ผู้หญิงทุกคนรู้ไว้มะเร็งปากมดลูกป้องกันได้…แค่รู้จักตรวจ HPV DNA!!

by Rhapsoly

รู้มั้ยว่า ผู้หญิงไทยเป็นมะเร็งปากมดลูกอันดับสองรองจากมะเร็งเต้านม แต่เป็นมะเร็งชนิดเดียวที่ถ้ารู้ก่อน จะป้องกันและรักษาให้หายได้ ด้วยการใส่ใจตัวเอง ตรวจภายในเป็นประจำ และล่าสุดยังล้ำด้วยการตรวจคัดกรองมะเร็งลงลึกแบบ HPV DNA ที่ตรวจแล้วหายนอยด์ไปได้อีก 3 ปี

 

ถ้าร่างกายแข็งแรง HPV ก็ทำอะไรเราไม่ได้

นพ.ภานนท์ เกษมศานติ์ สูตินรีแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท แนะนำมาว่า นี่คือ 5 ปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้เราห่างจากเชื้อ HPV ต้นเหตุของมะเร็งปากมดลูกได้

  1. อาหารการกิน

คุณหมอแนะนำว่าคนที่ร่างกายแข็งแรง ก็ต้องกินอาหารให้ครบมื้อครบหมู่ ร่างกายก็จะได้รับสารอาหารที่เพียงพอและถูกต้อง พอร่างกายแข็งแรงภูมิเราก็จะแข็งแรง

  1. ออกกำลังกาย

เป็นอีกหนึ่งภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย แต่ต้องเน้นที่ความสม่ำเสมอ ด้วยการออกกำลังกายครั้งละ 30 นาที และต้องเป็นแบบ Active Exercise ที่เป็นการเบิร์นทั้งหลาย อย่างน้อยสัปดาห์ละ  2-3 ครั้ง จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และจะรีเฟล็กไปที่ภูมิเฉพาะที่ปากมดลูกเราด้วย เหมือนคนออกกำลังกายก็จะไม่ค่อยเป็นหวัดง่ายๆ

 

 

  1. การพักผ่อน

ต้องนอนแบบหลับลึกจะดีที่สุด ไม่ใช่นอนหลับตื่นมาปวดหัว หรือนอนไม่เต็มอิ่ม แบบนี้เรียกว่าเป็นการนอนที่ไม่มีคุณภาพ

  1. สำคัญสุดคือ “ต้องไม่เครียด”

คุณหมอบอกเลยว่าความเครียดจะไปกดภูมิคุ้มกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเครียด ร่างกายก็จะป่วยง่าย และจะรวนไปทั้งระบบ (ให้ระวังความเครียดที่เราไม่รู้ตัว อย่างคนที่เป็นโรคกระเพาะ ปวดแสบปวดท้อง แสดงว่ารางกายมีความเครียดขึ้นแล้วแต่ไม่รู้ คุณหมอบอกว่าถ้ากินไม่ดีก็จะยิ่งมีโอกาสเป็นมากขึ้น หรือคนที่ท้องผูก นั่นก็เป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายอาจกำลังสะสมความเครียดเหมือนกัน)

  1. ควันบุหรี่

ทั้งสูบเองหรือสูดกลิ่นควันบุหรี่ของคนอื่นก็ไม่ดีทั้งนั้น เพราะทำให้เซลล์และ DNA ของร่างกายอ่อนแอ ทำให้เชื้อ HPV แข็งแรงขึ้น ส่วนใหญ่ผู้หญิงที่สูบบุหรี่หรือสูดควันบุหรี่เป็นประจำจะมีภูมิคุ้มกันลดลง โดยเฉพาะภูมิคุ้มกันเฉพาะที่บริเวณมูกเคลือบปากมดลูก ทำให้มีโอกาสพัฒนาโรคได้เร็ว และยังมีสถิติการเกิดมะเร็งปากมดลูกของผู้หญิงที่สูบบุหรี่มากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 2 เท่า

 

ผู้หญิงทุกคนเสี่ยงติดเชื้อ HPV!!!

