เธอคือคุณหมอธรรมชาติบำบัดคนแรกในเมืองไทย!!! - CLEO Thailand Online Magazine

เธอคือคุณหมอธรรมชาติบำบัดคนแรกในเมืองไทย!!!

ดร.ณิชา สมันตรัฐ (คุณหมออุ้ม)
ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ทางเลือก ธรรมชาติบำบัดจากสหรัฐอเมริกา

เพราะอยากเป็นหมอตั้งแต่เด็ก และเชื่อมาตลอดว่าธรรมชาติช่วยให้คนหายป่วยได้ เธอเองก็เคยเป็นภูมิแพ้หนักมาก และสุดท้ายก็หายได้ด้วยธรรมชาติบำบัด เลยมุ่งมั่นว่าจะทำให้คนไข้ที่มาหาเธอ หายป่วยด้วยการรักษาตั้งแต่ต้นเหตุให้ได้

 

 

s06_-045

 

image5

 

 

อยากเป็นหมอตั้งแต่เด็ก ไปอยู่แคนาดาคนเดียวก็ไม่ร้องไห้
หมออุ้มบอกว่าคุณแม่ทำโรงพยาบาล เธอเลยคลุกคลีและอยากเป็นหมอตั้งแต่เด็ก “คือที่บ้านทำโรงพยาบาลค่ะ โสธราเวช ตั้งแต่เด็กโตขึ้นมาก็จะเห็นแง่มุมเฮลธ์แคร์ เราก็คิดว่าเราเรียนได้ พอเรียนจบม.3 ก็ย้ายไปอยู่แคนาดาเลย” ตอนนั้นหมออุ้มบอกว่าคุณแม่ถามสั้นๆ ว่าอยากไปมั้ย เธอก็คิดว่าลองไปอยู่สักหนึ่งปี สุดท้ายกลายเป็นว่าเมือง Winnipeg ที่เธออยู่ทั้งหนาว ทั้งไม่มีอะไรทำ เลยทำให้เธอตั้งใจเรียนสุดๆ และทำให้เธอแกร่งตั้งแต่อายุ 15 ต้องเลือกโรงเรียนเอง สมัครเอง ไม่เคยร้องไห้ คิดแค่ว่าต้องปรับตัวให้ได้ ขนาดภาษาอังกฤษที่เธอว่าโอเคแล้ว ยังต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่หนึ่งเทอม แต่เธอย้ำว่า “เราต้องกล้าเอาตัวเองไปอยู่กับคนอื่น ไม่งั้นเราจะไม่ได้อะไรกลับมาเลย”

img_0605

11 ปีต่อมาเธอเรียนจบเป็นคุณหมออย่างเต็มตัว
หลังจบไฮสกูลที่แคนาดา เธอต้องเรียนปริญญาตรี Pre Medicine ก่อน “ต้องเตรียมทุกวิชาให้ดีที่สุด ต้องเพอร์เฟ็คท์ที่สุด พอเข้าไปเรียนที่นี่ทุกคนต้องการเกรดดีที่สุด แต่อาจารย์จะไม่ให้เกรดดีที่สุดกับทุกคนได้ เพราะก็ต้องมีเคิร์ฟของตัวเองว่า จะให้ได้ A กี่คน B กี่คน ทุกคนก็จะแข่งกันสุดๆ คือดุเดือดมาก ไม่มีมิตรแท้ตรงนี้ กลายเป็นว่าเพื่อนที่เราสนิทนี่นอกคณะหมดเลย ตอนแรกๆ เราก็ไนซ์นะ ใครถามอะไรเราก็ตอบ แต่พอเราถามกลับเค้าบอกว่า I don’t have time for that ก็ซัฟเฟอร์นิดนึง แล้วบางคนพอเห็นใครเกรดดีก็เข้าตีสนิทแล้ว ก็เลยตัดสินใจไม่คบใครคณะนี้”

 

image1

 

 

