รถชนทำให้เธอเดินไม่ได้ตลอดชีวิต แต่เธอสู้ไม่ถอยจนได้ดำน้ำ ทั้งที่หลายคนบอกว่าเป็นไปไม่ได้ - CLEO Thailand Online Magazine

รถชนทำให้เธอเดินไม่ได้ตลอดชีวิต แต่เธอสู้ไม่ถอยจนได้ดำน้ำ ทั้งที่หลายคนบอกว่าเป็นไปไม่ได้


แค่เดินไม่ได้ ก็ใช่ว่าชีวิตจะต้องจบลงตรงนั้น องุ่น สุดารัตน์ เทียรจักร์ อายุ 26 ปี ที่หลังประสบอุบัติเหตุรถชนกระดูกทับไขสันหลังจนเดินไม่ได้ แต่ใจสู้จนดำน้ำได้จริงๆ เธอคือเจ้าของความฝัน Angun Dive Story และนักเขียนหนังสือ How Deep Is Your Dream วันนี้องุ่นพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนพิการก็สามารถดำน้ำได้ และถึงต่อไปนี้จะเดินไม่ได้ แต่ชีวิตเธอเจอความสุขแล้ว

 

วันที่ชีวิตพลิกผัน

ใครจะรู้ล่ะว่าหลังสิ้นสุดการเดินทางท่องเที่ยวในวันหยุดครั้งหนึ่ง จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอไปตลอดกาล “อุบัติเหตุเกิดตอนเราอายุ 13 ปี เป็นวันหยุดรัฐธรรมนูญ ช่วง 12 ธันวาคม ก็ไปเที่ยวกับญาติที่ลำพูน ขากลับนอนหลับอยู่ในแคปปิคอัพ แล้วรถชนกัน จังหวะนั้นเราเลยไม่ได้ตั้งตัว เลยกลิ้งตกลงไปที่พื้น กระดูกที่ต้นคอก็ไปกระแทกกับเป็นเบาะคนหน้า ก็เลยกระดูกทับไขสันหลัง หลังอุบัติเหตุก็ขยับตัวไม่ได้เลย เข้าผ่าตัดที่โรงพยาบาลที่เชียงใหม่ แล้วย้ายกลับมาที่บ้านแต่ก็ยังต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลบ่อยๆ หลังจากนั้นก็ต้องพักการเรียนทั้งหมด เพราะตอนนั้นเขียนอะไรไม่ได้ อยู่กับการรักษาตัว ทำกายภาพบำบัด หลังจากนั้นถึงกลับมาเรียน กศน.”

 

 

“ช่วงแรกที่ประสบอุบัติเหตุ ไม่คิดว่าตัวเองจะพิการตลอดไป คนอื่นเขาไปโรงพยาบาลก็หาย หมอก็บอกความจริงกับพ่อแม่เรานะ แต่กับเราก็แค่ให้กำลังใจว่าไม่เป็นไร เราก็คิดตามเหมือนเด็ก แต่พอนานๆ เข้าเราเห็นเพื่อนในวอร์ดก็เริ่มยอมรับมากขึ้น มันก็มีความหวังพอๆ กับการยอมรับความจริง แต่ที่ยังอยู่ได้ ก็ด้วยความหวังว่าพอจะทำสิ่งที่พอจะทำได้ ที่อยากจะกลับมาเรียน มาเขียนหนังสือ ช่วงนั้นก็ทำให้ตั้งคำถามมากขึ้นว่า ทำไมเราถึงเป็นแบบนี้ ทำไมเราไม่หาย ทำไมชีวิตเราถึงไม่ได้มีเหมือนเพื่อน เราจะอยู่ยังไง แต่ช่วงที่รู้สึกแย่ จะมีแม่ มีเพื่อนคอยให้กำลังใจ เราก็อยู่ได้ด้วยตรงจุดนี้”

 

