ก้าวแรก ก้าวสำคัญของเพเซอร์จุ๊บแจง สู่การทลายขีดจำกัดต่อๆ ไปของเธอ #BreakThrough

เคยได้ร่วมวิ่งกับกลุ่มวิ่ง #NRCBKK อยู่บ่อยๆ คุ้นเคยกับเพเซอร์ของ Nike พอสมควร เพราะเราก็เป็นหนึ่งในคนที่เหล่าเพเซอร์ต้องคอยมาเชียร์อัพ (บวกเคี่ยวเข็ญ) ให้วิ่งสุดรอบ จนทำสำเร็จได้ทุกครั้ง พอเริ่มคิดการใหญ่ว่าอยากลงวิ่งมาราธอนครั้งแรกของตัวเอง เลยแอบล็อคตัวเพเซอร์คนสวยแห่ง Nike อย่างจุ๊บแจง-ศรีสกุล ใจชุ่ม เพื่อขอรับพลังแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ทำให้ได้รู้ว่า เอ้อ จริงๆ การวิ่งมันมีอะไรมากกว่าที่คิดแฮะ ยิ่งถ้าวิ่งรายการใหญ่ ไม่ใช่นึกจะวิ่งก็ออกไปวิ่งตามใจได้เลย แต่ต้องวิ่งให้ได้ผล วิ่งให้เกิดประโยชน์ วิ่งให้ได้งาน ถ้ารักจะวิ่งก็ต้องทุ่มเทใจกายให้กับมัน ผลักดันตัวเองให้ออกจากบ้านเพื่อไปวิ่งให้ได้ เพราะถ้าก้าวเท้าออกจากบ้านได้สำเร็จ เหมือนอย่างที่จุ๊บแจงเคยทำได้ มุ่งมั่นในการวิ่ง จนเรื่องวิ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของจุ๊บแจง จนท้ายที่สุดได้กลายเป็นเพเซอร์ประจำให้กับ Nike ในตอนนี้!

 

First Pace : จากศูนย์ไปเป็นหนึ่ง

สมัยก่อน จุ๊บแจงเป็นคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย เหงื่อแทบไม่ออกเลย เวลานัดแฮงก์เอาท์กับเพื่อนก็ชวนกันกินอย่างเดียว จนวันนึงมีพี่ที่เรียนปริญญาโทชวนไปวิ่งด้วยกัน ก็เริ่มติดใจการวิ่ง รู้สึกว่าการวิ่งมีเสน่ห์ เราได้ลืมเรื่องต่างๆรอบตัวไปชั่วขณะ โฟกัสจิตใจอยู่ที่ฝีเท้า ได้เอาชนะใจตัวเองเพื่อลุกออกไปวิ่ง จากที่วิ่งแค่สัปดาห์ละวันสองวัน กลายเป็นวิ่งบ่อยขึ้น มีบ้างที่ขี้เกียจแต่พยายามกระตุ้นตัวเองให้นึกถึงอารมณ์หลังวิ่งเสร็จ ประมาณว่า Mission Accomplished!

Second Pace : เข้าวงการวิ่งจริงจัง

พอเข้าสู่วงการนักวิ่งและมีทีมวิ่ง เลยได้เปิดโลกกว้างสุดๆค่ะ ได้รู้ว่าการวิ่งมีแบบไหนบ้าง ควรซ้อมยังไง วิ่งเพื่ออะไร เริ่มมีเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้นให้กับตัวเอง สำหรับจุ๊บแจงคือ ความเร็ว ทุกครั้งที่ซ้อม จะแพลนตารางขึ้นมา โดยมองเป้าหมายว่า วันนี้ต้องทำเวลาให้ได้ตามสถิติที่เท่าไหร่ หรือรักษาระดับความเร็วที่เท่าไหร่ อธิบายก่อนว่า ปกติคนเราจะมี  Personal Base หรือระดับการวิ่งที่เป็นพื้นฐานของตัวเอง สมัยก่อนจุ๊บแจงเคยวิ่งที่เพซ 7-8 แต่เราก็ผลักตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆจนอยู่ที่ 5-6 ถามว่าง่ายมั้ย? ไม่! ต้องขยันวิ่ง ฝึกซ้อม ซึ่งพอทำได้ปุ๊บ มันดีต่อใจจริงๆนะ ทำให้เราอยากพัฒนาตัวเอง ไม่ล้มเลิกไปเสียก่อน

 

Third Pace : วิ่งให้เร็ว ต้องวิ่งไล่ตามคนที่วิ่งเร็วกว่า!

