ผู้ชายสองคนนี้ ฮอตฉุดไม่อยู่ เขาตั้งบริษัทไป 15 ประเทศ ภายใน 4 ปี! - CLEO Thailand Online Magazine

ผู้ชายสองคนนี้ ฮอตฉุดไม่อยู่ เขาตั้งบริษัทไป 15 ประเทศ ภายใน 4 ปี!

สาวๆ คลีโอไม่รู้ไม่ได้เลย ถ้าใครถามว่าสตาร์ทอัพที่มาแรงที่สุดในไทยคือใคร? เชิดหน้าตอบอย่างภูมิใจไทยแลนด์ได้เลยว่า “แสนรู้ค่ะ” บริษัทแสนรู้ หรือ Zanroo สตาร์ทอัพแนว Social Listening มีหนุ่มฮอตจัดสองคน ไฟ๊ต์ กับอ๋อม เป็นผู้ก่อตั้ง ที่เราว่าเค้าฮอตมากๆ เพราะความแรง ความเร้าใจ พลังสาดที่กล้าก้าวขึ้นไปโก อินเตอร์แบบ “ผมคิดอยากไปขายตลาดโลก ก็ไปเลยครับ” เป็นความคิดแล้วทำทันทีของเขาทั้งสองนั่นแหละ Zanroo เลยไปตั้งบริษัทที่ประเทศอื่นๆ อีก 14 ประเทศแล้ว จนล่าสุดเขาสามารถเพิ่มเงินลงทุนในปีนี้ได้ 260 ล้านบาท เป็นเงินทุนของบริษัทสตาร์ทอัพที่สูงมากๆ คำถามง่ายๆ ที่เราอยากรู้มากเลยคือ เขาทำได้ยังไงกัน? และนี่คือเรื่องราวของผู้ชายสองคนนี้

 

อ๋อม – อุดมศักดิ์ ดอนขำไพร   •  ไฟ๊ต์ – ชิตพล มั่นพร้อม CEO

 

 

Zanroo คือบริษัททีเรียกว่า Martech และแสนรู้ทำอะไร?
อันนี้ก็ต้องรู้นะสาวๆ บริษัทที่เรียกว่า มาร์เท็ค ก็คือบริษัทที่ทำเกี่ยวกับเรื่องของเทคโนโลยี และมาร์เก็ตติ้งมารวมกัน ของZanroo เป็น 1 ในห้าพันบริษัทของโลกที่เป็นมาร์เท็ค และแสนรู้ทำเกี่ยวกับการบริหารจัดการข้อมูลต่างๆ บนโลกโซเชียล ก็คือ สมมุติว่าเราเป็นเจ้าของสินค้าหนึ่ง แล้วเราให้แสนรู้ส่องให้เรา แสนรู้จะรู้ทุกอย่างว่าใครคิดยังไงกับสินค้าเรา ทั้งดี และไม่ดี และลึกลงไปอีกคือส่องศัพท์ภาษาไทยที่เป็นแสลงได้ แปลว่าเราจะรู้ทัน และปรับเปลี่ยนวิธีการขายสินค้าของเราทัน หรือถ้ามีใครโจมตีสินค้าเราในโลกออนไลน์ แสนรู้จะไปจับหมับให้เรา เราก็จะแก้เกมส์ได้ทัน แทนที่จะบานปลายโดนเมนท์ซะมากมาย เราก็อาจจะแทบไม่เจ็บตัวอะไรเลย

