CHECK YOUSELF 7 จุดนี้ในร่างกาย บอกได้ว่าเรายังสุขภาพดีหรือเปล่า?

ไม่ต้องรอผลตรวจสุขภาพประจำปีแล้วค่อยกลับมาดูแลตัวเองให้ดี แค่ใส่ใจตัวเองทุกวัน ด้วยการสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้น จะได้รู้ตัวก่อนว่ามีอะไรที่เราต้องระวังบ้าง งั้นมาเช็คกันด่วนเลย โดยเฉพาะ 7 จุดนี้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า!!!

 

สภาพผิว

WHEN: ถ้าเห็นตุ่มนูนๆ รอยจุด หรือมีผดขึ้นเป็นปื้น

WHO: คุณหมอแผนกผิวหนัง

WHAT: สิ่งแรกที่คุณหมอจะถามก็คือ คุณมีตุ่มหรือรอยจุดแปลกๆ ใหม่ๆ อะไรบ้าง เป็นมานานแค่ไหนแล้ว หลังจากนั้นคุณหมอก็จะเช็คผิว สแกนหาความเปลี่ยนแปลงและรอยตุ่มหรือจุดที่น่าเป็นห่วง

WHY: ถ้าเป็นแค่ตุ่มหรือผดเล็กน้อยก็คงไม่เท่าไหร่ แต่ที่อันตรายโดยที่หลายคนไม่คาดคิดก็คือ แสงแดดที่เราได้รับแต่ละวัน ก็อาจก่อให้เกิดเชื้อมะเร็งที่ผิวหนังได้นะถ้าเราโดนแสงแดดมากเกินไป เราเลยต้องหมั่นสังเกตความผิดปกติของตัวเองบ่อยๆ เพราะถ้าตรวจเจอได้ก่อนก็จะช่วยให้เราหาทางรักษาได้เร็วมากขึ้น แต่ที่ง่ายที่สุดในการป้องกันโรคมะเร็งผิวหนังก็คือ แค่ทาครีมกันแดดเป็นประจำ ทั้งง่ายและไม่ยุ่งยาก

 

ฟัน

WHEN: ควรเช็คทุกๆ 6 ถึง 12 เดือน

WHO: ทันตแพทย์

WHAT: เป็นการตรวจสุขภาพฟันปกติ คือดูทั้งช่องปาก เช็คฟัน เช็คเหงือก บางคนถ้าเป็นหนักอาจจะต้องเช็คไปถึงราก ส่วนใหญ่คุณหมอจะมองด้วยตาเปล่าก่อน อาจจะส่งให้เอ็กซเรย์เพิ่มเติมเพื่อหาสิ่งผิดปกติ ไม่อย่างนั้นก็อาจจะแค่ขูดหินปูนหรืออุดฟันที่ผุหรือคอฟันที่สึก มาตรวจก่อนเป็นอะไรก็จะได้ไม่ลุกลามใหญ่โต

WHY: เชื้อมั้ยว่าสุขภาพในช่องปากส่งผลกับสุขภาพร่างกายเราได้ง่ายๆ บางคนสุขภาพปากไม่ดี อาจทำให้เกิดโรคร้ายแรงอย่างโรคหัวใจด้วยก็เป็นได้!! และวิธีที่เวิร์คและง่ายที่สุดก็คือ แค่นัดพบคุณหมอตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำ เพราะโรคฟันเกิดขึ้นได้ทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้นเรื่อยๆ สุขภาพฟันก็ยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

 

ปากมดลูก (แปปสเมียร์)

WHEN: ผู้หญิงเราควรตรวจหาเชื้อมะเร็งปากมดลูกทุกๆ 1-2 ปี ในกรณีที่สุขภาพปกติดี แต่ถ้าเกิดมีอาการเลือดออกทางช่องคลอดแบบผิดปกติ (โดยเฉพาะระหว่างหรือหลังมีเพศสัมพันธ์) ก็ควรจะพบแพทย์อย่างด่วนที่สุดเท่าที่จะทำได้

WHO: คุณหมอแผนกสูติ-นรีเวช

WHAT: คุณหมอจะตรวจปากมดลูก ด้วยการสอดเครื่องมือเข้าไปในช่องคลอด หลังจากนั้นก็จะเก็บตัวอย่างเซลล์ที่ปากมดลูกเอาไปตรวจที่ห้องแล็ปต่อไป

WHY: การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำ จะช่วยตรวจจับเซลล์แปลกๆ ที่ติดอยู่บริเวญปากมดลูกซึ่งเกิดจากเชื้อ HPV หรือเชื้อไวรัสที่ทำให้ติดต่อกันได้ผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ เตือนเอาไว้เลย ถ้าสาวๆ ไม่ไปตรวจเช็คและไม่ดูแลรักษาให้ดี เซลล์เหล่านี้ก็อาจจะเป็นกลายเป็นมะเร็งปากมดลูกในอนาคตได้ทุกเมื่อ

 