สนามแรกที่ได้รางวัลเป็นรายการวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21 กม. ระดับความเร็วปกติของเราจะอยู่ คือ 5.5 แต่วันนั้นเกิดอยากวิ่งตามคนๆ นึง พี่เค้าเป็นนักวิ่งเพซ 5.1 ดูเหมือนห่างกันนิดเดียวเนอะ แต่เมื่อเทียบกับระยะทางและเวลา พี่เค้าไปเร็วกว่าเราเยอะ พอตั้งใจจะวิ่งเกาะพี่เค้าไป ก็เร่งสปีดเลยค่ะ อัดเต็มที่ที่ 5.3 ไล่หลังตามไปติดๆ เกาะไปจนเข้าเส้นชัยเป็นลำดับที่ 4 ของฝ่ายหญิงในรุ่นอายุเดียวกัน ตอนนั้นไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะวิ่งเร็วจนได้รางวัล แต่ก็เพราะรางวัลนั้นแหละที่ทลายความคิดเดิมๆว่า “เราวิ่งเร็วขนาดนั้นไม่ได้หรอก” ถือเป็นเรื่องที่ภูมิใจมาก เพราะมันเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้เราอยากท้าทายขีดความสามารถของตัวเองต่อไป

Fourth Pace : อยากวัดใจให้ไปฟูลมาราธอน

  • รายการที่ทลายขีดความสามารถเดิมๆของเราไปเลย ขอยกให้รายการวิ่งฟูลมาราธอน 42 กม.ค่ะ เราไปวิ่งเชียงใหม่มาราธอน พอสมัครปุ๊บ ก็ตั้งใจซ้อม วางเป้าหมายไปเลยว่า อยากใช้เวลาให้ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง เพราะถ้าเอาตามมาตรฐานของรายการฟูลมาราธอนที่บอสตัน ช่วงอายุของเราต้องใช้เวลาแค่ 3 ชั่วโมงครึ่ง! เท่ากับว่าต้องวิ่งไม่ต่ำกว่าเพซ 5.00 ตลอด 42 กม. ซึ่ง…สำหรับนักวิ่งมือสมัครเล่นค่อนข้างโหด ต้องอาศัยวินัยขั้นสุด ใช้ทั้งใจ ทั้งร่างกายที่พร้อม บวกกับสภาพตัวเราเองในเวลานั้น แต่ก็สู้มากค่ะ
  • ช่วงก่อนไปฟูลมาราธอน เราทำตารางซ้อมให้กับตัวเอง แต่ละสัปดาห์จะซ้อมวิ่งช้าสลับเร็วแบบ interval กับ tempo เพื่อรักษาระดับอัตราการเต้นของหัวใจ ฝึกวิ่ง Long run เน้นความอึด แล้วก็ฝึกแบบ Endurance ที่เพิ่มระยะมากขึ้นเรื่อยๆ จาก 20 เป็น 25 30 ไปจนถึง 32 กม.แต่ก็ไม่ควรซ้อมจนเกิด overtrained ต้องมีวันพักให้ร่างกายได้ฟื้นฟูด้วยเหมือนกัน
  • การลากตัวเองออกไปซ้อมวิ่งทุกครั้ง ทรมานจิตมากกกก เราไม่อยากไปวิ่งเยอะขนาดนั้น ได้แต่คิดว่าเมื่อไหร่จะจบ เมื่อไหร่จะได้พัก ต้องวิ่งวันละไม่ต่ำกว่า 20-30 กิโลทุกวัน มันก็ไม่สนุกเท่าไหร่ มีบางวันอยากกินขนมนอนอยู่บ้าน แต่พอคิดว่า เฮ้ย ทำมาขนาดนี้แล้ว มีเดดไลน์รออยู่ปลายทาง ก็ลุกสิคะ รออะไร ออกไปวิ่งให้ให้ตามตาราง ซึ่งความฟินก็คือ ทุกครั้งที่วิ่งจบ เราลืมไปเลยว่าเคยนอนขี้เกียจเมื่อสองชั่วโมงที่แล้ว
  • แปลกมากที่วันแข่งจริง 42 กม. ไม่ยากเท่ากับตลอดช่วงที่ซ้อมเก็บมาเลย เราวิ่งไปได้เรื่อยๆ รักษาระดับได้ตามเป้า จบเส้นชัย ทำได้ต่ำกว่า 4 ชั่วโมงด้วยซ้ำ! คุ้มค่ากับการตั้งใจซ้อม แต่เอาจริงนะ ไปฟูลมาราธอน ไม่จำเป็นต้องจบในเวลา 4 ชั่วโมงก็ได้ ขอให้จบแบบแฮปปี้ มีความสุข ไม่บาดเจ็บก็พอแล้ว