แสนรู้โก อินเตอร์ไปอีก 14 ประเทศ ภายใน 4 ปี
เพราะสมองของอ๋อม เอ็นจิเนียร์ซอฟท์แวร์ของแสนรู้ บวกกับความไฟแรงและไวมากของไฟ๊ต์เรื่องการขาย และบริหาร ภายในเวลา 4 ปี แสนรู้จากที่มีพนักงาน 2 คนคือไฟ๊ต์ กับอ๋อม ได้ขยายมาเป็น 150 คนในวันนี้ และได้แผ่ไปนอกประเทศเราอีก 14 ประเทศ แสนรู้บุกไปที่ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลลิปปินส์ เมียนมาร์ กัมพูชา เวียดนาม ญี่ปุ่น ใต้หวัน ฮ่องกง ออสเตรเลีย ศรีลังกา ปากีสถาน และอังกฤษ ใครๆ ก็ทึ่งในสิ่งที่เขาทำได้ และแทบจะทุกประเทศอยากหุ้นกับแสนรู้ด้วย แต่ไฟ๊ต์ยืนยันว่า “ขอเป็นบริษัทที่คนไทยเป็นเจ้าของเท่านั้น” แสนรู้เลยใช้วิธีเรสฟันด์แทน และได้รับเงินทุนจากนักลงทุนรวม 260 ล้านบาท อันนี้ถือว่าเยอะมากๆ ในการเป็นบริษัทสตาร์ทอัพด้วย ล่าสุดแสนรู้ได้ออกซอฟท์แวร์เขย่าโลกชื่อ “Arun” ชื่อตามวัดอรุณของเรานี่ล่ะ อ๋อมบอกว่าซอฟท์แวร์อันนี้ เป็นโปรแกรมแรกในโลกที่สามารถวัดข้อมูลได้เร็ว และฉลาดที่สุด เขาเรียกเป็นศัพท์คนออนไลน์ว่า วัดได้ทั้ง pain, owned และ earned มีเดีย ก็คือวัดได้ทั้งมีเดียของเราเอง อย่างแฟนเพจ เฟซบุ๊ค มีเดียที่เราจ่ายเงินซื้อ และมีเดียที่ท่องกันอยูบนโลกออนไลน์อื่นๆ อันนี้แหละที่ยากมากๆ เพราะเราจะไปส่องแบบพลิกแผ่นดินโลกออนไลน์ได้ยังไง ว่าอยู่ดีๆ มีใครก็ไม่รู้พูดถึงเรายังไงบ้าง แต่แสนรู้ทำได้!! ตรงนี้ล่ะที่ทำให้ต่างชาติหันขวับ สะดุดกึก เกิดอะไรขึ้น? ทำไมบริษัทนี้ทำได้?

ไฟ๊ต์ และอ๋อมเลยไม่หยุดอยู่แค่นั้น ถ้าปีนี้สามารถมีเงินถึง 260 ล้านแล้ว ถ้าอย่างนั้นตั้งเป้าต่อไปเลยแล้วกันว่า ภายในปี 2019 ขอเป็นยูนิคอร์น สตาร์ทอัพแรกของไทย ที่สามารถมีรายได้ทะลุ 1,000 ล้านบาท และคราวนี้ล่ะถ้าทำได้ แสนรู้จะกลายเป็นมาร์เท็คที่เข้าไปติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกกันเลย! เทียบเท่าเฟซบุ๊ค สแน๊ปแช็ท พินเทอเรสต์ อะไรแบบนี้เลย

ถ้าอย่างนั้นความเป็นไฟ๊ต์ กับอ๋อมคือใคร? อะไร? ยังไง?
ชายหนุ่มที่อายุ 30 ต้นอย่างเขา ที่ทั้งโลกต้องสั่นไหวเพราะเขา แล้วตัวตนเขาล่ะ เนิร์ดมากๆ เลยมั้ย หรือเขามีฐานจากครอบครัวตัวเองมาแล้ว หรือยังไง เราขอเชิญทั้งสองคนมานั่งคุยกับเรา เริ่มกันตั้งแต่วัยรุ่นไปเลยแล้วกัน ปั้นกันมายังไงเนี่ย?

