“ทำไมหัวใจถึงเต้น?” สำหรับคนเหล่านี้หัวใจที่ยังเต้น เป็นมากกว่าการมีชีวิตอยู่

 ฟังคำนี้แล้วหัวใจสั่นรัว ทำไมหัวใจเราถึงเต้นหล่ะ? บางคนอาจจะคิดไปทางวิทยาศาสตร์ คิดไปทางทฤษฎี อาจจะได้คำตอบว่าหัวใจมันต้องเต้นเพื่อให้เรายังมีชีวิต มีลมหายใจ สมองสั่งการให้อวัยวะและระบบร่างกายทำงานได้ แต่สำหรับคนกลุ่มหนึ่ง มันเป็นมากกว่านั้น คำว่า “หัวใจเต้น” ไม่ใช่แค่การทำงานของหัวใจ แต่มันคือการทำตามหัวใจ ขยับร่างกาย เคลื่อนไหวตามเสียงเพลง มันคือคำว่า “แพชชั่น” ที่คนสมัยใหม่อินกันมากๆ เพราะฉะนั้นถ้าให้คนกลุ่มนี้ตอบคำถามว่าทำไมหัวใจถึงเต้น? สำหรับพวกเขา มันเป็นเพราะว่าแพชชั่น ความรักที่มีให้กับศิลปะที่เรียกว่าการ “เต้น” แค่ฟังคำนี้ไฟก็ลุกแล้วววว

 

เป็นมากกว่าการออกกำลังกาย

สมัยนี้ใครๆ ก็หันมาสนใจการเต้นมากขึ้น เป็นการออกกำลังที่ไม่น่าเบื่อ ไม่ต้องบังคับตัวเอง สนุกกับการขยับไปตามเสียงเพลง รู้ตัวอีกที อ้าวเบิร์นไปหลายแคลแล้วนะ!! แต่สำหรับบางคนก้าวข้ามไปอีกสเต็ป เลือกมันเป็นทางเดินของชีวิต ใช้สกิลล์ในการเต้นเลี้ยงดูตัวเอง อาจจะเริ่มฝึกฝนตั้งแต่เด็กๆ เรียนไปพร้อมๆ กับการเรียนหนังสือเลย บางคนอาจจจะเพิ่งมาเริ่มตอนโต แต่สิ่งที่มีเหมือนกันคือใจของพวกเขารู้สึกว่านี่แหละใช่มากๆ อยากจะทำสิ่งนี้เป็นอาชีพไปเลย ดีจะตายให้สิ่งที่ชอบมาเป็นสิ่งที่เลี้ยงดูเราได้ แบบนี้ก็จะได้มีพลังใช้ชีวิตในทุกๆ วัน!

ส่วนบางคนอาจจะไม่ได้เต้นเป็นอาชีพ แต่มันเป็นสิ่งที่เติมไฟให้กับชีวิต บ้างก็มองมันเป็นเป้าหมายอย่างหนึ่งที่จะต้องทำให้คอมพลีทให้ได้ สนุกกับการเรียนรู้ท่าใหม่ๆ พอทำได้ก็ส่งผลต่อใจมาก มีความมั่นใจในตัวเอง เพิ่มพลังในการใช้ชีวิต บ้างก็รู้สึกว่าที่นี่แหละที่ฉันสามารถระบายความในใจได้ ดึงอินเนอร์อะไรบางอย่างแล้วเอามาโยนใส่การขยับร่างกาย ทั้งหมดนี้แหละคือแพชชั่น เพราะมันเข้าไปสัมผัสอะไรบางอย่างในใจให้มีพลังขึ้นมา

 

 

คนไทยไม่แพ้ชาติได้ในโลก

คำนี้เราได้ยินกันบ่อย รู้มั้ยว่ามันใช้ได้กับการเต้นเหมือนกัน เป็นอะไรที่คนทั่วไปอาจจะยังไม่รู้ แต่คนไทยเรามีฝีเท้าในการเต้นไม่แพ้ชาติได้ในโลกจริงๆ มีทีมเต้นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่เดินทางไปแข่งระดับโลกแล้วได้ตำแหน่งเลขตัวเดียวมา!!! แล้วก็ยังมีนักเต้นไม่น้อยเลยทีเดียวที่ได้รับเชิญไปสอนและเป็นกรรมการเวทีแข่งเต้นที่ต่างประเทศอีกด้วย!!!

 

แล้วสังคมเต้นเมืองไทยมันไปถึงไหนแล้ว?

สังคมเต้นในเมืองไทยตอนนี้นับว่าโตขึ้นมากกว่าเมื่อก่อนมากๆ สมัยก่อนจะมีแค่กลุ่มเล็กๆ เวลาเรียนก็ต้องไปหาคนร่วมอุดมการณ์ ชวนเพื่อนไปสมัครคอร์สเต้น เป็นคลาสไพรเวทเล็กๆ เวลาอยากเรียนกับนักเต้นฝีมือระดับโลกสักทีก็ต้องซื้อตั๋วเครื่องบิน บินไปเรียนถึงเมืองนอกนู้น แต่เดี๋ยวนี้ ง่ายขึ้นมาก เพราะมีนักเต้นเทพๆ ไม่น้อยเลยทีเดียวที่พลัดเวียนกันเข้ามาเปิดคลาสกันไม่ขาดสาย  ทำให้สังคมการเต้นบ้านเรามีการเติบโตกันอย่างเรื่อยๆ การเป็น “แดนเซอร์” เริ่มถูกมองว่าไม่ใช่เอาชีพเต้นกินรำกิน แต่พวกเขากลายเป็นเหมือน “ศิลปิน” ที่สร้างงานศิลปะผ่านการขยับร่างกายในรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร

 

 