 

Fifth Pace :จากนักวิ่งมาเป็นเพเซอร์

ตอนวิ่งใหม่ๆ เราเคยมีพี่คนนึงเป็นเพเซอร์ให้ ทำให้ได้รู้ว่า เพเซอร์ช่วยให้เราวิ่งได้เร็วขึ้น วิ่งได้ดีขึ้น พอ Nike เปิดรับสมัครเพเซอร์ เลยลองดูค่ะ แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ต้องฟันฝ่าหลายด่านพอสมควร คนที่สมัครเข้ามาเก่งกันทุกคน วิ่งได้ดีมาก แถมเอนเตอร์เทนนักวิ่งได้อีก เราก็เอาทัศนคติที่ดีเข้าสู้ อย่างตอนสัมภาษณ์กรรมการจะพิจารณาว่าเราเป็นสายวิ่งคนเดียวลุยเดี่ยว หรือวิ่งไปด้วยกันเป็นทีม เพราะหน้าที่ของเพเซอร์จริงๆ คือ การกระตุ้นรันเนอร์ทุกกลุ่มให้สามารถไปถึงเส้นชัย เราจะเอาเพซตัวเองมาเป็นตัววัดไม่ได้ ถ้าต้องลดความเร็วไปเกาะกลุ่ม 8 ก็ต้องทำ เพื่อให้แน่ใจว่ารันเนอร์ทุกคนวิ่งจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง ซึ่งเราว่า มันมีเสน่ห์นะ เราไม่ได้อยากเป็นแค่นักวิ่งที่เก่ง แต่อยากเป็นคนที่คอยจุดไฟให้นักวิ่งได้ทำตามฝันด้วยเหมือนกัน

 

Next Pace! : คิดให้ใหญ่แล้วไปให้ถึง

เคยคิดสนุกๆว่าอยากเป็นจุ๊บแจงที่วิ่งไปในสถานที่สำคัญทั่วโลก ใช้เท้าของเราสำรวจเมืองแทนการขับรถ น่าจะสนุกและท้าทายตัวเองทุกครั้งที่ไปในสถานที่ใหม่ แต่เป้าหมายขั้นสุดคือ วิ่งรอบพิรามิดกีซ่ากับสฟิงซ์ที่อียิปต์ค่ะ! จริงๆแอบฝันต่อไปอีกว่าอยากเข้าร่วมรายการที่ชื่อ 4 Deserts ที่จะให้ผู้เข้าร่วมรายการไปวิ่งในทะเลทรายแบบ self-support ต้องหาข้าวหาน้ำ หาที่นอน หาห้องน้ำด้วยตัวเอง ใช้เวลา 7 วัน ระยะเวลา 250 กม. โหดมากกกก แต่เรารู้สึกว่าถ้าได้ผ่านรายการแบบนี้มา ก็คงไม่กลัวอะไรอีกแล้วในโลกนี้ รวมถึงการได้ทำโปรเจ็กต์วิ่งเพื่อช่วยเหลือสังคมแบบโครงการ “ก้าวคนละก้าว” ของพี่ตูน-บอดี้สแลม เพราะเราเชื่อว่าแค่ออกมาวิ่งก็เปลี่ยนอะไรหลายอย่างรอบตัวได้จริงๆ อาจไม่ถึงขนาด 2,191 กม. แต่ขอให้เป็นการวิ่งที่มาจากใจ ใช้การวิ่งเพื่อสร้างโลกที่น่าอยู่ขึ้น แค่นี้ก็ยิ่งใหญ่มากแล้วค่ะ