นอกจากเรียนดี ต้องทำงานเพื่อสังคม ถึงจะสอบเป็นหมอได้
ช่วงนั้นเธอต้องตั้งใจเรียนให้สุด ไม่มีมาวอกแวก พอรู้ตัวว่าเรียน Pre Medicine ไปสามปีแล้วได้เกรดดี เธอมีสิทธิ์ไปเรียนหมอต่อได้ แต่ต้องกลับไปสอบอีกที “แต่เราก็ต้องทำโปรไฟล์ของเราให้ดี มีงานอาสาอะไรก็ต้องทำหมด อุ้มเลือกเป็นอาสาตามโรงพยาบาลเด็ก แล้วก็ต้องเขียนเอสเสซึ่งสำคัญมาก ต้องเขียนเพื่อรีเฟล็กซ์ตัวเราให้ดีที่สุด ของอุ้มเลยต้องไล่แบ็คกราวน์ตัวเองว่าเรามานี่ปรับตัวยังไง ได้อะไร ผสมประสบการณ์เรา และเราจะทำอะไรต่อไป ที่อุ้มได้อาจจะเพราะเราอยู่สังคมสองวัฒนธรรม เราเข้าใจประชาชนที่กว้างขึ้น แล้วสามารถรับความเครียดได้ดี และสำคัญอีกอย่างคือต้องมีเรฟเฟอร์เรนท์ เลทเตอร์ 3 ฉบับ เพราะอาจารย์จะมีคนมาขอเยอะมาก เราก็ต้องเลือกอาจารย์อีก เพราะถ้าอาจารย์ไม่ประทับใจ เราก็จะไม่โดดเด่น เราก็ต้องจ้องเลยว่าเราอยากได้เรฟเฟอร์เรนท์ เลทเตอร์ จากอาจารย์คนไหนตั้งแต่เรียนปีหนึ่ง ต้องวางแผนไว้ก่อนเลย เพราะที่นี่จะรับคนเรียนหมอไม่ถึง 10% คือต้องมีความพยายามเยอะมาก เลยกำจัดคนที่ไม่อยากเป็นหมอจริงๆ ออกไปด้วยค่ะ”

img_0608

 

ขอเป็นหมอธรรมชาติบำบัด Naturopathic เท่านั้น
เป็นความตั้งใจตั้งแต่แรกเลยว่าถ้าเลือกได้เธอขอเป็นหมอแนวธรรมชาติบำบัดแน่นอน “อุ้มเห็นช่องโหว่ในเฮลธ์แคร์ของเมืองไทยมาตั้งแต่เด็ก พอมาเจอศาสตร์นี้แล้วชอบเลย เพราะเราได้ใช้เวลากับคนไข้มากกว่า ช่วยกันหาสาเหตุของโรคที่เค้าเป็น ทำยังไงให้เค้าหายป่วยจริงๆ แล้วจะไม่กลับมาเป็นอีก คืออุ้มไม่อยากเจอคนไข้แค่ไม่กี่นาที แล้วรับยา รู้สึกว่าการเป็นหมอมันน่าจะมีคุณค่ามากกว่านั้น โชคดีที่เราได้เรียนด้านนี้ รู้สึกแฮปปี้ว่าเรามาถูกทาง เพราะแพชชั่นของเราคือ เราไม่ได้เลือกทำเพราะได้เงินเยอะ แต่เลือกเป็นหมอเพราะได้ช่วยคนจริงๆ จนคนไข้เข้าใจลึกซึ้งกับตัวเอง ด้วยความสัมพันธ์ของหมอกับคนไข้ มันเป็นการรักษาคนไข้ไปในตัวด้วย แล้วเราพูดอะไร เค้าศรัทธาเรา มันจะง่ายที่จะให้เค้าเปลี่ยนแปลงตัวเอง แล้วยิ่งคนสมัยนี้เราจะบอกเฉยๆ มันไม่พอ เราต้องบอกด้วยว่า ทำไม และอย่างไรด้วย” แล้วตอนเรียนเธอจะได้เจอคนไข้จริง ต้องพรีเซนต์ซูเปอร์ไวเซอร์ว่าวางแผนการรักษายังไง “เค้าจะดูว่าเราคิดเป็นระบบมั้ย มีการแลกเปลี่ยนความรู้กับซูเปอร์ไวเซอร์ ซึ่งค่อนข้างเปิดใจกับเรา ไม่มีอีโก้ว่าอายุมากกว่าเรา ชั้นรู้มากกว่า”