“ความจริงผมเกือบจะเป็นนักดนตรีแล้วครับ”
นี่คือความเป็นไฟ๊ต์ที่ออกจากปากเขาบอกกับเรา “ผมเป็นคนทำอะไรแล้ว ต้องทำให้ได้ เหมือนเอาแต่ใจมาแต่เด็ก ตอนเรียนที่โรงเรียน อยากเป็นมือกีตาร์ ก็ฝึกเองจนเล่นเป็นมือกีตาร์เบอร์หนึ่งของโรงเรียน แล้วร้องเพลงด้วย ฝึกไปจนติดรายการ The Star รอบ 30 คนสุดท้ายด้วย” แต่คุณพ่อนี่ล่ะที่ขอไฟ๊ต์ว่า ไปเอนทรานซ์เถอะ พ่อช่วยเลือกเลยว่าเป็นวิศวะ เกษตร อินเตอร์ “เอ็นติดเพราะภาคเปิดใหม่พอดี คนสมัครไม่ถึงที่เค้ารับ ผมเลยได้ครับ” ไฟ๊ต์เลยต้องอ่านหนังสือเป็นภาษาอังกฤษหมด แต่ไฟ๊ต์ไม่รู้ภาษาอังกฤษเอาเลย “คำว่า When, this นี่ผมยังไม่รู้ว่าแปลว่าอะไรเลยครับ” เทอมแรกไฟ๊ต์ได้เกรดเฉลี่ย 1.6 ตรงนี้ล่ะคือเทิร์นนิ่ง พอยท์เลย ไฟ๊ต์บอก ไม่ได้การละ ก็เลยรวบรวมความกล้า หาใครก็ได้ช่วยติวหน่อย โชคชะตาฟ้าลิขิตให้อ๋อมเข้าตาไฟ๊ต์ ประโยคที่ทำให้ทั้งสองได้รู้จักกันคือ “อ่านtext bookยังไงอะ” ไฟ๊ต์ถามอ๋อมที่ดูเด็กเรียนมาก อ๋อมบอกว่า “ความจริงผมนี่เป็นเด็กแว๊นเลยครับ ผมมาจากพิษณุโลก เกเรเชียว มาจุดประกายคืออาจารย์มาว่า ว่าแค่นี้ทำไมทำโจทย์ไม่ได้ วันนั้นกลับบ้านมาเป็นคืนแรกที่ผมอ่านหนังสือเลย อ่านไปเรื่อยๆ จนเอ็นติดวิศวะ เกษตรนี่ล่ะครับ” อ๋อมเลยตอบไฟ๊ต์ไปว่า “ก็ลองอ่านๆ ดู” แล้วอ๋อมก็เดินไปเลย มารู้อีกทีคือ “ผมก็อ่านไม่เป็นครับเหมือนกันครับ” ไฟ๊ต์ทำอะไรไม่ได้นอกจากบอกตัวเองว่า ถ้าอย่างนั้นก็เปิดอ่านทีละคำให้เข้าใจละกัน เขาทำแบบนั้นจนจบปี 4 ด้วยเกรดเฉลี่ยล่าสุด 3.5 แต่เฉลี่ยรวมได้ 2.49 ไฟ๊ต์บอกว่า ถ้าเกรดไม่ถึง 2.5 สมัครงานยากมากๆ ไม่มีที่ไหนรับไฟ๊ต์เข้าทำงานเลย

