คบแล้วเพลียขนาดนี้ หาเพื่อนใหม่ดีกว่าป่ะ? - CLEO Thailand Online Magazine

คบแล้วเพลียขนาดนี้ หาเพื่อนใหม่ดีกว่าป่ะ?


 

เป็นเพื่อนกันแล้วมีกฎข้อไหนมั้ยที่บอกว่าเลิกกันไม่ได้  ถึงจะเลิฟๆ เข้าขั้นสาบานตนเป็น BFF ทั้งชาตินี้และชาติหน้า แต่ถ้าคบแล้วสุดท้ายเหนื่อยใจไม่ไหวจะเคลียร์  บางทีก็อยากจะเลิกคบมันให้รู้แล้วรู้รอดไป แต่ติดที่ยังลังเล จะรักษาน้ำใจกันยังไงดี ในชีวิตจริงไม่ได้มีปุ่ม “unfriend” เอาไว้ลบเพื่อนออกไปง่าย ๆ ด้วยสิ 

 

สารภาพกันมาเถอะ รับรองว่าเราจะไม่บอกใคร คุณน่ะมีเพื่อนประเภทที่คบไปงั้นๆ เอง ไม่ได้อินอะไรมากมาย แต่ต้องคอยรับโทรศัพท์บ้าง ไม่งั้นเดี๋ยวจะหาว่าทิ้ง ทนๆ คุยไป ฟังบ้างไม่ฟังบ้างแล้วแต่อารมณ์ อย่างนี้เขาเรียกว่าอาการ “เพลียเพื่อน” ที่มักจะเกิดกับเพื่อนเก่าที่เราสนิทด้วยเมื่อก่อน แต่ว่าก็ไม่ได้ติดต่ออะไรกันมากมายแล้ว แจ๊คกี้ แมนนิ่ง นักจิตวิทยา อธิบายว่าที่เป็นอย่างนี้เพราะตอนเด็กๆ เรามักจะมีกลุ่มเพื่อนที่ใหญ่มาก แต่พอโตขึ้น เราต่างก็มีภาระหน้าที่อย่างอื่น ไหนจะเรื่องงาน เรื่องครอบครัว เรื่องแฟน เลยทำให้ความเป็นเพื่อนมันห่างๆ กันออกไปเอง เพราะแต่ละคนไม่ได้มีเวลาทุ่มเทรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้เหมือนเมื่อก่อนแล้ว 

 

เพลียเรื้อรัง

 

ไม่ต้องกลุ้มใจไปหรอก ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ยังคบเพื่อนอยู่เพราะแค่รู้สึกผิดที่จะเลิกคบ หรือรู้สึกว่าถูกบังคับว่าต้องคบกัน เพราะคุณไม่ได้เป็นคนเดียว ใครๆ เขาก็เป็นกัน แต่ที่คุณต้องคิดคือถ้าความเป็นเพื่อนนั้นมันทำให้คุณหนักใจมากกว่าสบายใจแล้วคุณจะยังทนคบกันอยู่อีกทำไม? โอ้ว มันช่างฟังดูโหดร้าย เนี่ยแหละเราถึงยังได้ทนๆ คบๆ กันต่อไปเพราะไม่อยากทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายหนึ่ง แมนนิ่งบอกว่าความเป็นเพื่อนที่ผ่านมาและเหตุการณ์ที่เจอมาด้วยกันมักจะเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เรายังรักษาความเป็นเพื่อนนั้นไว้อยู่ บางครั้งมันก็ยากที่จะทำอย่างที่ความรู้สึกเราบอกให้ทำ เพราะกลัวว่าอาจจะทำให้อีกคนต้องเสียใจ

 