 

image4

 

 

image3

 

 

สมุนไพรทุกอย่างบนโลกนี้ ยังต้องรู้จัก!
เส้นทางการเป็นหมอ Naturopathic ของหมออุ้มต้องรู้จักแม้กระทั่งสมุนไพรดีๆ ทั่วโลก “คือพวกยาก็ยังต้องเรียน แล้วก็ต้องเรียนแนววิตามินโบทานิคัลเพิ่มเข้าไป เรียนถึงขนาดที่ว่า สมุนไพรของอินเตอร์ตัวไหนเด็ด อย่างที่เมืองไทยจะมี เช่น ใบบัวบก ฟ้าทะลายโจร ขมิ้น ที่มีงานวิจัยของฝรั่งออกมาว่าดี แล้วเวลาเรียนต้องดูว่ามันมีโครงสร้างทางเคมียังไง เข้าไปในร่างกายแล้วเป็นยังไง มีผลกระทบอะไรมั้ย รีแอ็คชั่นเป็นยังไง ต้องลงลึกด้วยว่ามีรีแอ็คชั่นกับยาตัวไหนด้วยรึเปล่า” เราถามเธอไปว่า ถ้าเป็นหวัด ไอ เป็นไข้ ใช้ยาธรรมชาติแนวไหนรักษา เธอว่าที่เวิร์คสุดคือ Echinacea แต่ต้องรักษาร่วมกับการทานอาหารให้ได้สารอาหารครบด้วย “คือถ้าจะอัดวิตามินซีตอนป่วย ก็ต้องดูความถี่ เพราะถ้าอัดมากๆ ครั้งเดียวร่างกายดูดซึมไปใช้ทั้งหมดไม่ได้ อย่าง วิตามินซี ก็มีวิจัยออกมาว่า ถ้าเราทานสม่ำเสมอ มันจะช่วยลดความรุนแรงในการเป็นหวัดของเราได้ ช่วยลดความหง่อมของเราให้ไม่หนักมาก แล้วก็ต้องดูหลายๆ อย่าง เช่น เวลามีไข้ในเด็กๆ ดูว่าคนไข้ร่าเริงมั้ย กินอะไรได้มั้ย ให้ดูจากอาการเป็นหลักมากกว่า อย่าดูที่อุณหภูมิอย่างเดียว เพราะมันเป็นธรรมชาติของเด็กเวลาป่วยร่างกายจะมีอุณหภูมิขึ้นๆ ลงๆ ถ้าไม่เกินอุณหภูมิที่อันตรายก็ดูอาการเป็นหลัก ”
Did you know?
สิ่งที่เธอต้องเรียนตลอดหลายปีของการเป็นคุณหมอธรรมชาติบำบัดคือ ตั้งแต่ Anatomy, Physiology, Pathology ไปจนถึง Nutrition, Vitamins, Botanical Medicine (Herbs), ยาแผนปัจจุบัน (Pharmacology), Physical medicine ดูว่าพวกกล้ามเนื้อทำงานกันยังไง, Lifestyle Modification, Mental-Emotional health

 

image6

 

