ไบเบิลรวมฮิต “โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์” ฉบับอัพเดท เรื่องใกล้ตัวที่สาวๆ ทุกคนต้องระวัง!!

Lots of condoms

เป็นสาวยุคใหม่ จะรักสนุก ไม่ผูกมัดได้ แต่เราอยากขอให้เธอระวังอันตรายใกล้ตัวที่มาพร้อมกับความสนุก เดือนนี้คลีโอเลยขอยกเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาพูดอีกครั้ง ทั้งข้อมูลที่เราไปสืบค้นมา และข้อมูลที่ได้รับความกรุณาจาก คุณหมออนุพงศ์ ชิตวรากร นายกสมาคมแพทย์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แห่งประเทศไทย ลองอ่านให้เคลียร์ เพื่อตัวเองและคนที่เรารักนะ

STD คืออะไร ??
Sexually Transmitted Disease หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากการสัมผัสกันทางเพศ ที่ติดต่อกันผ่านเลือด น้ำอสุจิ หรือสารคัดหลั่ง แต่ก็มีบางเคสที่ติดกันได้แม้จะไม่ได้มีการสัมผัสทางเพศใดๆ เกิดขึ้น อย่างแม่ไปลูก ติดเชื้อจากการรับเลือด หรือจากเข็มฉีดยาก็มี

6 โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สำคัญๆ ที่เราควรต้องรู้มีอะไรบ้าง

สาเหตุและอาการเป็นยังไง มาอัพเดทกันหน่อย
1 ซิฟิลิส
เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ถึงจะรุนแรงแต่ก็รักษาให้หายขาดได้ หลังจากที่หายไปจากประเทศไทยเกือบ 20 ปี ข่าวร้ายคือตอนนี้กลับมาระบาดอีกรอบแล้ว และระบาดหนักมากในกลุ่มเกย์!
สาเหตุ: เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ชื่อ ทริปโปนีมา พัลลิดุม (Treponema Pallidum) เป็นเชื้อที่ชอบอยู่ในที่ชื้นๆ และจะตายง่ายมากในที่ที่แห้ง ตัวเชื้อมีระยะฟักตัวประมาณ 2-4 อาทิตย์หรือบางเคสก็นานถึง 3 เดือน
อาการ: แบ่งออกเป็น 3 ระยะ พอได้รับเชื้อ ก็จะเริ่มมีตุ่มเล็กๆ ไซส์ประมาณ 2-4 มิลลิเมตรก่อน แล้วค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนแตกกลายเป็นแผลที่กว้างขึ้น เป็นรูปไข่ ขอบจะแข็งๆ แต่เรียบ และไม่ค่อยมีอาการเจ็บปวด
2 หนองในและหนองในเทียม
เป็นโรคที่มาพร้อมกันเป็นแพ็คคู่ เกิดจากการสัมผัสเยื่อบุช่องคลอด ช่องปาก หรือแม้แต่ทวารหนัก รวมไปถึงน้องชายตัวดี ของหนุ่มๆ ด้วยถึงแม้ว่ามันจะมีหรือไม่มีการหลั่งของน้ำอสุจิก็ตาม
สาเหตุ: เกิดจากเชื้อหนองใน (Neisseria Gonorrhoeae) หรือเชื้อหนองในเทียม (Chlamydia Trachomatis) ที่เป็นแบคทีเรีย ที่มีสกิลการเจริญเติบโตในที่อับชื้นได้สูง
อาการ: ส่วนใหญ่เวลาปัสสาวะจะรู้สึกแสบขัด ถ้าในผู้ชายอาจจะมีหนองไหลออกมาจากปลายจุ๊กกรู้ หรือบางคนมีอาการบวมของถุงอัณฑะ เราจะสังเกตอาการพวกนี้ได้ภายใน 2 อาทิตย์ แต่ถ้าเป็นผู้หญิง อาจจะมีตกขาว หรือเลือดออกทางช่องคลอดในช่วงที่ไม่ได้มีประจำเดือน
3 ฝีมะม่วง
เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ติดต่อกันโดยการสัมผัสถูกหนองของฝีมะม่วงโดยตรง ทำให้เกิดเป็นแผลเล็กๆ ที่อวัยวะเพศ แต่บางคนก็ไม่ทันได้สังเกต จนมีการอักเสบหนักขึ้นของต่อมน้ำเหลืองแถวขาหนีบ บางรายบวมจนเดินลำบากก็มี
สาเหตุ: เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ชลาไมเดีย เบดโซเนีย แทรคโคมาทีส ที่ติดต่อกันทางเพศสัมพันธ์