ความสมองเทพของอ๋อม จนคิดซอฟต์แวร์แสนรู้ได้มาจาก..
กลับมาทางอ๋อมบ้าง ตอนเรียนมหาวิทยาลัย อ๋อมอยู่วิศวะ เกษตรเหมือนไฟ๊ต์ แต่เรียนไปติดเอฟวิชาอังกฤษ อ๋อมเลยตัดสินใจ เอ้า! ถ้าอย่างนั้นขอลงเรียนวิชาที่อยากเรียนจริงๆ แล้วกัน และอ๋อมเลือกวิชา AI หรือปัญญาประดิษฐ์ เป็นวิชาที่สนใจที่สุด อ๋อมตื่นเต้นว่าในโลกเรามีวิธีคิดแบบนี้ด้วย อ๋อมก็เลยมุมานะ เอาดีด้านนี้ไปเลย ดีจนไปแข่งได้เป็นแชมป์เขียนซอฟท์แวร์แห่งประเทศไทย มีรูปอ๋อมติดอยู่ทั่วมหาวิทยาลัย อ๋อมกลายเป็นคนดังอย่างหนัก ก็เลยเป็นจุดที่ทำให้ไฟ๊ต์ ที่ถึงแม้ตลอด 4 ปีจะไม่เคยเป็นเพื่อนกับอ๋อมเลยก็ตาม จำอ๋อมได้ และชวนอ๋อมมาทำธุรกิจกับเขาในวันหนึ่ง

ไฟ๊ต์เป็นคนกัดแล้วไม่ปล่อย ถ้าคิดแล้วทำเดี๋ยวนั้น
หนึ่งในความสำเร็จของแสนรู้ที่มาแรงแซงโค้งขนาดนี้ จากที่เราได้คุยกับเขาทั้งสอง บอกเลยว่า ความสู้ทุกยิบตา เอาจริง คิดแล้วทำเลยสิ และคิดให้ได้ประโยชน์สูงสุดของไฟ๊ต์นี่ล่ะ ที่อาจจะเฉือนคนหนุ่มรุ่นเดียวกับเขา หลังจากที่ไฟ๊ต์สมัครงานที่ไหนไม่ได้เลย บริษัทแรกที่รับเขาเป็นบริษัทญี่ปุ่น ให้เขาไปทำแถวปทุมธานี เงินเดือนแรกหักภาษีแล้วคือ 12,300 บาท เป็นเซลล์! ขายฮีตเตอร์ทำความร้อน ไฟ๊ต์อยู่ได้ 2 อาทิตย์ก็ลาอออก ไปอยู่อีกที่เงินเดือน 13,700 บาท เป็นพนักงานคนแรกของบริษัท ทำอิมพอร์ต เอ็กซ์พอร์ต ที่นี่ทำให้ไฟ๊ต์ใช้สกิลล์การขายของตัวเอง ไฟ๊ต์เล่าว่า “ผมทำยอดให้เขาหลักล้าน ผมขายเครื่องจักรทุกชนิด ทำจนเจ้าของบริษัทจะให้ผมเป็นเอ็มดี ให้หุ้นผม 50%” ตอนนั้นไฟ๊ต์อายุ 24 ปี ที่นี่ล่ะที่ทำให้ไฟ๊ต์ได้เรียนรู้เรื่องการสร้างบริษัททุกสิ่ง!

คุณปู่เสียเป็นเทิร์นนิ่ง พอยท์อีกครั้งของไฟ๊ต์
และแรงขับของไฟ๊ต์ที่อยากมีธุรกิจของตัวเอง มาฉายแว่บก็ตอนที่เขาเห็นคุณพ่อนั่งร้องไห้ตอนคุณปู่เสีย “ผมถามพ่อว่าทำไมร้องไห้ พ่อบอกว่า ยังไม่ทันชดใช้บุญคุณคุณปู่หมดเลย” ไฟ๊ต์จุกกับคำตอบของคุณพ่อ คิดว่า ถ้าอย่างนั้นเราต้องทำให้พ่อแม่สบายก่อนเลย ไฟ๊ต์ก็เลยกลับมาถามตัวเองแรงๆ เขาเริ่มคิดทำอะไรของตัวเอง จากชวนเพื่อนไปขายแซนด์วิชที่สยาม ขายไปได้สักแป๊บ ไฟ๊ต์บอกว่า “แต่ผมห่วงหล่อนิดหนึ่ง เลยชวนเพื่อนไปทำแคเทอริ่งแทนเถอะ” ความคิดแล้วทำของเขาทำให้เขาลุยเลยดีกว่า วิธีของไฟ๊ต์ก็คือ “ผมหาลูกค้าก่อน สินค้ายังไม่มีด้วยซ้ำ ผมไม่ได้รู้จักใคร ไม่มีบริษัทของตัวเอง แต่ได้ลูกค้ารายแรกคือ ป.ต.ท ขายแคเทอริ่งได้ 400 หัว” จะได้ออเดอร์นี้ก็ไม่ง่าย ไฟ๊ต์บุกไปถึงบริษัท เอานามบัตรให้ และไปหาอีกทีเอาบราวนี่ไปให้ชิม ปรากฏว่าบราวนี่ไฟ๊ต์อร่อยมากๆ เลยได้งาน งานแรกไฟ๊ต์ได้กำไร 60,000 บาท! จากที่ทำอาหาร ทำอะไรไม่เป็น ไฟ๊ต์ทำเป็นหมด ทำรู้สึกว่า เอ! ใช้แรงเยอะมาก แต่กำไรน้อย ก็เลยเปลี่ยนไปขายกระเป๋าที่ยูเนี่ยน มอลล์