แต่ละปีจะมีผู้หญิงไทยเป็นมะเร็งปากมดลูกประมาณ 6,000-7,000 คน เหมือนจะน้อย แต่คุณหมอบอกเลยว่า ความจริงก็คือ ผู้หญิงทุกคนมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูก ตั้งแต่เรามีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกแล้ว และเกือบ 100% ของมะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อ HPV เพราะเป็นเชื้อที่ติดง่าย นอกจากเพศสัมพันธ์แล้ว ยังสามารถติดต่อทางการสัมผัสได้ด้วย (แต่จะเป็นลักษณะเหมือนพาหะที่นำพาเชื้อไปสู่ช่องคลอดเราได้)  แต่พอติดเชื้อแล้วกลับไม่มีอาการอะไรสักอย่าง ไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่มีบาดแผลอะไรเกิดขึ้น ทำให้กว่าจะรู้ตัวก็ใช้เวลาหลายปีไปแล้ว

 

HPV = สาเหตุเดียวของมะเร็งปากมดลูก

คุณหมอบอกว่า โดยเฉพาะมะเร็งปากมดลูก เกิดจากเชื้อ HPV สาเหตุเดียวเท่านั้น แต่ก็ต้องเป็น HPV ที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ซึ่งมีทั้งหมด 15 สายพันธุ์ จาก HPV ทั้งหมด 100-200 สายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่ 16 และสายพันธุ์ที่ 18 เพราะฉะนั้นแปลว่า ต้องมีเชื้อไวรัสถึงจะเป็นมะเร็งปากมดลูก

 

อะไรคือ HPV DNA?

เวลาตรวจภายในคุณหมอจะเอาอุปกรณ์ใส่เข้าไปในช่องคลอด แล้วดูช่องคลอดพร้อมปากมดลูก (ปากมดลูกคือ ส่วนของมดลูกที่ยื่นเข้ามาในช่องคลอด) โดยเฉพาะปากมดลูกจะเป็นจุดที่ไวรัสชอบ เพราะมีกระบวนการของการแบ่งตัวอยู่เสมอ เชื้อไวรัสก็จะเข้าไปบริหารจัดการทำให้เกิดการแบ่งตัวที่ผิดปกติขึ้นมา แต่รอยโรคจะเล็กมาก มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ไม่มีอาการอะไรที่แสดงถึงความผิดปกติ ไม่มีเลือดออก ปวดท้องก็ไม่เกี่ยว สมัยก่อนเลยต้องทำการตรวจที่เรียกว่าแปปสเมียร์เพิ่มเติม แต่ก็ไม่สามารถตรวจหาการติดเชื้อและมีโอกาสตรวจไม่พบรอยโรคก่อนมะเร็งถึง 30% แต่ความล้ำยุคนี้ ก็คือ เราสามารถตรวจให้ลึกลงไปอีกด้วยการตรวจ HPV DNA ถ้าเจอเชื้อไวรัส HPV ก็สามารถระบุได้เลยว่าเป็นสายพันธุ์ที่ทำให้เป็นมะเร็งได้หรือเปล่า

 

 

HPV อยู่ในร่างกายเราได้เป็นสิบปี

หายได้ ถ้ารู้ตัวก่อน

เพราะคนที่ติดเชื้อ HPV จะไม่แสดงอาการผิดปกติอะไรให้รู้  เลยทำให้เราจะไม่มีทางรู้เลยว่า เราติดเชื้อ HPV มั้ย ถ้าไม่เข้ารับการตรวจ ผลที่ตามมาก็คือ ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ เป็นห้าปีสิบปี รู้อีกทีเราก็เป็นมะเร็งปากมดลูกไปแล้ว เพราะฉะนั้นการตรวจ HPV DNA จะช่วยให้เรารู้ตัวก่อน เมื่อร่วมกับการส่องกล้องขยายดูปากมดลูก (เรียก กล้องคอลโปสโคป) และมีการรักษาก็สามารถจัดการรอยโรคก่อนเป็นมะเร็ง ตัดโอกาสการเป็นมะเร็งปากมดลูกได้

และนี่คือ 2 ปัจจัยที่ทำให้เราเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูก

  1. ตัวเชื้อ HPV

เชื้อที่จะพัฒนาเป็นมะเร็งได้ ต้องเป็นเชื้อไวรัส HPV กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเท่านั้น ซึ่งก็มีอยู่ทั้งหมด 14 สายพันธุ์ และใน 14 สายพันธุ์นี้ก็มีทั้งสายพันธ์ที่แรงมากแรงน้อย เพราะฉะนั้นคนที่ติดเชื้อ HPV นี้เข้าไปแล้ว จะมีโอกาสหายมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเชื้อด้วย

