จ้องคอมพิวเตอร์นานๆ สายตาจะพังมั้ย? Work From Home ใช้สายตาหนักมาก!!

จ้องคอมพิวเตอร์นานๆ สายตาจะพังมั้ย? Work From Home แบบนี้ใช้สายตาหนักมาก!!!

จ้องคอมพิวเตอร์นานๆ

จ้องคอมพิวเตอร์นานๆ จะทำให้ตาเสีย เป็นตาต้อเลยมั้ย? ได้แต่ถามตัวเองมาตลอด ระหว่างที่ Work From Home มาสักพักแล้วรู้สึกว่าต้องอยู่หน้าคอมพิวเตอร์หรือมือถือทั้งวัน ไหนจะ VDO Conference วันละ 3-4 รอบ ไหนจะต้องคอยเช็คไลน์ เช็คอีเมล์ตลอดเวลา เพราะกลัวมีใครส่งข่าวมาแล้วตกหล่น จนหลังๆ ตาเบลอๆ ปวดหัว ฯลฯ ทุกคำถามสงสัย เรามีคุณหมอพรรักษ์ ศรีพล จักษุแพทย์เฉพาะทางด้านต้อหิน มาตอบให้แล้ว

Q: จ้องคอมพิวเตอร์นานๆ จะมีสัญญาณอะไรเตือนล่วงหน้ามั้ยคะว่าอันตรายแล้วต้องระวังเป็นพิเศษ

A: ก่อนอื่นให้สังเกตว่า….

  1. ระยะเวลาที่เราใช้ในการจ้องคอม หรือ มือถือ นานมากแค่ไหน ถ้านานติดต่อกันมากกว่า 2 ชั่วโมง ถือว่าเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางตามากค่ะ
  2. เช็คปัญหาสายตาของตัวเองที่มีอยู่ก่อนแล้ว เช่น สายตาสั้น ยาว หรือเอียง ถ้าเรามีอยู่แล้ว และไม่ได้รับการแก้ไข จะเป็นความเสี่ยงสำหรับปัญหาที่จะตามมา จากการใช้ digital screen หรือมือถือ
  3. สังเกตอาการเหล่านี้ดูค่ะ เพราะปัญหาที่เกิดจากการใช้ digital screen มากๆ เรียกว่ากลุ่มอาการ “computer vision syndrome” ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่ทำให้มีอาการทางตา ที่สัมพันธ์กับการใช้คอมพิวเตอร์หรือมือถือเป็นเวลานาน โดยอาการทางตาจะเพิ่มมากขึ้น ตามระยะเวลาที่ใช้งานคอมพิวเตอร์หรือมือถือ คือยิ่งใช้งานคอมมาก อาการทางตาก็จะเป็นมากขึ้น
คุณหมอพรรักษ์ ศรีพล จักษุแพทย์เฉพาะทางด้านต้อหิน

Q: อาการที่เกิดกับตามีอะไรบ้างคะ?

A: อาการที่พบมากในกลุ่มโรคตาจะมีตั้งแต่ ปวดตา ปวดหัว ตามัว ตาแห้ง dry eye syndrome (คือสภาวะตาแห้ง ไม่มีน้ำตามาหล่อเลี้ยงที่ตา ทำให้สายตามองภาพไม่ชัดในบางครั้ง) ไปถึงการปวดหลังและปวดต้นคอ สาเหตุก็เกิดทั้งจาก แสงสว่างน้อยเกินไป ระยะห่างในการวางคอมพิวเตอร์และสายตาไม่เหมาะสม ท่านั่งไม่เหมาะสม รวมทั้งคนที่มีปัญหาสายตาแล้วไม่ได้รับการแก้ไข

อาการเหล่านี้จะสัมพันธ์ชัดเจนกับระยะเวลาในการใช้ digital screen ค่ะ ยิ่งใช้นานเท่าไหร่ก็จะเป็นมากขึ้น ทั้งนี้ความรุนแรงก็มีหลายระดับ บางคนพอพักแล้วก็หาย แต่บางคน สามารถมีผลต่อเนื่องได้แม้กระทั่งหยุดใช้งานไปแล้วค่ะ เพราะการจ้องคอมพิวเตอร์จะทำให้ตาทำงานหนัก และขึ้นอยู่กับแต่ละคนด้วยว่าจะมีอาการขนาดไหน เพราะการอ่านในคอมพิวเตอร์ไม่เหมือนกับการอ่านในหนังสือ เพราะปัจจัยหลายๆ ด้าน อย่าง ความคงที่ของแสง แสงมีการกระจาย การมีแสงสะท้อน ที่มีมากในการอ่านผ่านหน้าจอ ทั้งหมดนี้ทำให้ตาทำงานหนักกว่าการอ่านในหนังสือค่ะ

ส่วนคนที่มีภาวะสายตาผิดปกติเล็กน้อยอยู่แล้ว จะทำให้มีอาการมากยิ่งขึ้น รวมกับท่านั่งและมุมในการอ่านที่ไม่เหมาะสม จะทำให้ตาโฟกัสมากขึ้น ส่งผลให้มีอาการมากขึ้น บางคนเอียงคอ หรือนั่งห่างไปเพื่อทำให้ภาพชัดขึ้น จะส่งผลให้มีอาการปวดคอและปวดหลัง เพราะการเกร็งกล้ามเนื้อด้วยค่ะ

Q: แล้วอันตรายที่เกิดจากการจ้อง digital screen มีอะไรบ้างคะ

A: โรคตาแห้ง dry eye syndrome ค่ะ จริงๆ แล้วอาการตาแห้งมีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับไม่รุนแรงถึงระดับรุนแรง ซึ่งทำให้มีผลต่อการมองเห็นได้ การที่กระตุ้นตาแห้งมากๆ ในคนที่พื้นฐานตาไม่ดีอยู่แล้ว อาจทำให้เกิดโรคแย่ลงและเป็นอันตรายได้

