ฉันหรือใคร? คนไหนเป็น “ไบโพล่าร์” ยกมือ!!!!! - CLEO Thailand Online Magazine

ฉันหรือใคร? คนไหนเป็น “ไบโพล่าร์” ยกมือ!!!!!

ทุกวันนี้เราแทบไม่รู้ตัวกันเลยว่ามีคนบนโลกกี่ล้านคนที่เริ่มเป็นไบโพล่าร์มากขึ้นเรื่อยๆ ก็แหมดูสิ! เขาก็เหมือนคนธรรมดาทั่วๆ ไปเดินผสมปนเปอยู่กับเราจนแทบดูไม่ออก ดีไม่ดีเรานี่แหละอาจจะเป็นไบโพล่าร์เสียเองก็ได้! นอกจากเป็นแค่คำที่เราชอบแซวคนที่อารมณ์แปรปรวนในแบบที่ร่าเริงเกินไป หรือเสียใจเกินเหตุ ว่า “หล่อนต้องเป็นไบโพล่าร์แน่ๆ” แล้ว โรคไบโพล่าร์จริงๆ มันคืออะไร ตอนนี้มันไม่ได้ไกลตัวเท่าไหร่แล้วนะ เพราะบางคนแค่หลับตาตื่นมาก็เริ่มมีอาการได้แล้ว…

 

อะไรคือไบโพล่าร์?

” โรคไบโพลาร์ (Bipolar)” โรคอารมณ์ที่ชัดเจน เป็นโรคที่จัดอยู่ในกลุ่มโรคทางด้านเรื่องอารมณ์ กลุ่มเดียวกับโรคซึมเศร้า แต่อาการของโรคจะแสดงออกสลับสองบุคลิกระหว่าง ร่าเริง สนุกสนานกับซึมเศร้า เริ่มเป็นก่อนวัยกลางคน บางทีเริ่มเป็นตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ปีก็มี หรือบางทีค่อยเริ่มมาเป็นหลังอายุ 40 ปีไปเลย

 

ทำไมถึงเป็นไบโพล่าร์ล่ะ?

บางคนเข้าใจว่าเพราะความเครียด ความกังวลจนเกิดเหตุ เป็นที่มาของโรคไบโพล่าร์ อ๊ะอ่า! เข้าใจผิดแล้ว แต่จริงๆ สาเหตุที่แท้จริงมาจากความผิดปกติทางสมองภายในมีการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทของสมองและสารเคมีในสมองที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ไม่ปกติ มีความแปรปรวน เมื่อพบเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความกดดันทางจิตใจ หรือมีการใช้สารกระตุ้นต่างๆ ก็จะเป็นการกระตุ้นทำให้โรคที่แฝงตัวอยู่แสดงอาการออกมา

 

เช็คลิสต์ซักหน่อย ก่อนจะปล่อยให้ตัวเองเป็นไบโพล่าร์ไม่รู้ตัว

1. เมื่อกี้ยังอารมณ์ดี แต่ตอนนี้อยากร้องไห้

อาการของไบโพล่าคือมักจะเป็นคนอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่ายภายในระยะเวลาสั้นๆ แบ่งออกได้เป็น 2 ช่วงอาการคือ ช่วงซึมเศร้า (Depressive episode) ที่เป็นนานอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และช่วงที่ร่าเริง คึกคักพลุ่งพล่าน เรียกว่าเมเนีย (Mania หรือ Manic episode) ต้องเรียกว่าตอนอารมณ์ดี ก็ดีจนใจหาย เรียกว่าไฮเปอร์เลยก็ได้ แต่เวลาเศร้าก็ซึมยกใหญ่เลย

2. เม้าท์แบบนอนสต็อป

ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงที่ตื่นเต้น หรือพูดแบบปกติ คนที่เป็นไบโพล่าร์จะพูดเร็ว และจะพูดแทรกโดยไม่สนใจหัวข้อเรื่องที่คุยของเพื่อนๆ หรือคู่สนทนา จะเกิดอาการตอนอยู่ช่วงร่าเริง เพราะชอบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอยู่บ่อยๆ ทำให้คนฟังเข้าใจยากจนโดนตั้งฉายาให้เป็น “คนพูดไม่รู้เรื่องประจำกลุ่ม” ไปเลย

3. กลายเป็นขาเหวี่ยงขาวีน

คนที่เป็นไบโพล่าร์จะมีบางช่วงที่อาการร่าเริงและภาวะซึมเศร้าพร้อมๆ กัน ทำให้ขี้หงุดหงิด สายวีน เหวี่ยง นิดหน่อยก็อารมณ์บ่จอยง๊ายง่าย ซึ่งอาจทำให้เป็นปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวันโดยเฉพาะเรื่องของความสัมพันธ์ต่างๆ กับคนรอบข้าง ระวังเขาเบื่อที่เราหงุดหงิดง่าย ไม่เฟรนลี่เอาซะเลย

4. มั่นใจสุดฤทธิ์จนลืมคิดหน้าคิดหลัง

คนที่เป็นไบโพล่าร์และอยู่ในช่วงร่าเริง (Manic Episode) มักจะมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมากเว่อร์ ชนิดที่คิดไปเองว่าฉันสวย ฉันเริ่ด ฉันเฉิดฉายนะ จะทำอะไรก็ได้ จนไม่คิดหน้าคิดหลัง ขาดการวิเคราะห์ และอาจจะแสดงออกในรูปแบบอื่นๆ ที่ชัดเจนว่าไม่ผ่านการคิดให้ชัวร์ก่อนทำแน่ๆ จนคนเขาหมั่นไส้กันถ้วนหน้า แถมเราเองอาจจะมานั่งคิดเสียใจทีหลังก็ได้ว่า “ตัวเองเผลอทำอะไรลงไปเนี่ย?