Dance Camp

การเต้นเป็นภาษาอย่างหนึ่งที่คนทั่วไปอาจไม่เข้าใจ แต่นักเต้นด้วยกันไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลก จะพูดภาษาอไร แต่ถ้ารักในการเต้นเหมือนกัน ก็จะเข้าใจกันดี มันก็เลยมีการจัดแคมป์เต้นขึ้นมา เกิดขึ้นมาแล้วทั้งที่ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เยอรมัน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ซึ่งก็จะเป็นเหมือนแคมป์สมัยที่เราเรียนมหาลัยนั้นแหละ แต่จะไม่ได้ต้องนอนด้วยกัน ซึ่งก็เกิดขึ้นบ่อยมาก แล้วแต่ว่าจะจัดที่ประเทศไหน

 

ความพิเศษของแคมป์มันอยู่ตรงที่รวมนักเต้นมีชื่อเสียงจากทั่วโลกมาเปิดคลาสในที่ๆ เดียว ซึ่งปกติเขาจะอยู่กันคนละซีกโลก ตารางคลาสจะจัดเรียงกันมาเลย พอเห็นรายชื่อนักเต้นที่จะมาสอนในแคมป์นั้น นักเต้นทั่วโลกก็จะพากันจองตั๋วบินมารวมตัวกันอยู่ที่แคมป์แห่งนี้ ไม่รู้ว่าชนชาติอะไรบ้าง แต่ก็เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน และด้วยความที่แคมป์มีระยะเวลา บางแคมป์ 3 วัน บางแคมป์ 10 วัน ต้องเจอหน้ากันบ่อยๆ ก็เลยมีการทักทาย พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนต่างชาติ ทำให้การเต้นทั่วโลกได้ขยับเข้ามาใกล้ชิดกัน เบลอร์เส้นอนาเขตของแต่ละประเทศทิ้งไป มีแค่การเต้นนี่แหละที่เชื่อมต่อพวกเขาเอาไว้

 

 

Iconique Dance Camp

เมืองไทยเราก็มีแคมป์เป็นของตัวเองเหมือกัน “Iconique Dance Camp” คือแคมป์เต้นสัญชาติไทย ที่ทำโดยทีม See No Wall ทีมออร์กาไนเซอร์คนไทยที่มีความตั้งใจอยากจะยกระดับการเต้นของคนไทยให้เทียบเท่ากับต่างประเทศ เชื่อมโยงการเต้นทั่วโลกเข้าด้วยกัน พังกำแพงระหว่างประเทศทิ้งไปซะ!!! ส่วนการจัด “Iconique Dance Camp” ก็เป็นโปรเจ็คหนึ่งที่ทีม See No Wall ได้ทำขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความตั้งใจที่ตั้งไว้ รวมเหล่านักเต้นตัวท๊อปๆ ชองประเทศไทยมาสอน แถมยังมีการเอานักเต้นระดับโลกอย่างทีม “Quick Crew” มาสอนอีกด้วย พวกเขาคือทีมจากประเทศนอร์เวย์ เจ้าของคลิ๊ปเต้นเพลงหญิงลี ใส่หมวกฟางปิดหน้าดำ เต้นพริ้วๆ จนกลายเป็นไวรัลในประเทศไทย

 

 

 

นอกจากนี้ก็ยังมีนักเต้นจากสิงคโปร์ สเปน และไต้หวันมาปล่อยของอีกเพียบ ขอบอกว่าเป็นแคมป์ที่ไฟลุกมาก ขนลุกทุกทีที่เห็นว่าคนมีคนไทยเต้นเก่งเยอะขนาดนี้!!! แถมยังมีนักเต้นเมืองนอกทั้งพม่า ไต้หวัน และอีกหลายๆ ประเทศให้ความสนใจในการคลับเคลื่อนของวงการเต้นบ้านเราครั้งนี้ด้วย!!

 

แล้วความ “Iconique” คือของแคมป์คืออะไรหล่ะ? เหล่านักเต้นที่ทีม See No Wall เลือกมาคือคัดแล้วว่ามีความเป็น “ไอคอน” มีความเป็นศิลปิน มีซิกเนเจอร์การขยับร่างกายไม่เหมือนใคร และมีสกิลล์ที่ร้ายกาจมากเลยจริงๆ แต่ละคลาสมีความไม่เหมือนกันเลย เหมือนมีโชว์หลายๆ รสชาติมาให้ดูต่อกัน

 

 

จุดที่ประทับใจของการได้ไปยืนมองเหล่านักเต้นในแคมป์ในวันนั้น คือพลังที่เขาทำเพื่อแพชชั่นของตัวเอง ในขณะที่อากาศร้อนมากๆ แต่ละคนก็ใส่เต็มที่ ไม่ว่าจะสัญชาติอะไร จะเต้นแนวอะไร ทุกคนก็ตั้งใจเรียน ตั้งใจเต้นตาม ผิดๆ ถูกๆ ก็ทำ มีหันมาหัวเราะกันบ้าง เห็นใครเหนื่อยก็ช่วยกันบิ้วด์ เป็นบรรยากาศที่พอสซิทีฟและพลังสุดๆ วันนั้นเรายืนดูอยู่ข้างนอกยังรู้สึกว่าได้เติมไฟไปด้วยเลย หัวใจไม่รู้กี่ดวงที่เต้นตุบๆ อยู่ตรงนั้น มันทำให้ใจของเราเต้นแรง เข้าใจแล้วว่าทำไมหัวใจของคนเหล่านี้ถึง “เต้น” เป็นมากกว่าการมีลมหายใจ คือการทำให้ชีวิตมีไฟและแรงขับเคลื่อนตลอดเวลา

 

 

 

HOROSCOPE