เคสที่หินที่สุดคือ…
“มีคนไข้คนหนึ่งบินมาจากลาสเวกัสมาหาเราที่ซีแอทเทิล ตอนนั้นเค้าเป็นโรคหัวใจล้มเหลว หมอบอกว่าอยู่ได้อีกหกเดือน เค้าบอกว่าถ้าทีมเรารักษาได้เขาจะย้ายมาอยู่ทีนี่เลย ตามกฎของหมอเราไม่สามารถโพรมิสกับคนไข้ได้ ไม่สามารถการันตีผลได้ แต่เราบอกว่าจะทำให้ดีที่สุด แต่ถ้าเค้าจะย้ายมาจริงต้องมีคาดิโอโลจิสท์ที่คอยดูแลเขาได้แบบ 24 ชั่วโมงนะ แล้วรวมกับการรักษากับเรา แต่ถ้ามารักษากับเราเดี่ยวๆ เรารับผิดชอบไม่ไหว ถ้าเค้าหาหมอคนอื่นแล้วดูแลควบคู่ไปด้วยครบตามที่เรารีเควชไปก็ปลอดภัยสำหรับเขาที่จะย้ายมา”

img_0607

 

แค่ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น เพลียตลอดเวลา ก็อันตรายแล้ว
หนึ่งในเคสง่ายๆ ที่เดี๋ยวนี้หลายคนเป็นคนเยอะ พอถามหมออุ้มเธอเล่าว่า “นั่นเป็นเพราะเราใช้ฮอร์โมนคอร์ติซอลเยอะเกินไป เป็นเพราะตอนตื่นเราใช้ฮอร์โมนนี้เยอะ เราก็ต้องหยุดแล้วไปนอน เพราะยิ่งฝืนฮอร์โมนตัวนี้จะใช้ร่วมกับความเครียด ถ้าเครียดเยอะก็ต้องใช้เยอะ มาจากต่อมหมวกไต ก็เลยต้องผลิตเยอะ พอจุดหนึ่งที่ต่อมหมวกไตผลิตไม่ไหว ฮอร์โมนก็ดร็อป เราเลยเพลียตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการพักผ่อนสำคัญ เรานอนน้อยตอนนี้ บางทีคิดว่ามันไหว แต่จริงๆ เรายืมชั่วโมงอนาคตมาใช้ ไปยืมชั่วโมงที่ร่างกายควรหลับ พออายุสี่สิบ สามสิบห้าโรคจะมาหาเราเลย โรคพื้นฐานคือ ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน โรคเมตาบอลิซึ่มเพี้ยน กลายเป็นว่าคนฮอร์โมนผิดเพี้ยนไปหมด ร่างกายรวนไปหมด”

img_0604

 

ตอนนี้เธอมีเฮลธ์แคร์เป็นของตัวเองแล้ว
หลังจากเรียนพรีเมดที่แคนาดา แล้วเธอก็ไปต่อหมอที่อเมริกา พอเรียนจบก็ทำงานอยู่ที่โน่น และกลับมาเมืองไทยได้หนึ่งปีแล้ว “ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะเปิดอะไรของตัวเองเร็วขนาดนี้ เน้นไปพรีเซนต์ในนามของมหาวิทยาลัย แล้วบังเอิญเจออาจารย์สมบูรณ์ รุ่งพรชัย ซึ่งอาจารย์สนใจด้านนี้มาก จนวันหนึ่งอาจารย์ก็เลยชวนว่าเราอยากทำโมเดล Naturopathic มั้ย ในเมืองไทยยังไม่มี เราเลยเป็นที่แรกที่ทำแนวนี้จริงๆ ก็ได้สอนหมอคนอื่นๆ ด้วย” หมออุ้มต้องเขียนบิซซิเนส แพลน คุยกับคุณหมอหลายๆ คนที่อยู่ในฟิลด์นี้ พยายามทำความเข้าใจคนไข้มากที่สุด เราก็ต้องเรียนรู้ ต้องเทคแอ็คชั่นมากขึ้น เขาถามน้อยเราก็ยิ่งต้องอธิบายเยอะมากขึ้น เพราะเป็นการรักษาแบบองค์รวมทุกอย่างจริงๆ”

 