Q:  เคล็ดลับการดูแลตา จากการใช้ digital screen มีอะไรบ้างคะ

A: 1. อันดับแรกต้องแก้ไขสายตาให้ถูกต้อง ใครที่สายตาสั้นก็ต้องใส่แว่น หรือถ้ามีอายุ 40 ปีก็ต้องใช้แว่นมองใกล้

  1. ใช้แว่นให้เหมาะสมกับการมองคอมพิวเตอร์ เช่น Blue block ถึงแม้จะยังไม่มีรายงานการวิจัยว่าได้ผลชัดเจน แต่ถ้าใช้แล้วรู้สึกดี ก็สามารถใช้ได้
  2. ต้องนั่งในท่าที่เหมาะสมและถูกต้อง เริ่มจาก

https://www.aoa.org/patients-and-public/caring-for-your-vision/protecting-your-vision/computer-vision-syndrome

– ตำแหน่งของจอต้องถูกต้อง (ตามภาพ)

– ตำแหน่งคีย์บอร์ดต้องวางถูกต้อง (ตามภาพ)

– ปรับแสงสว่างให้พอเหมาะ ไม่เล่นคอมหรือมือถือในที่มืด

– Anti-glare screens ติดที่กรองแสงสะท้อนหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือติดฟิล์มเพื่อลดแสงสะท้อนลง ซึ่งจะช่วยถนอมสายตาให้เราได้

– ท่านั่ง (ตามภาพ)

– พักสายตาโดยใช้สูตร 20-20-20 คือ พักสายตาทุก 20 นาที พักแต่ละครั้งแค่ 20 วินาที และให้มองไปที่ไกลๆ 20 ฟุต แล้วกระพริบตาบ่อยๆ ข้อนี้สำคัญที่สุด

– สำหรับการนวดตานั้น ยังไม่มีหลักฐานว่ามีประโยชน์ต่อโรคตาและสุขภาพตานะคะ อาจจะทำให้แย่ลงด้วย เพราะฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงดีกว่าค่ะ

Q : มีวิตามินอะไรช่วยบำรุงสายตามั้ยคะ?

A: สำหรับเรื่องวิตามินอยากสรุปเรื่องการทานอาหารเสริมเพื่อบำรุงสายตานะคะว่า ปกติเวลาที่เราจะกินหรือรักษาอะไร เราจะอ้างอิงตามงานวิจัยที่บ่งชี้ว่ามีประโยชน์ ซึ่งปัจจุบันการทานอาหารเสริมที่มีประโยชน์ที่มีงานวิจัยออกมารองรับแล้วสำหรับโรคทางตามี 2 โรคเท่านั้นคือ

  1. โรคจุดรับภาพเสื่อมในผู้สูงอายุ ซึ่งไม่ค่อยพบในคนไทยค่ะ วิตามินหรือสารที่มีประโยชน์กับคนกลุ่มนี้คือ วิตามินซี 500 มิลลิกรัม, วิตามินอี 400 หน่วยIU, เบต้าแคโรทีน 50 มิลลิกรัม, สังกะสี (Zinc) 80 มิลลิกรัม ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการลุกลามในโรคจุดรับภาพเสื่อมได้ 25% เฉพาะผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงเท่านั้น ซึ่งจักษุแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยและประเมินเท่านั้นค่ะ
  2. โรคตาแห้ง มีงานวิจัยซึ่งไม่ใหญ่มาก พบว่า วิตามินพวก omega-3 ช่วยลดอาการ เพิ่มการผลิตน้ำตา และลดการอักเสบได้ในผู้ป่วยกลุ่มนี้

สำหรับวิตามินหรืออาหารเสริมอย่างอื่นที่มีโฆษณาหรือวางขายกันอยู่นั้น ยังไม่น่าเชื่อถือค่ะ ไม่ควรเสี่ยงหรือเสียเงินไปซื้อมาทาน

สรุปก็คือ การกินวิตามินหรืออาหารเสริมเพื่อจะรักษาโรคทางตาต่างๆ อาจจะไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก แต่วิตามินก็มีประโยชน์ต่อร่างกาย ถ้าอยากจะกินวิตามินบำรุงตาจริงๆ ก็สามารถทานผัก ผลไม้ ต่างๆ เช่น ผัก ผลไม้สีส้ม หรือทานตามความเหมาะสม และทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ค่ะ

สิ่งที่ดีมากกว่าการรับประทานวิตามินในเรื่องการดูแลตาโดยตรงก็คือ การใส่แว่นกันแดดเวลาออกแดด เพราะแสง UV ชัดเจนว่ามีอันตรายต่อดวงตาเป็นอย่างมาก ทำให้เกิด ต้อกระจก ต้อเนื้อ ต้อลม ได้ โดยการใช้แว่นกันยูวีเท่านั้น เพราะป้องกันได้ 100%  รวมทั้งควรหยุดสูบบุหรี่ เพราะทำให้เกิดโรคจอประสาทตาบวมน้ำแถมด้วยโรคปอด และสุดท้ายควรตรวจตาอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อหาโรคที่ไม่มีอาการในระยะแรก เช่น โรคต้อหิน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงคือ คนที่อายุมากกว่า 40 ปี เป็นเบาหวาน สายตาสั้นอยู่เดิม และประวัติครอบครัวเป็นต้อหินค่ะ แค่นี้ก็มีสุขภาพตาที่ดีได้แล้วค่ะ

ติดตามบทความอื่นได้ที่ www.cleothailand.com

 

Follow us: @cleothailand
HOROSCOPE