หลังอุบัติเหตุ ชีวิตเหลือแค่สองมือ ความรู้สึกและความฝัน

หลังเหตุการณ์เลวร้ายจบลง ทิ้งร่องรอยความเจ็บปวดไว้ติดตัวเธอมาจนถึงทุกวันนี้ มีท้อบ้างแต่ไม่นานพลังใจก็กลับมาเต็มเปี่ยมเหมือนเดิม “หลังอุบัติเหตุเราทำกายภาพบำบัด ออกกำลังกาย แต่อาการก็ไม่ดีขึ้นมาก เพราะไขสันหลังที่ขาดไปแล้วก็ขาดไปเลย ยังไม่มีการรักษาที่สามารถต่อได้ ก็ต้องออกกำลังไม่ให้ขาลีบตลอด ก็ทำในส่วนที่ยังทำได้ อย่างขยับแขน งอศอกได้ แต่เหยียดนิ้วออกไม่ได้” ถึงชีวิตหลังจากนี้จะเดินไม่ได้อีก แต่สองแขนและหัวใจยังพาให้เธอฮึดสู้ และเริ่มเขียนบันทึกบอกเล่าชีวิตตัวเอง “เราใช้เวลาเกือบสองปีกว่าถึงจะกลับมาเขียนหนังสือ เขียนบันทึกได้อีกครั้ง ก็ใช้วิธีสอดปากกาไว้ระหว่างนิ้วแล้วเขียนเอา แต่ถ้าใช้ในคอมพิวเตอร์ก็จะใช้สองมือช่วยจับเมาส์ ถ้าจะพิมพ์ก็ใช้ปากกาจิ้มเอา มันเหมือนเราต้องกลับมาเริ่มเขียนหนังสือใหม่”

 

ความท้อแท้และผิดหวังถึงกับเคยคิดสั้น

เป็นเรื่องยากสำหรับเด็กผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งเคยเดินได้ เคยวิ่งเล่น แต่วันหนึ่งร่างกายกลับถูกจำกัดไว้แค่บนเก้าอี้สองล้อ เราถามองุ่นถึงความท้อแท้และผิดหวัง คำตอบคือเธอเคยมีช่วงเวลาที่คิดสั้นมาก่อน “คิดสั้นมีบ้าง ช่วงที่รู้สึกแย่จริงๆ หลังประสบอุบัติเหตุมา 5-6 ปี เริ่มอยู่กับสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้มากขึ้น” แต่เพราะความรักจากคนในครอบครัวและเพื่อนๆ ที่ทำให้เธอเปลี่ยนใจ “ตอนนั้นคิดว่าถ้าทำเรื่องแย่ๆ ไปก็จะทำให้พ่อแม่เสียใจ ทำให้เพื่อนที่เคยมาเยี่ยมหากันตลอดเสียใจร้องไห้ ที่อยู่มาได้ก็ด้วยคนรอบข้างเป็นส่วนที่ทำให้ยังสู้อยู่ ถึงตอนนี้เวลามีปัญหาท้อๆ ถึงคิดสั้นขึ้นมา แต่ก็ยังไม่อยากทำให้มันเกิดขึ้น”

 

องุ่นโชคดีที่มีแม่อยู่ข้างๆ เสมอ

แม่คือกำลังใจที่ช่วยเปิดโลกใหม่ให้เธอ “องุ่นเคยถามแม่ว่า เราจะอยู่ยังไงกันต่อไป แม่ก็บอกว่า ก็อยู่กันไปก่อน ถึงครอบครัวจะไม่มีเงินมากเหมือนคนอื่น ไม่มีโอกาสออกไปใช้ชีวิต แต่แค่เราอยู่ด้วยกันสามคน ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันก็มีความสุขแล้ว แค่อย่างน้อยเราไม่สูญเสียกันไป ถ้าองุ่นประสบอุบัติเหตุตอนนั้นแล้วเสียชีวิตไป ก็อาจจะไม่ได้มาอยู่กับแม่ ถึงตอนนี้จะเดินไม่ได้ แต่ก็ยังมีความคิดความทรงจำ ไม่ลืมช่วงที่ครั้งหนึ่งเราเคยเดินได้ ไม่ลืมว่าคนนี้เป็นพ่อแม่ของเรา และเรายังพูดคุยกันได้เหมือนเดิม โชคดีที่สุดที่องุ่น มีแม่ที่ยังคอยดูแลไม่เคยทิ้ง ไม่เคยบ่นว่าต้องทำนู่นทำนี่เหนื่อย