คนไข้เธอต้องได้เจอกันหนึ่งชั่วโมง
เพราะเธอเชื่อว่าการพูดคุยกับคนไข้เป็นเรื่องสำคัญ ต้องรู้ไปถึงไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิตต่างๆ และตอนนี้คนไข้ที่มาหาหมออุ้มก็มีสองแบบคือ คนที่เป็นโรคเรื้อรังแล้วไม่อยากกินยาไปตลอดชีวิต กับอีกแบบคือมาเพื่อป้องกัน เห็นคนที่บ้านป่วยแล้วไม่อยากเป็น “เวลารับเคสเราจะคุยกับคนไข้ที่เข้ามา เน้นให้การศึกษาว่าเขาเป็นอะไร เกิดอะไร ยาไปช่วยยังไง หาสาเหตุของโรค แล้วจะรักษายังไง การรักษาของอุ้มจะเน้นว่าเราต้องคุยกัน ต้องเจอกันหนึ่งชั่วโมงว่าเกิดอะไรในชีวิตของเขา เพราะบางทีสาเหตุของโรคมันเยอะมาก คนสมัยนี้อยากรู้ข้อมูล แค่บอกว่าให้หยุดกินนี่คนไข้ไม่แฮปปี้ บางทีเราต้องอธิบายให้เห็นตั้งแต่แรกเลยว่าถ้าไม่ทำจะเกิดอะไรขึ้น บางอย่างต้องลงลึกไปถึงโปรแกรมการทานอาหาร อย่างคนที่ห้ามทานไอโอดีน อาหารทุกอย่างห้ามใส่เกลือ จะทำเองก็ยาก บางคนต้องให้สูตรซีอิ๊วไปทำเอง บางคนเครียดก็ไม่ดี เราก็เลยมีบริการส่งอาหารไปให้ที่บ้านให้เค้าไม่เครียดอะไรที่คุณหมอส่งมาก็ทานได้หมด แล้วเวลาทำงานเราไม่มีการหยุดนิ่ง เพราะเราไม่ได้รู้ที่สุด เวลาเจอเคสใหม่ๆ ที่ยากมาก เราก็จะไปนั่งหารีเสิร์ช โทรหาอาจารย์ที่อเมริกา ก็ทำให้เราได้รู้มากขึ้น บางครั้งคนไข้มีคำถาม เราก็ต้องบอกตรงๆ ว่าเราไม่รู้ แต่จะไปหาคำตอบมาให้นะ”

 

s06_-017

 

 

ทุกวันนี้หมออุ้มดูแลตัวเองขนาดไหน
เราเชื่อว่าเธอดูแลคนไข้อื่นให้หายป่วยได้ เธอก็ต้องดูแลตัวเองอย่างดีที่สุดแน่นอน “ปกติแล้วจะไม่กินยา แม้กระทั่งวิตามิน ถ้าไม่ป่วยเราจะไม่กิน เรามองว่าอาหารที่ทานทุกมื้อเป็นยาให้เรา ถ้าเลือกได้ทำได้ก็จะไม่ป่วย แล้วก็จะหาเวลาออกกำลังกายตลอด ทั้งโยคะ พีลาทิสต์ แล้วก็ปีนหน้าผา ถามว่ามีหลุดมั้ย ก็มีทานน้ำตาลบ้าง เรามองว่าในหนึ่งวันสามารถทานน้ำตาลได้หกช้อนชาต่อวัน ถ้าเราจำกัดได้แค่นี้ก็โอเค แล้วก็จะไม่อดอาหารเลย เพราะร่างกายพอมีอาหารตลอด เราก็จะสามารถกระตุ้นระบบเผาผลาญได้” ซึ่งเธอตัวเล็กนิดเดียวก็จริง แต่ไม่เคยป่วยเลย และภูมิแพ้ก็ไม่กลับมาเป็นอีกด้วยการดูแลตัวเองทุกวันอย่างดีแบบที่เธอแนะนำ

img_0610

img_0609

ใครที่ป่วยเป็นอะไรนานๆ เดี๋ยวก็กลับมาเป็นใหม่ ไม่เคยหายจริงๆ สักที ลองปรึกษาหมออุ้มกับแนวการรักษาแบบธรรมชาติบำบัดดูบ้างก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย FB: NICHE Natural Health หรือลองอีเมล์ไปที่ info@nichehealth.org

HOROSCOPE