5. หลับบ้าง ไม่หลับบ้าง

คนที่อยู่ในภาวะร่าเริง (Manic Episode) จะนอนหลับยากแต่จะไม่เคยรู้สึกเหนื่อยล้าหรืออ่อนเพลีย แต่ในทางกลับกัน คนที่อยู่ในภาวะซึมเศร้าจะนอนหลับง่ายขึ้นแต่ยังรู้สึกเหนื่อยและเพลีย

6. เหมือนเป็นโรคซึมเศร้า

อาการของไบโพล่าร์จะมีอาการณ์บางส่วนคล้ายๆโรคซึมเศร้า คือจะไม่อยากอาหาร มีปัญหาเรื่องการนอน ไม่ค่อยมีสมาธิ และไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง ซึ่งโรคไบโพล่าร์และโรคซึมเศร้าไม่สามารถรักษาด้วยวิธีการเดียวกันได้ ควรไปหาหมอเพื่อรับการตรวจ ถ้ารู้ตัวเร็วจะได้รักษาทันและรักษาถูกโรค

7. ไม่มีสมาธิเอาซะเลย

อาการไบโพล่าร์จะทำให้เราไม่มีสมาธิบ่อยๆ จนอาจเป็นปัญหาในการใช้ชีวิต และทำให้การทำสิ่งที่ทำอยู่ให้เสร็จครบสมบูรณ์จะเป็นเรื่องที่ยากขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่มีประสิทธิภาพเหมือนคนทั่วไป ก็เราไม่มีสมาธิ มันเลยออกมาไม่ดีไง

8. เป็นไบโพล่าร์เพราะกรรมพันธุ์หรือเปล่านะ?

ถ้าอยากรู้ว่าเรามีโอกาสเสี่ยงเป็นไบโพล่าร์มั้ย ให้ลองถามคนในญาติพี่น้องเราดูว่ามีใครเคยเป็นหรือเปล่า เพราะโรคไบโพล่าร์สามารถติดต่อกันทางพันธุกรรมได้ เลยทำให้ลูกหลานของผู้ที่ป่วยเป็นโรคไบโพล่าร์มีโอกาสที่จะป่วยเป็นโรคไบโพล่าร์ได้มากกว่าคนทั่วไปน่ะสิ

 

ถ้าฉันและคนใกล้ตัวที่เป็นไบโพล่าร์…

คนที่ต้องอยู่กับผู้ป่วยทางจิต มีโอกาสมากกว่าคนทั่วไปที่จะเสี่ยงจะป่วยทางจิตไปด้วย และในอนาคตก็จะมีคนที่ป่วยเป็นไบโพล่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั่นแสดงว่าเรามีโอกาสจะต้องอยู่ร่วมกับผู้ป่วยไบโพล่ามากขึ้น ถึงตอนนั้นคงต้องคิดใหม่ เริ่มตั้งแต่ตอนนี้ไปเลยก็ดี ว่าเราจะใช้ชีวิตอยู่กับพวกเขาอย่างเข้าใจ แล้วทำยังไงเราถึงจะไม่ได้รับเอฟเฟคจากพวกเขาจนทำให้เราป่วยไปด้วย

ถ้ารู้ตัวทัน รีบพากันไปหาคุณหมอ

ถ้าเริ่มรู้สึกว่าเราหรือคนใกล้ตัวเรามีอาการของไบโพล่าร์ ให้รีบไปหาหมอเพื่อให้หมอได้สังเกตอาการในระยะเบื้องต้นและหาทางรักษาถ้าป่วยจริงๆ

อย่าเอาแต่สงสัย แต่จงเข้าใจเขาให้มากๆ

เมื่อเราต้องอยู่ร่วมกับคนป่วยไบโพล่าร์ โดยเฉพาะ คนในครอบครัวที่เลี่ยงไม่ได้ เราต้องใจเย็นและพยายามเข้าใจเขาให้มากๆ ยิ่งเราตั้งคำถามกับผู้ป่วยมากกว่าพยายามเข้าใจ เราเองแหละที่จะป่วยไปด้วย

ให้ความรักและเอาใจใส่

คอยดูแล ควบคุมเวลานอนหลับของผู้ป่วยให้เพียงพอ อย่างน้อยก็วันละ 6-8 ชั่วโมง พยายามอย่าทำให้เครียด และอย่าใช้ยากระตุ้นหรือสารมึนเมา เช่น เหล้า หรือ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสูง และกินยาให้ตรงเวลา

 

HOROSCOPE