 

เส้นทางสุดโหดก่อนวันที่ฝันเป็นจริง

หลังจากที่เราถามถึงเรื่องความฝันและการเดินทางไปดำน้ำ น้ำเสียงของเธอเริ่มสดใสขึ้น องุ่นเล่าว่าจริงๆ แล้ว เธอไม่เคยมีความฝันอยากดำน้ำมาก่อน เพียงแค่ตอนเด็กๆ ชอบเล่นน้ำเท่านั้น แต่หลังจากประสบอุบัติเหตุเธอต้องใช้ชีวิตอยู่บนวีลแชร์ ไปไหนลำบาก จนได้ไปเที่ยวน้ำตกที่แพร่ ได้นั่งห่วงยางลอยตัว วินาทีนั้นเหมือนเธอได้อิสระกลับมาอีกครั้ง หลังจากนั้นเธอได้แต่ถามตัวเองว่า ถ้าไปทะเลจะทำอะไร “ช่วงนั้นก็เห็นเพื่อนๆ ไปเที่ยวทะเล ดำน้ำสน็อกกลิ้ง ใส่ชูชีพกัน ก็เลยอยากรู้ว่าถ้าเราได้ใส่ชูชีพจะเป็นยังไง ก็เลยถามจากเพื่อน จากหมอนักกายภาพ เขาก็บอกว่าน่าจะไปได้นะ พอดีช่วงนั้นเราทำหนังสือกับพี่เอ๋ นิ้วกลม ก็เลยลองถามว่าต้องทำยังไง มีค่าใช้จ่ายยังไงบ้าง เราเลยพูดถึงความฝันอยากดำน้ำ พอดีเขามีเพื่อนเป็นครูสอนดำน้ำ แล้วเขาก็บอกว่าจริงๆ คนพิการก็สามารถดำน้ำได้ ก็จุดประกายให้องุ่นอยากดำน้ำ”

มิสวีลแชร์ เส้นทางแรกเพื่อฝัน

องุ่นเล่าว่าจริงๆ แล้ว ก่อนที่จะใฝ่ฝันอยากดำน้ำ เธอเป็นเพียงแค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่อยากไปเที่ยวทะเล อาจจะเพราะเธออยู่ที่จังหวัดแพร่ ไม่มีน้ำทะเลให้เล่น ประกอบกับที่ตอนนั้นได้รู้จักกับคุณหมอนักกายภาพแนะนำให้ลองประกวดมิสวีลแชร์ดู ถึงได้ลองดูสักตั้ง “ช่วงนั้นเป็นปี 2556 ตอนแรกไม่คิดว่าอยากไปประกวด เพราะเราเป็นอย่างนี้มันจะน่าแข่งขันตรงไหน แต่คิดอีกมุมคือเป็นข้ออ้างให้เราได้ไปเที่ยวกรุงเทพ เพราะหมอก็จะช่วยสนับสนุนค่าเดินทางบ้าง องุ่นก็เพ้นท์เสื้อขายหาค่าเดินทางให้ตัวเองด้วย” เสื้อที่เขียนคำว่า บ่เป็นหยัง พร้อมกับคำว่า Never Mind “คิดคำนี้เพราะเวลาออกไปเที่ยวข้างนอก ก็จะมีคนหันมองมาที่เรา แต่เราก็พยายามยิ้ม ก็เลยอยากจะเขียนลงไปบนเสื้อเลยว่าเราไม่เป็นไร ตอนนั้นก็ได้เงินพอค่ารถไฟไปกรุงเทพฯ กับแม่สองคน ตอนไปประกวดมิส วีลแชร์ ไม่ได้รางวัล ไม่ได้เข้ารอบเก็บตัว 10 คน แต่ก็ทำให้เรามีความฝันอยากไปทะเลต่อไป”

 

 