แมนนิ่งเลยแนะว่าถ้าคุณเป็นแบบนี้ คุณต้องลองประเมินดูว่าคุณควรจะเบรกจากกันบ้างหรือเปล่าหรือว่าจะเลิกคบกันไปเลยดีที่สุด คุณต้องลองถามตัวเองดูว่า “เราใช้เวลาด้วยกันมากเกินไปหรือเปล่านะ? เรายังแฮงค์เอ้าท์ด้วยกันเหมือนเดิมหรือว่าห่าง ๆ กันไปเพราะต่างคนต่างมีภาระ? คุณรู้สึกมั้ยว่าไม่ค่อยอินเหมือนอย่างเดิมแล้ว?” พอห่างๆ กันไป คุณอาจคิดถึงกันก็ได้ แต่ถ้าเกิดไม่ได้คุยกันแล้วกลับดี สบายใจมากขึ้นกว่าแต่ก่อนก็หมายความว่าเส้นทางของคุณแยกกันไปคนละทางแล้วล่ะ แมนนิ่งบอกว่า “ความจริงมันเป็นเรื่องธรรมดามากๆ นะคะที่คุณกับเพื่อนจะห่างกันไปแล้วก็สนใจในสิ่งที่ไม่เหมือนกัน ลองคิดในทางตรงกันข้ามดูสิคะ คุณเองก็คงไม่อยากให้เพื่อนทนคบกับคุณเพียงแค่รู้สึกผิดหรอกใช่มั้ย” 

 

ถอยมาทีละก้าว
 

ถึงจุดนี้ถ้าคุณรู้ตัวละว่าอยากจะถอนตัวออกมาจากความเป็นเพื่อน ก็มีทางหนีทีไล่ที่เข้าท่าอยู่เหมือนกัน ทางแรกเอาแบบเนียนๆ เลยก็คือเลิกติดต่อกันไปดื้อๆ อย่างนั้นแหละ ดร.แมรี่ เคย์ซี่ย์ นักจิตวิทยา แนะว่าให้คุณติดต่อกันให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ คุณต้องไม่โทรหาเพื่อนเลย และถ้าเพื่อนโทรมา ให้ตัดบทแล้วบอกไปเลยว่ายุ่ง ไม่ว่างคุย ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ สุดท้ายความเป็นเพื่อนมันก็จะค่อยๆ จางหายไปตามเวลาเอง เหมือนกับที่เล็กก็เคยเจอมาก่อนเหมือนกัน 

 

เล็กเล่าให้ฟังว่า “คิมเป็นเพื่อนสนิทของฉันตั้งแต่มัธยมค่ะ เราก็รักกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง ส่วนมากจะตีกันเรื่องแฟนกากๆ ของเขานั่นแหละ พอเค้าเลิกกับแฟนดีแล้ว ฉันก็นึกว่า เออ เราคงกลับมาเป็นเพื่อนรักกันได้เหมือนเดิม แต่กลายเป็นว่าคิม
กลับไม่ค่อยติดต่อกับฉันเหมือนก่อน แมสเสจไปก็ไม่ตอบ เฟซบุ๊คไปหาก็ทำเงียบ ไม่กี่อาทิตย์หรอกค่ะ ฉันก็ถึงบางอ้อเลยว่าตัวเองโดนทิ้งซะแล้ว มันก็เฮิร์ทเหมือนกันนะ เพราะไม่นึกว่าจะถูกตัดออกจากชีวิตกันดื้อๆ แบบนี้ แต่จะว่าไปก็ดีเหมือนกัน เพราะฉันก็อยากได้เพื่อนที่คบกันเพราะจะคบกันจริงๆ มากกว่าต้องมาเฟคใส่กัน” 

 

ตัดให้ขาดเลยชับ ๆๆ

 

มาลองดูอีกมุมของคนที่ตัดสินใจเลิกคบเพื่อนกันดูบ้าง ออย สาววัย 26 บอกว่า เธอเริ่มเลือกตัดเพื่อนออกจากชีวิตตอนที่ต้องย้ายไปเรียนหนังสือที่ต่างจังหวัด “ตอนนั้นบังเอิญว่าฉันเป็นคนเดียวที่เอนท์ติดมหาลัยที่ต่างจังหวัดค่ะ พอย้ายไปแล้วก็เริ่มสังเกตดูว่าเราคิดถึงเพื่อนคนไหนบ้าง คนไหนที่รู้สึกเฉย ๆ ไม่ได้เดือดร้อนที่ต้องมาอยู่ห่างกัน ฉันก็ตัดสินใจเลิกคบไปเลยค่ะ แต่เพื่อนที่ยังรักและอยากคบต่อ ฉันก็จะติดต่อกับเค้าทุกวิถีทาง ทั้งโทรหา แมสเสจหา ไม่ให้ขาดเลยตลอดสี่ปี” 