งานนี้ล่ะที่ไฟ๊ต์รู้สึกว่าหนักมาก “ผมต้องนั่งขายตั้งแต่สิบโมงเช้าถึงสี่ทุ่มทุกวัน แล้วทำงานประจำด้วยตอนนั้น ทำแทบตายแต่ไม่มีเงินเก็บเลย แล้วมาเจอเรื่องพี่ต๊อบใน เถ้าแก่น้อยร้อยล้าน ผมก็คิดเลยว่าทำไมเขาเก็บเงินได้เป็นพันล้านนะ ผมเลยอัดงานให้หนัก งานประจำ ขายกระเป๋า เล่นดนตรี” ทำงานหนักไป ไฟ๊ต์เลยเริ่มป่วย “ป่วยหนักเลยครับ เพราะนอนวันละ 4 ชั่วโมงเอง คุณพ่อเลยบอกว่า อย่าทำงานจนป่วยเลย ผมไปฉีดยาบ่อยจนหมอไม่ฉีดให้แล้ว”

ถ้าอย่างนั้นต้องทำอะไรที่ขายได้ทั่วโลกเลยละกัน
จะว่าไฟ๊ต์สุดโต่งเลยก็ได้ ขายของเหนื่อยไป ได้กำไรไม่คุ้ม ไฟ๊ต์เลยมาคิดให้หนักว่า ถ้าอย่างนั้นเราจะทำธุรกิจอะไร เอาแบบที่ขายได้ทั่วโลกไปเลย และไม่ต้องพึ่งคนอื่น และต้องรับเงินค่าจ้างทันทีเป็นเงินสด แต่เวลาจ่ายออกจ่ายแบบผ่อนจะยิ่งดี คือได้มาก และถ้าล้มไม่เจ็บตัว ไฟ๊ต์บอกว่า “ผมคิดหมดเลยตั้งแต่ขายอาหาร ทำแบรนด์เนม จนมาจบที่ ซอฟท์แวร์ เพราะไม่ต้องลงทุน” แล้วไฟ๊ต์ก็เข้าฌาณนึกๆๆๆๆ ว่าใครกันนะคือคนที่เขาควรชวนมาทำด้วยกัน “ผมไม่ได้ติดต่ออ๋อมอีกตั้งแต่เจอกันครั้งนั้น แต่ผมจำเขาได้ เขาดังในมหาวิทยาลัย มีรูปเขาเต็มไปหมด ผมเลยโทร.หาเขา แล้วไปเคาะประตูหน้าบ้านเขาเลย”