ฝันเป็นจริงเมื่อกล้ากระโจนเข้าใส่

หลังผิดหวังจากการประกวดรอบแรก เธอยังมุ่งหาทางไปทะเลให้ได้อีกครั้ง แต่หนทางไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะการเดินทางมีค่าใช้จ่ายสูง แล้วโชคชะตาก็นำพาให้เธอได้ไปเห็นกิจกรรมที่เว็บไซต์พันทิปจัดขึ้น ในโครงการ “ก้าวออกจากฝัน สร้างสรรค์ให้เป็นจริง” ความฝันครั้งนี้รอไม่ได้แล้ว “พอดีช่วงนั้นเราเล่าการเดินทางของเราในเว็บไซต์พันทิป แล้วก็ไปเห็นกิจกรรมนี้ ตอนนั้นสมัครเอง ก็แค่อยากจะเล่าเรื่องความฝันของเราลงไปเผื่อว่าจะได้รับคำแนะนำจากคนที่เป็นนักเดินทาง ไม่ได้หวังถึงรางวัล ไม่ได้หวังถึงชัยชนะ เพราะตอนนั้นมีรางวัลชนะเลิศแค่รางวัลเดียว เราเห็นกิจกรรมของคนอื่นที่เขาส่ง ก็น่าสนใจทั้งนั้น อย่างของเราเรื่องดำน้ำกับคนพิการเป็นเรื่องไกลตัว แต่เราแค่อยากจะเล่าเรื่องของเราลงไปด้วยในนั้น”

 

“ผมไม่อยากสนับสนุนความฝันที่ส่งให้คนไปตาย”

หลังจากผ่านเข้ารอบสัมภาษณ์เดี่ยว องุ่นต้องเจอคำถามโหดๆ จากคณะกรรมการ เพราะความฝันของเธอดูท่าจะเป็นไปได้ยากถึงขั้นเป็นไปไม่ได้เลย “ตอนสัมภาษณ์ จะมีช่วงที่ต้องเล่าเรื่องของตัวเองกับตอบคำถาม ก็ทำให้เราหวั่นๆ ตรงที่ เราจะถูกตัดสินด้วยความสงสารรึเปล่า ก็เลยพูดกับกรรมการตรงๆ เลยว่าอยากให้มองข้ามข้อจำกัดของร่างกาย อยากให้กรรมการให้คะแนนจากสิ่งที่เราทำมา ก็เลยโดนคำถามโหดๆ เหมือนกัน กรรมการไม่คิดว่ามันจะปลอดภัย เขาไม่มั่นใจในแผนการเดินทาง และเขาก็พูดว่าผมไม่อยากสนับสนุนความฝันที่ส่งให้คนไปตาย แต่เราก็ตอบไปว่า องุ่นก็ไม่อยากทำอะไรที่เสี่ยงกับตัวเองเหมือนกัน ก็แค่อยากจะเรียนรู้ ฝึกทำตั้งแต่การลงน้ำ ระหว่างนั้นก็อยากเรียนรู้ทุกๆ อย่างที่เราจะมีโอกาสได้ทำ ก็ตอบไปว่าถึงจะไม่ได้เงินรางวัล หรือไม่ได้การสนับสนุนในครั้งนี้ก็ยังจะพยายามหาคนที่จะช่วยให้คำแนะนำ หรือพัฒนาตัวเอง ทำกายภาพเพื่อให้ปลอดภัย ให้เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และสุดท้ายผลของการไขว่คว้าความฝันก็สำเร็จ เธอได้เป็นหนึ่งในสามผู้ชนะโครงการนี้