  1. ภูมิคุ้มกันเราเอง

ถ้าพูดถึงคำว่า “เชื้อไวรัส” ปกติก็จะไม่มียาฆ่าเชื้อโดยตรงอยู่แล้ว แต่ขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันของเราว่า เมื่อไหร่ที่ภูมิคุ้มกันเราดีก็จะเคลียร์การเกิดโรคไปได้เอง อย่างคนที่เป็นหวัด ส่วนหนึ่งก็เกิดจากพักผ่อนน้อย ร่างกายย่ำแย่ เครียด ทำให้ภูมิคุ้มกันตกเลยเป็นหวัดขึ้นมา หรือคนที่เป็นเริม พอร่างกายแข็งแรง พักผ่อนเพียงพอ ดื่มน้ำเยอะๆ ก็สามารถหายเองได้  โรคพวกนี้ยังมีอาการที่บอกให้รู้ว่าเราเร่ิมป่วย หรือเราหายป่วยแล้ว แต่คนที่ติดเชื้อ HPV จะไม่มีอาการใดๆ แสดงออกมาเลย และต้องใช้เวลานานเป็นเดือนหรือเป็นปี  กว่าจะหายเอง ปกติ 60-70% ของคนที่เป็นจะหายเองได้

 

ตรวจแล้วทำไมยังเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูกได้

เพราะกระบวนการเกิดโรคที่ช้า แต่ก็ใช้เวลาในการรักษาให้หายนานเป็นเดือนเป็นปีเช่นกัน คุณหมอถึงบอกว่า เป็นโรคเดียวที่สามารถรักษาให้หายได้ถ้ารู้ตัวก่อน เพราะฉะนั้น คนที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกได้คือ คนที่ไม่มาตรวจเลยเป็นเวลานาน หรือเคยมาตรวจแล้วไม่มาฟังผล หรือบางคนรับทราบผลตรวจแล้วว่า ผิดปกติ แต่ไม่มีอาการอะไรก็เลยไม่ได้รักษาหรือติดตามต่อ บางคนตรวจแค่หนเดียวได้ผลปกติก็คิดว่า ชีวิตนี้ไม่ต้องตรวจแล้ว

 

“ผู้หญิงแทบทุกคนเคยติดเชื้อไวรัส HPV”

ได้ยินแบบนี้แล้วแทบช็อค คุณหมอบอกว่ามีการรวบรวมเก็บสถิติมาแล้ว พบว่า

* คนที่มีเคยเพศสัมพันธ์มาแล้ว มีโอกาสติดเชื้อ HPV ครั้งหนึ่งในชีวิต 80-90% (แต่อาจจะเป็นเชื้อที่ก่อมะเร็งและไม่ก่อมะเร็งก็ได้)

* ตั้งแต่ผู้หญิงเริ่มต้นมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก ก็มีโอกาสัมผัสเชื้อ HPV แล้ว ไม่ว่าหลังจากนั้นจะมีแฟนคนเดียวทั้งชีวิต มีเพศสัมพันธ์กับแฟนตลอด หรือมีเพศสัมพันธ์กันครั้งเดียวแล้วนานอีกหลายปีถึงมีอีก ตามสถิติครึ่งหนึ่งของผู้หญิงจะเคยสัมผัสเชื้อ HPV  ภายในช่วง 2 ปีแรกหลังมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก

* ผู้หญิงแต่ละคนอาจเคยสัมผัส และเคยหายจากภาวะเชื้อ HPV มาแล้วหลายรอบโดยไม่เคยรู้ตัวมาก่อนก็ได้ เพราะการติดเชื้อ HPV จะไม่มีอาการ สัมผัสแล้วจะไม่รู้เลยและสามารถหายเองหรือพัฒนาถึงขั้นเป็นมะเร็งได้ ขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัยดังกล่าวแล้ว

* ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ต้องตรวจเช็คมะเร็งปากมดลูก ถ้ามาตรวจพร้อมๆ กันหมด จะมีโอกาสตรวจพบการติดเชื้อชนิด Positive ถึง 15% (มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูก)

 

Did you know?