เราหันไปถามอ๋อมบ้าง ตอนนั้นอ๋อมมีงานที่ดีมากๆ อยู่แล้ว และมีคนชวนอ๋อมทำโปรเจ็คท์เยอะมาก ทำไมต้องเป็นไฟ๊ต์ อ๋อมบอกว่า “ผมเจอคนมาชวนทำบริษัทเยอะ แต่พอมาถึงตอนต้องลงแรงจริงๆ กลับไม่ค่อยมีใครทำ พอมาเจอไฟ๊ต์ เขาเป็นคนนัดก่อน แล้วมาหาผมเลย มาหาผมทุกคืน พออาทิตย์แรกผ่านไป ผมก็มั่นใจเขาในระดับหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าของที่ขายจะเป็นอะไร” ไฟ๊ต์เล่าต่อบ้าง “ผมมีอะไรอยากทำ ก็เล่าให้อ๋อมฟัง อ๋อมเงียบไป แล้วพออาทิตย์ที่สองที่คุยกัน อ๋อมลาออกจากงานเลย อ๋อมเงินเดือนเกือบแสน แล้วเจ้านายจะให้เพิ่มอีกเท่า แต่เขาเอาใบลาออกไปวางเลย” อ๋อมหันมาบอกว่า “ผมรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้เอาจริง แล้วผมก็คิดว่า ถ้ายังทำงานอยู่ จะเอาเวลามาพัฒนาซอฟท์แวร์ได้ยังไง ก็เลยตัดสินใจออกเลยดีกว่า”

ความฝันของไฟ๊ต์คือ ต้องหาเงินพันล้านให้ได้ในอีก 10 ปีข้างหน้า!! และเป้าหมายอันนี้ของเขาล่ะ กลายมาเป็นเป้าหมายยูนิคอร์น สตาร์ทอัพบริษัทแรกของเมืองไทยในวันนี้ของแสนรู้

เดือนแรกที่รวมตัวกับอ๋อม ไฟ๊ต์ก็หาลูกค้าได้หลักล้าน
พอรู้ว่าอ๋อมลาออกจริงๆ ไฟ๊ต์บอกว่ากดดันเลย เหมือนต้องรับผิดชอบชีวิตเพื่อนด้วย ไฟ๊ต์เลยติดเครื่องชน แล้วเขาก็ทำได้ภายในหนึ่งเดือน “ผมหาลูกค้ารายแรกได้ เขาซื้อบริการเรา 1 ล้านบาท” ไฟ๊ต์ และอ๋อมทำโปรแกรมให้เขาที่เป็นบริษัทแก๊สเพื่อหาข้อมูลว่ามีคนติดแก๊สที่รถกี่คน แล้วอยากติดแก๊ส หรือใช้น้ำมัน และอยากติดแบบไหน? ช่วยหาข้อมูลทางออนไลน์ให้เขา ลูกค้าแฮปปี้มาก แล้วไฟ๊ต์ก็ศึกษาตลาดต่อไป จนมาคุยกันกับอ๋อม และเพื่อนร่วมทีมอีก 2 คนว่า ถ้าอย่างนั้นเรามาทำธุรกิจ Social Listening นี่ล่ะ พอเคาะกันแล้ว ไฟ๊ต์ก็เดินหน้าขายลูกค้าต่อเลย “เราก็มีลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เลยครับ” หลังจากนั้นไฟ๊ต์เริ่มหาลูกค้าได้ 5-6 รายภายในหนึ่งเดือน ก็เลยถึงเวลามีบริษัทอย่างจริงจังแล้วล่ะ

 

 