บททดสอบใจครั้งใหญ่ในชีวิต

หลังได้รับรางวัล ก่อนที่จะได้ดำน้ำชมความงามใต้ท้องทะเลตามฝัน องุ่นต้องเจอกับบททดสอบครั้งใหญ่ในชีวิต ต้องเตรียมร่างกายและพลังใจให้พร้อม “หลังจากได้รางวัลเราก็ต้องกลับมาเปลี่ยนแผน ตามที่กรรมการบอกว่าอยากให้เพิ่มนักกายภาพตามที่แนะนำ เราก็ต้องไปทำกายภาพบำบัด ไปทำธาราบำบัดที่มหิดล ศาลายา เพราะว่าที่นั่นมีอาจารย์นักบำบัดที่เป็นครูสอนดำน้ำด้วย ฝึกเดือนละสองวัน สองครั้ง ฝึกท่ากายภาพบำบัดแล้วก็กลับมาทำที่บ้าน ก็ใช้เวลาสี่เดือนในการเตรียมพร้อม ตอนนั้นก็ได้พี่มีน เพื่อนพี่เอ๋ นิ้วกลม มาเป็นครูสอนดำน้ำ ให้คำแนะนำ ตั้งแต่เริ่มต้นและพาไปดำน้ำด้วยกัน” ส่วนเรื่องความท้อในระหว่างนั้น เธอบอกว่าไม่มีเลย “ถ้าเรารู้ว่าเรามีเป้าหมายที่อยากจะทำไปเพื่ออะไร มันต่างจากที่เรานั่งถามตัวเองโดยที่ไม่รู้ว่าเราจะทำอะไรอยู่ที่บ้าน การมีสิ่งที่ให้ทำถึงจะเหนื่อยแต่มันเป็นแรงผลักดันเรามากกว่าที่จะทำให้เราท้อ” หลังฝึกกายภาพบำบัดมาหลายเดือน ก็ทำให้ร่างกายขององุ่นแข็งแรงขึ้น เธอสามารถย้ายตัวขึ้นลงรถเข็นได้เองแล้ว และเป็นการเปิดประสบการณ์ที่ทำให้เธอชอบออกกำลังกายไปเลย

 

การดำน้ำคือปลายทางของความฝัน

หลังฝึกกายภาพและดำน้ำกว่าสี่เดือน และแล้ววันที่ความฝันเป็นจริงก็มาถึง วันนั้นเป็นวันที่ 14-15 ตุลาคม 2558 ถึงจะเป็นช่วงใกล้ฤดูหนาว แต่ก็ไม่ทำให้หมดหวัง และวันนี้เองที่เธอได้สัมผัสกับคำว่าอิสระอีกครั้ง “เรารู้สึกอิสระ ได้ทิ้งรถเข็นไว้ แล้วลงไปในน้ำให้น้ำช่วยพยุงตัว ได้ยืนได้ขยับตัว มันก็ช่วยเติมเต็มเรา สิ่งที่ชอบที่สุดในการดำน้ำทริปเกาะราชา คือชอบแมงกระพรุน ชอบการเคลื่อนไหวของมัน อีกที่คือเกาะทะลุ ประทับใจพวกดอกไม้ทะเล เราต้องดำลงไปใกล้ๆ ดูปลาเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ ถึงจะยังไม่มีโอกาสได้เจอฉลามวาฬ แต่การได้ดูปลาเล็กๆ อย่างนีโม่ในดอกไม้ทะเล หอยทากทะเล กระต่ายทะเล อย่างที่เราจะเห็นได้ในสารคดีด้วยตาตัวเองก็ทำให้เราประทับใจมาก”

 

 

ความประทับใจในการเดินทางยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ เพราะองุ่นได้พบกับมิตรภาพและเปิดโลกของเธอให้กว้างขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “เราประทับใจทุกอย่าง พี่ๆ ที่ไปด้วยกัน ได้เล่าเรื่องราวแบ่งปันความฝัน ได้ออกไปใช้ชีวิต มันทำให้มุมมองชีวิตเรากว้างขึ้น จากที่เคยอยู่ในบ้าน อยู่แต่ในห้องแคบๆ การไปทะเลเหมือนปลายฝัน เป็นสิ่งที่เราอยากไป แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นจริงมั้ย แต่พอได้ไปจริงๆ และเรารู้ว่าเรามาถึงจุดนี้ ได้มานั่งเล่นชายหาด ได้มาเห็นใต้ทะเล ก็เป็นความประทับใจที่ว่าเรามาถึงจุดนี้ได้ มันก็ทำให้เราเห็นว่าชีวิตยังมีอะไรหลายอย่างมาก”