ผู้ชายก็มีเชื้อไวรัส HPV เหมือนกันแต่ทำการตรวจหาได้ยาก ผู้ชายเหมือนเป็นแค่พาหะเฉยๆ คุณหมอเลยไม่แนะนำให้ตรวจไวรัส HPV ในผู้ชาย

ถ้าตามโรคนี้ให้ทัน เราก็ป้องกันได้ง่ายๆ

  1. คนที่ไม่มีเพศสัมพันธ์เลยตลอดชีวิต ไม่มีแฟนเลยก็แทบไม่มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูก
  2. การป้องกันแบบปฐมภูมิ คือการป้องกันก่อนติดเชื้อ

เป็นการสร้างกำแพงไว้เลยด้วยการฉีดวัคซีน HPV ที่ในเมืองไทยมีมาแล้ว 9-10 ปี ล่าสุดจะเน้นป้องกันอยู่ 2 สายพันธุ์หลักๆ ที่ 70% เป็นต้นเหตุของของการก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูก คือ สายพันธุ์ที่ 16 และ 18 เพราะฉะนั้นถ้าฉีดป้องกันได้ตั้งแต่ยังไม่มีการสัมผัสเชื้อทั้งสองตัวนี้จะดีที่สุด วัคซีนสามารถฉีดได้ตั้งแต่เด็ก คืออายุ 9-10 ขวบ สำหรับเด็กๆ ไม่จำเป็นต้องฉีด 3 เข็มเหมือนผู้ใหญ่ ถ้าเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี สามารถฉีดวัคซีน HPV แค่ 2 เข็มก็มีภูมิคุ้มกันที่ป้องกันได้ 100% ทำให้ไม่เกิดมะเร็งปากมดลูกจาก HPV สองสายพันธุ์นี้ แต่ถ้าเด็กอายุมากกว่า 15 ปี คุณหมอก็แนะนำให้ฉีด 3 เข็มเหมือนเดิม

  1. การป้องกันแบบทุติยภูมิ

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก คือ พยายามตรวจหาเชื้อและ/หรือรอยโรคให้เจอก่อนลุกลามเป็นโรคมะเร็ง หมายความว่า มีการสัมผัสติดเชื้อแล้วและมีการเปลี่ยนแปลงแต่ยังไม่เป็นมะเร็ง เพราะมีการตรวจเจอซะก่อน วิธีตรวจคัดกรองเพื่อหาเซลล์ผิดปกติของปากมดลูก โดยทำการป้ายเก็บตัวอย่างเซลล์ไปตรวจหาความผิดปกติ (แปปสเมียร์) ถ้าเราตรวจเป็นประจำทุกปี ก็ยังทันที่จะรักษาได้หากมีเซลล์ที่ผิดปกติ และอีกวิธีหนึ่งก็คือการตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ที่เรียกว่า HPV Test เป็นการตรวจหา DNA ของเชื้อไวรัส HPV ถ้าพบว่า Positive ก็แสดงว่าเป็นกลุ่มเชื้อที่ก่อมะเร็ง และ Negative ไม่พบเชื้อที่ไม่ก่อมะเร็ง ซึ่งล่าสุดตัว HPV Test นี้ สามารถระบุกลุ่มของเชื้อและสายพันธุ์ได้ด้วย

 

หลังตรวจ HPV DNA

ถ้าผล Negative ไม่ต้องตรวจซ้ำไป 3 ปีได้เลย

เดี๋ยวนี้หลายๆ ประเทศใช้ HPV Test เป็นมาตรฐานในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกกันแล้วถ้าเจอเชื้อกลุ่มก่อมะเร็งให้ทำการตรวจเพิ่มเติมก่อนพิจารณาว่า ต้องรีบรักษาเลยหรือสามารถติดตามได้ แต่ตรวจแล้วเป็น Negative ก็สามารถเว้นการตรวจไปเลย 3 ปีถึงมาตรวจซ้ำอีกครั้ง เพราะยังไงถึงจะเริ่มผิดปกติ ก็ยังไม่เป็นมะเร็งภายใน 3 ปีแน่นอน ถ้ามาตรวจซ้ำแล้วเจอก็อาจจะแค่ความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังดูแลทัน ปกติคุณหมอจะแนะนำให้คนไข้ตรวจทุกปี เป็นแค่แปปสเมียร์เฉยๆ ไม่ต้องทำ HPV Test ทุกปี