อาการ: จะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ โดยระยะแรกจะเจอในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง จะเริ่มมีอาการหลังจากที่ได้รับเชื้อประมาณ 3 วัน – 3 อาทิตย์ สังเกตง่ายๆ คือจะมีแผลตื้นๆ อยู่บริเวณอวัยวะเพศ อัณฑะ หรือทวารหนัก แต่ไม่ได้รู้สึกเจ็บหรือปวดใดๆ บางเคสอาจมีการอักเสบของท่อปัสสาวะ ระยะต่อมาต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบจะเริ่มโต มีไข้ ถึงคลื่นไส้ได้ด้วยเหมือนกัน
4 หูดหงอนไก่
เป็นชื่อที่เรียกหูดที่เกิดบริเวณอวัยวะเพศ เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เจอกันบ่อยที่สุด แต่จะเจอมากในช่วงอายุ 17-33 ปี ซึ่งโรคนี้เป็นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ความจริงโรคนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัส เฮชพีวี (HPV) ที่มีกว่าร้อยสายพันธุ์ย่อย ซึ่งแต่ละสายพันธุ์ก็ทำให้เกิดโรคที่ต่างกัน
สาเหตุ: ประมาณ 90% ของโรคนี้ เกิดจากไวรัส HPV สายพันธุ์ย่อย 6 และ 11 ซึ่งมีความเสี่ยงน้อยที่จะเป็นโรคมะเร็ง เมื่อเทียบกันสายพันธุ์ 16 และ 18 ที่มีโอกาสเกิดโรคมะเร็งในระบบสืบพันธุ์และทางเดินอุจจาระสูง ติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์
อาการ: สังเกตว่าจะมีก้อนเนื้อหูดใหญ่ ที่อาจจะคันหรือไม่คันก็ได้ บริเวณเนื้อเยื่อที่สร้างเมือกอย่างอวัยวะเพศ ท่อปัสสาวะ ปากมดลูก ทวารหนัก ซึ่งลักษณะของหูดก็มีทั้งตุ่มเดียว หลายตุ่ม รูปร่างจะคล้ายกับดอกกระหล่ำหรือหงอนไก่ ออกสีชมพูหรือเนื้อ
5 เริมที่อวัยวะเพศ
โรคนี้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยแสดงอาการ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เป็นไปแล้ว คนที่ได้รับเชื้อก็มาจากการมีเพศสัมพันธ์นั่นแหละ จะเป็นเชื้อที่ตุ่มและแผล แต่ในเคสที่ไม่มีแผลก็ติดเชื้อได้เหมือนกัน แล้วเชื้อตัวนี้ก็ติดต่อทางปากผ่านออรัลเซ็กซ์ได้ด้วย ถึงโรคนี้จะไม่มียาที่รักษาให้หายขาดได้ แต่ก็สามารถลดอาการและยืดเวลาที่จะกลับมาเป็นซ้ำใหม่ให้นานขึ้นได้
สาเหตุ: เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่เรียกว่า Herpes Simplex มีอยู่ 2 ไทป์ ซึ่งคนที่ติดเชื้อไวรัส HSV-2 จะไม่ค่อยแสดงอาการให้เห็น
อาการ: จะมีตุ่มน้ำใสขึ้นที่อวัยวะเพศหรือแถวทวารหนัก พอตุ่มแตกก็จะเป็นแผล บางเคสก็จะมีปวดแสบปวดร้อน
6 เชื้อราในช่องคลอด
เป็นอีกหนึ่งโรคที่พบได้บ่อยมากกกในผู้หญิง ติดต่อกันได้ผ่านการฟีเจอริ่ง แต่ก็เกิดได้จากพฤติกรรมที่ไม่ดีของตัวเองเหมือนกัน อย่างการใช้ผ้าอนามัยไม่ถูกวิธี หรือใส่กางเกงแน่นไป ที่ทำให้ช่องคลอดมีความอับชื้น จนเกิดเป็นเชื้อราขึ้น ซึ่งโดยปกติเชื้อที่อยู่ในช่องคลอดก็จะไม่ทำให้เกิดโรค แต่ถ้าร่างกายอ่อนแอ ภูมิต้านทานต่ำ ก็มีโอกาสเกิดโรคนี้ได้
สาเหตุ: เกิดจากเชื้อรา “แคนนิดา” ที่มีหลายสายพันธุ์ย่อย แต่สายพันธุ์ที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้เกิดการอักเสบของช่องคลอด คือ “แคนดิดา อัลบิแคนส์”
อาการ: จะรู้สึกคันบริเวณอวัยวะเพศและภายในช่องคลอด มีตกขาวเป็นแบบข้นๆ มีทั้งสีขาวและสีเหลืองนวลเหมือนนมบูด ผนังช่องคลอดจะบวมแดง บางรายก็ขุยๆ เปื่อยยุ่ย เวลาปัสสาวะจะรู้สึกแสบ และเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์
แต่หลายโรคไม่ได้มีอาการแสดงออกมาอย่างชัดเจน!
