ชิมฝีมือเชฟตาม เชฟสาวมาดคูลผู้ชนะรายการ Top Chef ที่ Scarlett Wine Bar

เมื่อวานได้มีโอกาสชิ้มรสมือของ “เชฟตาม” ผู้ชนะรายการ Top Chef ที่ Scarlett Wine Bar ค้นพบเลยว่าอาหารของผู้หญิงอินเนอร์สตรองมันจะรสจัดแบบนี้นี่เอง ก็คงเหมือนงานศิลปะที่ผลงานจะต้องมีความเป็นตัวตนใส่อยู่เป็นซิกเนเจอร์ สำหรับอาหารของเชฟตามจะมีรสจัด เข้มข้น รสชาติทุกอย่างชัดเด้งออกมาเลย เป็นแบบนี้ตั้งแต่ออร์เดิฟจนถึงขนมหวาน!! เหมือนความเป็นตัวเธอที่เป็นคนเด็ดเดี่ยว คล่องแคล่วว่องไว และเป็นตัวของตัวเอง ถ้าอยากชิมความจัดจ้านแบบนี้ เชฟตามจะมาประจำที่ Scarlett Wine Bar & Restaurant ชั้น 37 โรงแรม Pullman Bangkok Hotel G ระหว่างวันที่ 23-27 พฤศจิกายนนี้เท่านั้นนะจ๊ะ

 

อินเนอร์เชฟสาวสุดสตรองแบบนี้ ได้มาจากการสะสมประสบการณ์ 

“เชฟตาม” ชุดารี เทพาคำ ผู้ชนะรายการ Top Chef คนนี้เธออายุเพียงแค่ 24 ปี แต่สะสมประสบการณ์ด้านอาหารมาอย่างแน่น ก่อนหน้านี้เธอเรียนจบด้านโภชนาการและวิทยาศาสตร์การอาหารจากประเทศสหรัฐอเมริกา เน้นการศึกษาการทำอาหารแบบ farm-to-table หรือเมนูอาหารปลอดสารเคมี แถมยังได้รับตำแหน่งผู้ช่วยเชฟชื่อดังอย่าง แดน บาร์เบอร์ (Dan Barber) และเป็นรองหัวหน้าเชฟที่ร้าน Blue Hill at Stone Barns ร้านอาหารขึ้นชื่อที่นิวยอร์ก เธอผ่านการเทรนมาหมดแล้วทั้งทางด้านอาหาร และด้านการทำงานในครัวที่มีความกดดันสูง ประสบการณ์แบบนี้แหละที่บ่มเพาะให้เธอเข้มแข็งและเป็นเชฟที่สตรองเหมือนทุกวันนี้

 

โมเมนท์ที่เดินเข้าไปในร้าน Scarlett  วันนั้น เรามองเข้าไปในครัวเพื่อดูลีลาความคล่องแคล่วของเชฟตาม ในครัวสีดำที่เปิดไฟสีสมสลัวๆ ท่ามกลางเชฟหนุ่มที่ยื่นอยู่ในครัว เธอคือผู้หญฺิงเพียงคนเดียว สายตาอันมุ่งมั่นและความตั้งใจของเชฟตามทำให้เธอดูมีออร่ามากกว่าใคร  เราประทับใจโมเม้นท์ที่เธอเอามือแตะที่เนื้อสเต็กบนเตาและเอามาแตะลิ้น คาดว่าเพื่อทดสอบอุณหภูมิของมัน เสร็จเธอก็หันไปพูดกับเชฟหนุ่มข้างๆ เหมือนเป็นการไกด์งานว่าควรทำยังไง โมเม้นท์นี่เลยที่เรารู้สึกว่าเธอเจ๋ง สัมผัสได้ถึงอินเนอร์ความเป็นผู้นำแบบลุยๆ ที่ตัดกับร่างผอมบางและหน้าสวยหวานของเธอ และพอถึงตอนต้องพรีเซนท์อาหารแต่ละจาน เธอพูดจาฉะฉาน ชัดถ้อยชัดคำ อธิบายทุกอย่างแบบรวบตึง เพราะเธอต้องรีบไปดูแลครัวต่อ ยังไม่ทันได้เอ่ยปากพูดคุยเธอก็วิ่งไปซะแล้ว

 

Cured sea bream with local citrus and lemongrass oil

มาถึงอาหารชองเชฟกันบ้าง เริ่มที่ Cured sea bream with local citrus and lemongrass oil เป็นปลา sea bream แบบดิบๆ ที่ผ่านการควบคุมให้มีรสชาติมากขึ้น กินคู่กับส้มโอ ส้มเขียวหวาน และหัวผัดกาดแดง ราดด้วยซอสพูเร่ เป็นออร์เดิฟรสเบาๆ เย็นๆ ที่เหมือนเป็นการหลอกนิดๆ เล่นกับรสชาติกับอาหารที่จะได้ทาน เพราะมันรสเบาต่างจากอาหารจานอื่นๆ ที่ตามมาสุดๆ

 

Chicken liver mousse with spiced tamarind and grilled sourdough

ตามมาติดๆ สำหรับจานนี้ มูสตับไก่ เสิร์ฟสไตล์ปาเตะ เป็นอาหารแบบฝรั่งเศสที่เชฟบอกว่าทำจากสาโทที่หมักกับลำไย มีกลิ่นไหม้แบบแอลกอฮอลหน่อยๆ ข้างบนราดด้วยแจ่วที่ทำจากพริกหม่าล่า ผสมด้วยบีทรูทและหอมแดง เสริมกลิ่นโดยใช้ใบสะระแหน่และผักชีลาว มีลักษณะเหมือนคัสตาร์ด เวลากินต้องใช้ช้อนตักขึ้นมาป้ายกับขนมปังที่ถูกหั่นเป็นแท่งๆ