 

โลกใต้น้ำสอนเธอว่า ทุกชีวิตแตกต่างและมีข้อจำกัดในตัวเอง

การดำน้ำจบไป แต่ระหว่างทางเธอได้มุมมองชีวิตที่แตกต่าง และทำให้เธอรู้ว่า ทุกชีวิตสวยงามอย่างที่มันเป็น “การได้เห็นใต้น้ำทำให้เรารู้สึกว่าโลกกว้างขึ้น ได้เห็นว่าโลกนี้ยังมีธรรมชาติ มีสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกัน อย่างปลาตัวเล็กตัวน้อย ปูที่ว่ายน้ำไม่ได้ มันทำให้เรามองชีวิตว่ามันแตกต่าง มีข้อจำกัดต่างๆ แต่เราก็อยู่ร่วมกันได้ และสามารถใช้ชีวิตอิสระของเรา อย่างปลาหรือปูก็ยังมีชีวิตอยู่ตรงนั้น ชีวิตของมันก็สวยงามในสิ่งที่มันเป็น เราแค่ต้องยอมรับในธรรมชาติ มองให้เห็นความงดงาม และมองเห็นสิ่งที่ตัวเองเป็น

 

ความฝันไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย ขอแค่คุณยังเชื่อ

หลังจากพูดคุยเรื่องราวและความฝันขององุ่นมานานกว่าชั่วโมง เธอฝากบอกถึงคนที่มีความฝันและยังไม่ได้ทำ หรือคนที่มีข้อจำกัดด้านร่างกายเหมือนเธอไว้ว่า อย่าทิ้งความฝัน “อยากให้คนที่มีความฝันคิดว่ายังมีเพื่อนที่ร่วมทำความฝัน มีองุ่น ยังมีหลายๆ คนที่ความฝันยังไม่เป็นจริง อยากบอกว่าคุณไม่ได้แย่คนเดียว ความฝันของคุณไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย แค่คุณยังเชื่อ ยังทำมัน มันก็จะเป็นไปได้ ส่วนคนที่กำลังท้อ มีข้อจำกัดด้านร่างกายเหมือนกัน เราอยากให้คิดถึงสิ่งที่ตัวเองยังมีอยู่ อย่าไปคิดถึงแค่สิ่งที่เราขาด หรือสูญเสียไป แค่คิดถึงว่าเรายังมีอะไรเหลืออยู่ อย่างองุ่นเดินไม่ได้แต่รับรู้ได้ การคิดถึงสิ่งที่เรายังมีมันช่วยให้เราอยู่ได้ มีกำลังใจ อย่าท้อเพียงคิดถึงว่าทำไมเราถึงเป็นแบบนี้ ให้พยายามคิดถึงว่าเรายังโชคดีที่ยังมีอะไรเหลืออยู่ ก็ขอให้คิดถึงสิ่งที่ตัวเองยังมี และทำในสิ่งที่ตัวเองยังพอทำได้

 

หลังจากนั่งฟังเรื่องราวขององุ่น เราได้เห็นแง่มุมชีวิตของผู้หญิงที่ถึงแม้จะสูญเสียอิสระทางกายไป แต่ลึกๆ แล้วหัวใจเธอยังเป็นอิสระและรอคอยการเดินทางอีกครั้ง หลังจากที่เธอเขียนหนังสือเรื่อง How Deep Is Your Dream เล่าเรื่องราวการไปดำน้ำและความฝันของตัวเอง ตอนนี้เธอยังทำงานรณรงค์เมาไม่ขับ ไปเยี่ยมผู้ป่วยที่โรงพยาบาลร่วมกับมูลนิธิคนพิการจังหวัดแพร่ เวลามีเคสใหม่ๆ สร้างกำลังใจให้พวกเขาสู้ชีวิตต่อ สิ่งที่เธอทำในวันนี้พิสูจน์แล้วว่า ถึงร่างกายจะไม่พร้อม แต่ถ้าใจยังสู้ต่อ ก็ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้

 

HOROSCOPE