อันนี้ต้องเขียนหมายเหตุไว้ตัวโตๆ เลยว่าการที่เราจะรู้ว่าตัวเองเป็น STD รึเปล่า และเป็นประเภทไหน โดยการนั่งรอให้อาการแสดงออกมาทางผิวหนังแบบเคลียร์ๆ อาจจะไม่ทันการ เพราะหลายโรค ใช้เวลาฟักตัวนานเป็นเดือนๆ ทางที่ดีที่คุณหมออนุพงศ์แนะนำคือการหมั่นตรวจเลือด โดยเฉพาะคนที่อยู่ในกลุ่มสุ่มเสี่ยง

HIV & AIDS Update
อีกหนึ่งประเภทของ STD ที่เราลืมไปไม่ได้เลย เราเชื่อว่าทุกคนได้ยินและรู้จักเรื่องโรคเอดส์และเชื้อเฮชไอวีกันมานานมากๆ แต่เราเชื่อว่ายังมีความเข้าใจผิดๆ และความสงสัยเกี่ยวกับโรคนี้อยู่ คลีโอเลยขอเคลียร์ประเด็นให้ชัดเจนว่าอะไรคืออะไร
โรคเอดส์
จะเรียกรวมๆ ว่าโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง Acquired immunodeficiency syndrome เจอครั้งแรกเมื่อปี 2524 ที่สหรัฐอเมริกา และอีก 2 ปีต่อมาก็เจอในไทย
สาเหตุ: เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) ที่อยู่ในกลุ่มรีโทรไวรัส ซึ่งระยะที่ 1 จะมีอาการแค่นิดๆ หน่อยๆ แต่พออัพเลเวลเป็นระยะ 2 ก็จะเริ่มเป็นระยะเรื้อรัง และก็จะใช้เวลาประมาณ 7-10 ปีก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่ระยะที่ 3 เป็นเอดส์แบบสมบูรณ์แบบ
อาการ: จริงๆ จะเริ่มมีอาการก็ช่วงเปลี่ยนจากระยะที่ 2 เข้าระยะที่ 3 จะเริ่มมีไข้นานเป็นเดือนๆ น้ำหนักลดฮวบ ไอเรื้อรัง ต่อมน้ำเหลืองโต บางเคสอาจจะท้องเสีย ลิ้นเป็นฝ้า หรือมีอาการทางประสาม มีชัก แขนขาไม่มีแรง
HIV vs. AIDS ต่างกันยังไง?
HIV คือชื่อของไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเอดส์ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่มีเชื้อ HIV อยู่ในตัวทุกคนจะต้องกลายเป็นผู้ป่วยโรคเอดส์ถ้าอาการยังไม่เข้าสู่ระยะที่ 3 และทางการแพทย์ก็พยายามเลี่ยงการเรียกคนที่มีเชื้อว่า “ผู้ป่วย” ด้วย เพราะไม่ได้มีภาวะป่วยอะไร แต่ใช้คำว่า “ผู้ที่อยู่กับเชื้อเฮชไอวี” แทน
สถิติที่น่าตกใจคือประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่ปีละ 8,000 คน!!