เต้านม

WHEN: ควรตรวจคลำด้วยตัวเองหนึ่งครั้งต่อเดือนและต้องตรวจในวันเดียวกันของทุกเดือน

WHO: เช็คด้วยตัวเองและพบคุณหมอแผนกสูติ-นรีเวช

WHAT: เช็คดูว่ามีสิ่งแปลกปลอมมั้ย เช่น หน้าอกรู้สึกเจ็บหรือมีก้อนแปลกๆ เกิดขึ้นหรือเปล่า ถ้าเรารู้สึกไม่ปกติให้รีบไปพบแพทย์จะดีที่สุด

WHY: เราสามารถป้องกันมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการตรวจคลำที่เต้านมเป็นประจำอย่างน้อยเดือนละครั้ง ค่อยๆ คลำดูว่ามีก้อนเนื้อผิดปกติหรือเปล่า ลองจับดูว่าก้อนเนื้อนั้นขับได้หรือไม่ และสังเกตหัวนมเราว่ามีรูปร่างเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมั้ย เพราะนั่นคือสัญญาณเตื่อนแรกๆ ของการเป็นโรคมะเร็งเต้มนม

 

ปัสสาวะ

WHEN: ถ้าคุณมีอาการของการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (UTI) เช่น รู้สึกแสบร้อนเวลาปัสสาวะหรือรู้สึกช่วงนั้นปัสสาวะบ่อยผิดปกติ

WHO: คุณหมอแผนกสูติ-นรีเวช

WHAT: สาวๆ จะต้องผ่านขั้นตอนการเก็บตัวอย่าง โดยต้องปัสสาวะลงในภาชนะ ก่อนจะถูกส่งต่อไปที่แล็ปเพื่อทำการตรวจ ให้ละเอียดต่อไป ถ้าไม่แน่ใจโทรเช็คก่อนก็ได้ว่าก่อนไปพบหมอต้องงดอาหารและน้ำดื่มก่อนไปตรวจหรือเปล่า

WHY: นอกจากรักษาอาการแสบร้อนเวลาปัสสาวะแล้ว การตรวจยังสามารถป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะที่สามารถพัฒนากลายเป็นการติดเชื้อในไตซึ่งอาจจะทำให้คุณตกอยู่ในภาวะติดเชื้อแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตได้ด้วย!

 

อวัยวะเพศ

WHEN: ตรวจเช็คทุกปีสำหรับคนที่มีอายุ 17 ปีขึ้นไปและมีเพศสัมพันธ์อยู่

WHO: คุณหมอแผนกสูติ-นรีเวช

WHAT: เก็บตัวอย่างจากอวัยวะเพศหรือจากปัสสาวะที่ไหลออกมาในช่วงต้น จะสามารถเช็คหาเชื้อของโรคหนองในเทียม (Chlamydia) หรือ โรคหนองในแท้ (Gonorrhea) บางกรณีอาจจะต้องมีการตรวจเลือดเพื่อเช็คหาเชื้อ HIV โรคซิลิลิส (Syphilis) และ โรคไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B) เพิ่มเติมอีกด้วย

WHY: ถ้าเป็นโรคหนองในเทียมแล้วไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธี อาจทำให้มีโอกาสเป็นหมัน 2-8 เปอร์เซนต์ ทั้งที่จริงๆ สามารถป้องกันและหลีกเลี่ยงโรคนี้ได้ด้วยการตควจเช็คสุขภาพประจำดี สวมทุกยางทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ แต่ถ้าคุณถึงขั้นจริงจังกับแฟนหนุ่มแล้วล่ะก็ เราแนะนำให้ลองไปตรวจด้วยกันซะเลย

 

ดวงตา

WHEN: จริงๆ แล้วควรตรวจวัดสายตาทุกๆ 6-12 เดือน

WHO: จักษุแพทย์

WHAT: การวัดสายตาสามารถทำได้ที่โรงพยาบาล คลีนิก หรือ ร้านแว่นตา เริ่มจากอ่านตัวอักษรจากแผ่นชาร์ทวัดการอ่านที่ห่างออกไป 6 เมตร จะมีทั้งตัวอักษร ตัวเลข และรูปภาพให้อ่าน ตอนแรกก็จะอ่านด้วยตาทั้งสองข้าง จากนั้นคุณหมอก็จะให้ปิดตาทีละข้าง การอ่านต้องอ่านออกเสียงให้หมอฟัง อาจมีการให้อ่านซ้ำอีกครั้งโดยใส่แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ นอกจากนี้สำหรับคนที่อายุมากกว่า 40 ปี ก็จะมีการวัดสายตาแบบระยะใกล้ คุณหมอจะให้อ่านตัวอักษรจากแผ่นการ์ดวัดสายตาที่ถือห่างจากหน้า 14 นิ้ว โดยอ่านด้วยตาทั้ง 2 ข้าง

WHY: สมัยนี้คนเราเล่นคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์กันแทบจะตลอดเวลา ทำให้สายตาเปลี่ยนง่ายกว่าเมื่อก่อนมาก การตรวจสายตาเป็นประจำเลยเป็นสิ่งที่ควรทำ และบางครั้งอาการปวดหัวเรื้อรังก็อาจจะมาจากสาเหตุหนึ่งก็คือสายตาที่เปลี่ยนแปลงไปก็ได้ นอกจากนี้การวัดสายตายังช่วยตวจสอบโรคอื่นๆ เช่น ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา ได้ด้วย

HOROSCOPE