ไฟ๊ต์ตัดสินใจขยายทีมทันที
คุยงานกันที่ห้องอ๋อมได้สักพัก ไฟ๊ต์ก็เริ่มหาออฟฟิศ มาเจอที่เมืองทองธานี รับพนักงานคนแรกชื่อ ป๊อปปี้ ตอนนั้นไฟ๊ต์คิดว่า “ผมคงมีพนักงานไม่เกิน 10 คน” ใครจะรู้ว่าผ่านไป 4 ปี เขาก็มีพนักงานถึง 150 คน ไฟ๊ต์ทำงานบริหาร ดูเรื่องเซลล์ ไปขายต่างประเทศ ส่วนอ๋อมคอยคุมทีมโปรแกรมเมอร์ผลิตงานให้ไฟ๊ต์ แล้วไฟ๊ต์ก็เริ่มทำความฝันของเขา ตลาดแรกที่ไฟ๊ต์ไปเปิดคือมาเลเซีย ในเวลาไม่นานแสนรู้ ก็กลายเป็นบริษัท Social Listening อันดับหนึ่งในมาเลเซีย ไฟ๊ต์ไปต่อเลยที่ฮ่องกง สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และที่อื่นๆ อีก จากตอนแรกที่ไฟ๊ต์คิดจะเข้า 10 ประเทศในเออีซีเท่านั้น ก็เลยเกิดเป็นคำถามว่า เอ! อย่างนี้เทคโนโลยีของเรา เรียกว่าเป็นระดับเวิร์ลด์คลาสส์หรือยังนะ คำถามนี้ของไฟ๊ต์ทำให้เขาบอกตัวเองว่า “ถ้าอย่างนั้น เราต้องไปซิลิคอน วัลเล่ย์เลย” เขาไปตั้งบู๊ธของแสนรู้ที่งาน Martech ที่นั่น เขาเป็นบริษัทจากเอเชียบริษัทเดียวที่ไป และจัดบูธแบบใหญ่ยักษ์อลังการ ตอนที่ไปอ๋อมบอก “ยังไม่รู้จะเอาอะไรไปโชว์เลยครับ” เลยเป็นที่มาให้อ๋อมพัฒนาซอฟท์แวร์ที่ฮือฮามากชื่อ “Arun” นี่เอง

 

 

Arun ทำให้ฝรั่งอะเมซิ่ง และเริ่มรู้จักแสนรู้ในวงกว้างกัน
เพราะต้องต่อสู้กับความซับซ้อนของข้อมูลที่สุด แล้วแสนรู้ก็ทำได้ อ๋อมทำเวิร์คช้อปเป็นเดือนจนรู้ว่า ต้องจัดการกับข้อมูลแบบ paid, owned และ earned มีเดียนี่ล่ะ ถึงจะเหนือกว่าทุกคน และเข้าระดับโลกได้ จนในที่สุด! อ๋อมก็ทำ Arun ได้สำเร็จ พอเอาสามตัวนี้มารวมกัน จะได้เป็นค่า ROI ทำให้รู้ช่องทางในการทำมาร์เก็ตติ้ง ออนไลน์อย่างชัดเจนขึ้นมาก แสนรู้จะจับข้อมูลที่มีคนพูดถึงสินค้านั้นๆ ได้หมด และพอไฟ๊ต์เอา Arun ไปโชว์ฝรั่งเท่านั้น “ฝรั่งตื่นเต้นกันมาก บอกแต่ ว้าวๆๆๆๆ แล้วเขาก็เริ่มมาทำข่าวเรา เขาอะเมซิ่งมาก บอกว่าสิ่งที่เราทำมันแอดวานซ์มาก เราใช้เวลาทำโปรดัคท์นี้ 2 ปีครับ” หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรฉุดแสนรู้อยู่แล้ว แสนรู้มีลูกค้าใหญ่ๆ อยู่ในมือสามร้อยกว่าราย มีบริษัทที่ต่างประเทศ และกำลังจะสู้ให้ถึงพันล้านให้ได้

