้นเวลาให้คีโมคุณหมอจะให้เป็นคอร์สว่าให้ได้ประมาณเท่าไหร่ ถ้าร่างกายตอบสนองกับการรักษาดีเราก็ให้ไปเรื่อยๆ เพราะต้องดูเรื่องเอฟเฟคท์ ซึ่งถ้าได้รับผลข้างเคียงและร่างกายทนไม่ได้ก็ต้องหยุดการรักษา และตัวยาเคมีบำบัดก็จะมีผลอย่างเช่น ผลต่อหัวใจที่จำกัดว่าให้ได้เพียงเท่านี้ถือว่าสิ้นสุดของขนาดยาแล้ว ทั้งที่ถ้าให้ต่อๆ ไปจะมีประโยชน์ แต่ให้ไม่ได้เพราะมีเอฟเฟคท์ที่ทำอันตรายในจุดอื่น คือเมื่อไหร่ที่เกิดอันตรายก็ต้องหยุดการให้คีโม

ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับ Targeted Therapy ก็มีความแตกต่างอยู่ซึ่งที่เห็นชัดคือหลังให้ยาไปแล้วเอฟเฟคท์จะไม่ได้เยอะมากถ้าเทียบกับการทำคีโม Targeted Therapy จะมีเอฟเฟคท์น้อยกว่าเยอะแล้วโอกาสที่คนไข้จะกลับมาหายเป็นปกติได้ถ้าเราหยุดยาก็มีมากกว่าคือไม่จำเป็นต้องกินตลอดไปถ้ามีเอฟเฟคท์พอหยุดยาคนไข้ก็จะรู้สึกดีขึ้นและเอฟเฟคท์ไม่เยอะและตัวยาของทาร์เก็ตก็มีการพัฒนามากขึ้นอาจเป็นเพราะมีการศึกษามะเร็งมากขึ้นรู้จักมะเร็งมากขึ้นมีเป้าหมายในการรักษามากขึ้นและสามารถรักษาได้หลายจุดของมะเร็งมากขึ้น

 

มะเร็งช่องท้อง..ช่วยได้เยอะมาก 

เดี๋ยวนี้ต้องบอกว่ามะเร็งช่องท้อง เป็นอีกหนึ่งโรคมะเร็งที่คนไข้เป็นคนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้ยาทาร์เก็ตก็มีบทบาทในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งช่องท้องค่อนข้างเยอะมากเหมือนกัน คือมีบทบาทตั้งแต่ไม่รู้ว่าจะให้ยาอะไร ก็สามารถให้ยาทาร์เก็ตได้ตั้งแต่แรกเริ่ม และสามารถให้ทาร์เก็ตควบคู่ไปกับการทำเคมีบำบัด หรือบางคนเป็นในระยะแพร่กระจาย แต่เดิมจะรักษาด้วยเคมีบำบัดอย่างเดียว ระยะของการอยู่บนโลกของคนไข้ก็จะอยู่ได้ไม่นาน ไม่กี่เดือน แต่พอมียาทาร์เก็ตก็สามารถร่วมกับเคมีบำบัดแล้วทำให้ระยะการมีชีวิตอยู่ของคนไข้นานมากขึ้น มากที่สุดคือ 3 ปี จากเดินที่อาจมีชีวิตอยู่ได้แค่ 6 เดือน 12 เดือนเท่านั้น ยิ่งคนไข้ที่เป็นมะเร็งแล้วมีการกระจายไปที่ตับ เมื่อก่อนเราจะบอกว่านี่คือคนไข้ระยะที่ 4 และรักษาไม่หาย แต่ปัจจุบันยาทาร์เก็ตสามารถเพิ่มโอกาสคนไข้ให้ได้รับการผ่าตัดมากขึ้นอีก 50% ซึ่งเมื่อคนไข้ได้รับการผ่าตัดทั้งที่ลำไส้และตับ โอกาสที่เขาจะหายขาดจากโรคมะเร็งลำไส้ก็มีมากขึ้น แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอของคนไข้ด้วย ทั้งเรื่องอาหารการกิน ไม่เครียด คือการให้ยาไม่ว่าจะเป็นคีโมหรือทาร์เก็ตก็ตาม มันก็ทำให้ตัวมะเร็งยุบลงหรือเล็กลงระดับหนึ่ง ที่เหลือก็ต้องอาศัยร่างกายตัวเองด้วยเหมือนกัน ถ้าดูแลดีคนไข้ก็จะค่อยๆ แข็งแรงจนหาย หรือมีโอกาสมีการรักษาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาการปลอดโรคก็เยอะขึ้นด้วย รู้แบบนี้เราก็ค่อยใช้ชื้นขึ้นนิดหน่อย อย่างน้อยก็มีกำลังใจว่าเราจะมีวิธีอื่นในการรักษามะเร็งมากขึ้น

HOROSCOPE