คำแรกที่เข้าปากสัมผัสได้ถึงรสจัดที่ไม่ถึงกับเผ็ด จะหนักเค็มมากกว่า เป็นความเผ็ดแบบที่พอให้ชาวต่างชาติกินได้โดยไม่ต้องร้องขอน้ำ รสสัมผัสจะออกร้อนๆ อันนี้เป็นเพราะพริกหม่าล่าที่เชฟตามได้แอบใส่เพื่อเพิ่มสีสัน เป็นการผสมความไทยเข้ากับความฝรั่งเศสได้อย่างลงตัว

 

Lamb Shank Massaman Curry Pie with creamy mash and baby vegetables 

เชฟตามนำอาหารที่พวกเราชาวไทยคุ้นเคยอย่างมัสมันมาดัดแปลง ให้เนื้อแกะมาเป็นพระเอกของจาน เพิ่มความฟิวชั่นเก๋ๆ ด้วยการทำออกมาให้เหมือน pot pie ปรุงเนื้อแกะกับซอสเกรวี่รสจัด รสชาติะจะเข้มข้นแบบที่บางคนอาจจะคิดว่าถ้ากินกับข้าวน่าจะอร่อยเหมือนกันนะ แต่สำหรับจานนี้เชฟตามหยิบมันบดมาทอนความเค็ม มีรสสัมผัสแบบ ครีมมี่ หนักๆ แต่ถ้าใครเลี่ยนเชฟตามก็เตรียมผักดองมาให้ด้วย

 

Spice Rubbed Cote de Boeuf with braised peanuts, chimichurri, garlic fennel puree

จานนี้มีความใหญ่แบบที่สาวร่างเล็กแบบเรามองแล้วกลัว เราจะกินหมดเหรอ มารู้ที่หลัง อ้อเขาให้กิน 3 คน แต่ถึงจะรู้ว่าสำหรับ 3 คนยังไง เราก็รู้สึกว่าสเต็กชิ้นนี้ใหญ่เหลือเกิน ก็มันหนักตั้ง 1 กิโลกรัม! เชฟตามเอาเนื้อชิ้นนี้ไปคลุกกับเครื่องเทศพริกหม่าล่า ทำให้เผ็ดซ่านิดๆ และเพิ่มความสโมคกี้ด้วยปาปริก้า ผ่านการย่างบนถ่านร้อนเท็กซ์เจอร์ด้านนอกของเนื้อเลยจะเป็นครัสท์ คือกรอบๆ นิดๆ

หั่นออกมาเป็นชิ้นหนาแล้วเจอเลยเนื้อสุกระดับ rare สีแดงที่พอตัดกับความเกรียมสีดำด้านนอกทำให้ดูเจริญอาหารสุด เอามีดค่อยๆ หันออกมาแล้วตักเข้าปาก สัมผัสได้ถึงกลิ่นไหม้ ที่ทำให้รสเค็มของเสต็กดูมีมิติแล้วมีเสน่ห์ขึ้นมาอีกระดับ ตัวสเต็กมีความนุ่มและไม่มีความเหนียวสักนิด รสชาติออกเค็มๆ แบบพอดี  แต่จะให้ครบสูตรของเชฟตามก็ต้องกินคู่ซอสพูเร่สีเหลือง มีเท็กซ์เจอร์มูสๆ รสชาติอมหวานนิดๆ แล้วก็ถั่วลิสงตุ๋นมันๆ เค็มๆ ดีงาม คอมพลีทมาก

 

 Grilled Tiger prawns with charred romesco, grilled greens and a prawn reduction

จานนี้ถือว่าเป็นอีกจานเด็ด การตกแต่งจานจัดมาแบบเล่นใหญ่ ซอส Romesco สีส้มสดใส บวกกับตัวกุ้งที่จัดวางอย่างสวยงาม มีผักใบเขียวที่นำไปกริลล์วางคู่กัน ส่วนเรื่องรสชาติ จานนี้มีด้วยกันสองซอส ซอสสีส้มที่เห็นเป็นซอส Romesco กลิ่นพริกย่างหอมๆ นำมาผสมกับเครื่องได้รสเผ็ดที่ปลายลิ้นนิดๆ รสชาติเข้มข้น ตัวซอสเท็กซ์เจอร์ข้นแต่ไม่หนืด เนื้อเนียน ทานเข้าไปคำแรกกลิ่นพริกที่เผากำลังดีโดดขึ้นมาก่อนใคร ออกรสขมนิดๆ อีกตัวเป็นซอนที่ออกรสเปรี้ยวออกมาหน่อยให้ทานคู่กัน เข้ากับรสเผ็ดได้ดี ส่วนกุ้งลายเสือนำไปกริลล์จนได้ที่ เนื้อหวานกำลังดี ช่วงหัวกุ้งมีมัน ทานคู่กับซอสและผักใบเขียวที่กริลล์แล้วหอมฟุ้งไปทั่วปาก เห็นเสิร์ฟสองตัวแต่ขนาดใหญ่มาก เหมาะกับทานรับบรรยากาศยามเย็นแบบชิลล์เป็นที่สุด

 

Sticky banana brioche toasted rice ice cream

อย่างที่บอกอาหารของเชฟตามจะรสจัด ขนาดขนมหวานก็ไม่เว้น! ทำออกมาเป็นขนมปังบริยอช ราดด้วยซอสบัตเตอร์สก๊อตที่ผสมกล้วยไปด้วย กินคู่ไอศครีมที่ทำจากข้าวหอมมะลิคั่วกับตะไคร้และมะพร้าวอ่อน

 

HOROSCOPE