มาถึงสิ่งที่เราอยากรู้มากว่า แล้วเป้าหมายสูงสุดของแสนรู้คืออะไร?
ไฟ๊ต์บอกว่า “ผมแบ่งออกเป็นสองเรื่อง คืองาน และชีวิต ในด้านงานผมไม่ได้คิดว่าอีก 20 ปี แสนรู้จะต้องเป็นแต่ Social Listening เราอาจเป็นอย่างอื่นก็ได้ แต่ที่แน่ๆ แบรนด์นี้จะต้องอยู่ไปอีก 20, 30, 100 ปีแน่นอน แต่ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์โลก ส่วนเรื่องชีวิต ผมทำเพื่อคนอื่นตลอดอยู่แล้ว ผมทำเพื่อพ่อ แม่ ครอบครัว และพอผ่านไปผมก็ทำเพื่อน้องๆ ที่ทำงานกับเรา ผมอยากให้ทุกคนสบาย อยากเห็นครอบครัวเขาสบาย มีชีวิตที่ดีขึ้น ผมก็แฮปปี้แล้ว อย่างอ๋อมเมื่อก่อนเขามีเงินเดือนเกือบแสน เขาให้ที่บ้านหมดเลย เช่าห้องอยู่ ไม่เปิดแอร์นอน ใช้โทรศัพท์โนเกียรุ่นเก่า ผมก็จะบอกอ๋อมว่า เราต้องดีขึ้น แล้วพอเราดีขึ้น เราจะกลับมาช่วยสังคม ช่วยประเทศ”

 

 

อะไรทำให้ไฟ๊ต์และอ๋อม เป็นแสนรู้ในวันนี้?
สิ่งสุดท้ายที่เราว่าคือออริจินัลของแสนรู้เลย เพราะถ้าไฟ๊ต์และอ๋อมไม่เป็นคนแบบนี้ ก็คงไม่มีแสนรู้ ไฟ๊ต์บอกว่า “แอตติจูดคือสิ่งที่ครอบคลุมทุกอย่างครับ” อ๋อมบอกว่า “การโฟกัสไปที่เป้าหมายครับ พอเวลาเราไปที่เป้าหมายเรา เราจะเลิกกังวลกับทุกปัญหาเลย อย่างตอนผมลาออก ผมไม่ได้สนว่าจะมีเงินมั้ย เพราะผมมีเป้าหมายแล้ว มันเป็นแรงขับไปเลยครับ”

ปัญญาจะช่วยแก้ปัญหาทุกสิ่ง
ไฟ๊ต์ฝากสิ่งนี้ให้กับใครที่กำลังคิดทำธุรกิจว่า “ 4 ป. เลยครับ ปัญหา ปมเด่น ปมด้อย ปัญญา ทุกคนมี 4 ป.นี้อยู่แล้ว แต่ต้องรู้จักเลือกเอามาใช้ และทุกคนควรภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองมี ถ้าเราใช้ปัญญาแก้ปัญหา จะแก้ได้หมดทุกปัญหา ปัญญาก็คือสติ ณ. ตอนนั้น ถ้ายังไม่พร้อม ก็นิ่งก่อน แล้วคิดใหม่ อย่าทำตอนที่มีอารมณ์อยู่ แล้วสุดท้ายก็คือใช้การมองปัญหา อันนี้ก็จะกลายมาเป็นแอตติจูดเราครับ ผมมองทุกปัญหาเป็นเรื่องดีหมด เพราะมันทำให้เรามีประสบการณ์ไปแก้มันครับ”

เรื่องของแสนรู้ยาวนิด แต่เราว่าแสนรู้คืออีกหนึ่งตำนานของคนรุ่นใหม่ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองคือสตาร์ท อัพ รู้แต่ว่าเขามีสิ่งที่จะทำไปให้ถึง แล้วลงมือทำเลย เพราะแอตติจูดแบบนี้ล่ะ ไม่ยึดติด แต่โฟกัส เขาถึงเป็นมาร์เท็คที่ใครๆ ก็จับตามอง เอาใจช่วยแสนรู้ ให้อีกเป้าหมายของเขา แสนรู้จะไป 40 ประเทศทั่วโลก! ให้สำเร็จให้ได้เลยนะแสนรู้

HOROSCOPE