คุณหมออนุพงศ์เล่าถึงสถิติให้ฟังว่า “โรคนี้ระบาดในเมืองไทยประมาณ 20 ปีที่แล้ว ช่วงปี 2532 ซึ่งจากตัวเลขในตอนนั้น มียอดผู้ติดเชื้อใหม่ถึงปีละ 150,000 คน” แต่หลังจากที่มีการรณรงค์เรื่องการใช้ถุงยางอนามัย ยอดผู้ติดเชื้อลดเหลือประมาณ 8,000 คนต่อปี จากสถิติพ.ศ. 2558 “ถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดี แต่เป้าหมายของทางภาครัฐคืออยากให้จำนวนลดลงเหลือแค่ 3,000 คนต่อปี” และจากจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด สรุปออกมาเป็นกลุ่มคร่าวๆ ได้ว่า…
• 40% ของผู้ป่วยเป็นชายรักร่วมเพศ
• 30% ติดเชื้อจากคู่นอนแบบชาย-หญิง
• 10% กลุ่มที่ใช้สารเสพย์ติดผ่านเข็มฉีดยา
HIV มีทางรักษาได้ และรักษาฟรี
ต่างจากความเชื่อในสมัยก่อนว่าถ้าป่วยเปนโรคเฮชไอวี หรือถ้าไวรัสลามไปจนถึงขั้นที่เป็นเอดส์แล้ว ยังไงก็ไม่มีทางรักษาให้หายได้แน่ๆ เดี๋ยวนี้มียาต้านไวรัสออกมาที่คุณหมอใช้ในการรักษา ทั้งหมด 2 ประเภท อย่างแรกคือสูตรตัวยา Zidovudine (AZT) + Lamivudine (3TC) + Nevirapine (NVP) กินวันละ 2 ครั้ง ห่างกัน 12 ชั่วโมง และอีกสูตรคือ Tenofovir (TDF) + Lamivudine (3TC) + Efavirenz (EFV) กินวันละ 1 ครั้ง ห่างกัน 24 ชั่วโมง ซึ่งถ้ากินยาแบบเคร่งครัดตามที่หมอสั่ง รักษาสุขภาพ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม มีโอกาสอยู่ต่อได้ถึง 30 ปีเชียวนะ
รับการรักษาได้ฟรีด้วยสิทธิ์บัตรทอง ประกันสังคม หรือข้าราชการ!!!

ป้องกันอีกชั้นได้ด้วยยาต้านไวรัส!
นอกจากการใช้ถุงยางอนามัยแล้ว อีกหนึ่งวิธีที่คุณหมออนุพงศ์อัพเดทให้ฟังคือการกินยาต้านไวรัสควบคู่ไปด้วย เพื่อสร้างเกราะป้องกันสำหรับคนที่มีความเสี่ยงสูง เช่นในกลุ่มเกย์, ผู้หญิงขายบริการ และคนใช้ยาเสพย์ติด ซึ่งยานี้ช่วยลดความเสี่ยงได้ 40% และถ้ากินเป๊ะ 24 ชั่วโมง วันละเม็ด ลดความเสี่ยงได้ถึง 90% เทียบกับคนที่ไม่ได้กิน แต่ต้องผ่านการตรวจจากคุณหมอ และเบิกได้โดยการใช้ใบสั่งยาเท่านั้น ข้อเสียอย่างนึงคือมีผลข้างเคียงด้านไต ตับ และการเจริญเติบโตของกระดูก
วัคซีนกำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา
อัพเดทอีกซะนิดจากคุณหมออนุพงศ์ว่า ตอนนี้วัคซีนป้องกัน HIV กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา ซึ่งความน่ายินดีก็คือประเทศไทยเป็นประเทศแรกในโลกที่ผลิตวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสประมาณ 30% ถึงจะยังไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ประมาณ 50% แต่ก็มีความหวังที่ใกล้เข้ามาแล้ว

Dangerous Level! 3 STD นี้ พัฒนาเป็นโรคร้ายอื่นได้ๆ
ถ้าเปรียบเทียบกันในกลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั้งหมดทั้งมวลแล้ว 3 โรคนี้ถือว่าอันตรายสุดๆ เป็นแล้ว ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะพัฒนากลายเป็นโรคอื่นที่มีผลกับการทำงานของร่างกายส่วนอื่นๆ ได้
1 ซิฟิลิส
ถ้าเป็นถึงระยะที่ 3 เชื้อแบคทีเรียสามารถลามขึ้นสมอง ไปที่ระบบประสาท ทำให้ความจำถูกทำลาย หรือส่งผลให้สติไม่สมประกอบ และสามารถพัฒนาเป็นซิฟิลิสที่เส้นเลือดหัวใจ หรือซิฟิลิสไขสันหลังได้ด้วย
2 หนองใน
ถ้าไม่ได้รับการรักษาทันเวลาและถูกวิธี จะทำให้ปีกมดลูกอักเสบ เป็นฝีที่รังไข่ ทำให้เป็นหมัน ถ้าโชคร้ายกว่านั้น ก็คือการตั้งครรภ์นอกมดลูก หรือถ้าลูกคลอดออกมาได้ อาจจะติดหนองจากช่องคลอดไปโดนตาของเด็ก ทำให้ตาบอดได้
3 หูดหงอนไก่
เพราะว่าตัวการของโรคนี้เกิดจากไวรัส HPV ซึ่งเป็นตัวเดียวกันที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก การเป็นหูดหงอนไก่และไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เชื้อพัฒนากลายเป็นเนื้อร้ายได้
เช็คลิสท์พฤติกรรมเสี่ยงต่อการเป็น STD คุณมีความเสี่ยงรึเปล่า?
• รักสนุก ไม่ผูกมัด เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ภายใน 3 เดือนมีมากกว่า 1 คน
• No Condom I’m Ok มีเซ็กซ์แบบไม่ป้องกัน ไม่ใช้ถุงยางอนามัย
• ชอบเข้าด้านหลัง มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
• แฟนเคยมีประวัติ เรารักเดียวใจเดียว แต่แฟนเคยเปรี้ยว เปลี่ยนสาวไม่ซ้ำหน้า
STD กับว่าที่คุณแม่
ถามคุณหมอถึงเรื่องการติด STD ช่วงท้อง มีวิธีการรักษายังไง จำเป็นต้องทำแท้งมั้ย คุณหมออนุพงศ์บอกว่าสามารถรักษาตามอาการได้ โดยที่ไม่ต้องเอาเด็กออก “อย่างคนที่ติดเชื้อ HIV ระหว่างที่กำลังตั้งครรภ์ สามารถกินยาต้านไวรัสได้เลย ช่วยลดความเสี่ยงของเด็กในท้องที่อาจจะติดเชื้อตอนแรก 33 เปอร์เซ็นต์เหลือแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ ส่วนคนที่เป็นซิฟิลิสและหนองในก็เหมือนกัน สามารถฉีดยารักษาได้ โดยที่ไม่ต้องทำแท้ง” แต่ทางที่ดีที่สุดที่คุณหมอแนะนำคือการฝากครรภ์
การป้องกันที่ดีที่สุดคือ “ถุงยางอนามัย”
ทุกครั้งที่มีกิจกรรมฟีเจอริ่ง สิ่งที่ห้ามละเลยเด็ดขาดคือการใส่ถุงยางอนามัย โดยเฉพาะคนที่ชอบป๊ะกับหนุ่มแปลกหน้า มีวันไนท์สแตนด์ (เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าในตัวเขา มีเชื้ออะไรรออยู่) ถ้าเขาเซย์โนหรืออิดออด ห้ามใจอ่อน ทำเลยตามเลย เพราะถุงยางเท่านั้นคือเกราะป้องกันเรา!
Need Help?
ติดต่อคลินิกเฉพาะทางตามคอนแทคท์ด้านล่างได้เลย
1. ศูนย์กามโรคบางรัก, โรงพยาบาลบางรัก โทร. 02 286 0431
2. คลินิกนิรนาม, สภากาชาด โทร. 02 252 2568
3. คลินิกชุมชนสีลม @ ทรอปเมด, โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน (สำหรับเกย์โดยเฉพาะ) โทร. 081 837 3463