 

ใครจะลองเอาไปใช้ดูบ้างก็ไม่เสียหาย แต่ถ้าเพื่อนคุณยังไม่เก็ทว่าคุณไม่อยากคบต่อ ทางที่ดีที่สุดคือคุยกันตรง ๆ เลย ออยบอกว่า “มีเหมือนกันกับเพื่อนบางคนที่โทรมาตื๊ออยู่นั่นแหละ แต่เราก็ไม่ได้สนิทด้วยแล้วไง หลัง ๆ หล่อนเริ่มโทรจิกแบบถี่ ๆ ฉันเลยรับโทรศัพท์แล้วใส่เลย บอกไปเลยว่าฉันไม่ได้รู้สึกว่าอยากจะเป็นเพื่อนด้วยอีกแล้ว เพราะเราห่างกันมานาน วิถีชีวิตก็ไม่เหมือนกัน สนใจอะไรต่างกัน เราทั้งคู่ควรจะไปหาเพื่อนใหม่ที่เข้ากันได้มากกว่านี้จะดีกว่า เพื่อนคนนั้นก็อึ้งนะ แล้วก็โกรธฉันไปเลย ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นนางมารร้ายเหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้วเลิกคบกันตอนนี้ ก็ดีกว่าต้องมานั่งเสียเวลาคบกันไปงั้น ๆ เพราะเกรงใจนะคะ” 

 

ดร.เคย์ซี่ย์แนะว่าถ้าต้องมีการคุยกันแบบเปิดอกอย่างนี้ คุณต้องตั้งสิตไว้ให้ดี ค่อย ๆ คุยกัน อย่าใช้อารมณ์แล้วก็พูดกันด้วยเหตุด้วยผล คุณต้องเคลียร์ให้อีกฝ่ายเข้าใจถึงเหตุผลที่คุณต้องการจะเลิกคบ และบอกให้ชัดเจนไปเลยว่าคนที่เปลี่ยนไปคือคุณเอง และเรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของใคร ถ้าคุยกันดี ๆ แบบนี้ ก็น่าจะเลี่ยงตอนจบแบบนองเลือดได้ 

 

แต่ถ้าเพื่อนคุณเริ่มฟูมฟาย ดร.เคย์ซี่ย์ย้ำว่า “คุณต้องนิ่งเข้าไว้ อย่าเอาตัวเองเข้าไปปะทะด้วยเป็นอันขาด เพราะเพื่อนคุณอาจกดดันให้คุณรู้สึกผิดได้ คุณต้องมั่นคงกับการตัดสินใจของตัวเองและให้อีกฝ่ายรู้ว่ายังไงคุณก็จะไม่เปลี่ยนใจแน่นอน” 

 

สาวไทยเราถึงไม่ค่อยชินกับการคุยกันแบบเผชิญหน้าซักเท่าไหร่ แต่ถ้ามันสุด ๆ ทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ ก็คงต้องคุย แต่เราก็ค่อย ๆ คุยกันอย่างดี ๆ ไม่ต้องดราม่ากันมาก ถึงตอนนี้คุณจะรู้สึกว่าตัวเองเลวร้ายมากที่ตัดขาดเพื่อนไปตรง ๆ ขนาดนั้น แต่เชื่อเถอะว่าพอเวลาผ่านไป คุณจะรู้สึกโล่งมาก ๆ ที่ไม่ต้องทนคบอยู่กับเพื่อนที่มีแต่จะทำให้คุณเหนื่อยแล้วก็เครียด คุณเองก็จะได้มีเวลาและกำลังใจไปทุ่มเทให้กับเพื่อนที่คุณอยากคบจริง ๆ มากกว่าไงล่ะ

 

 

HOROSCOPE