เจาะลึก "La Pausa" คอลเลคชั่นของ Chanel ที่มาโชว์เมืองไทยเป็นที่ที่ 2 ของโลก - CLEO Thailand Online Magazine

เจาะลึก “La Pausa” คอลเลคชั่นของ Chanel ที่มาโชว์เมืองไทยเป็นที่ที่ 2 ของโลก

Welcome To Bangkok!!!  รู้มั้ย Chanel เป็นแบรนด์แรกของโลกที่สร้างคอลเลคชั่นสำหรับเมืองร้อน เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1919 ก่อนแบรนด์อื่นๆ!!! ความพิเศษแบบนี้สมควรได้รับการฉลองอย่างยิ่งใหญ่ สำหรับคอลเลคชั่น Cruise ในปีนี้ Chanel เดินทางมาจัดโชว์ถึงเมืองไทย ซึ่งจะเป็นที่ที่ 2 ของโลกหลังจากได้จัดแสดงครั้งแรกที่ Grand Palais ปารีสในเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา

“La Pausa” เข้าถึงแก่นแท้ของ Chanel 

คอลเลคชั่น Cruise 2018/19 เป็นอะไรที่พิเศษมาก เพราะเจาะถึงไลฟ์สไตล์ของ Gabrielle Chanel สื่อถึงตัวตนตัวตนและเอกลักษณ์ความคลาสสิกของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน “La Pausa” แรงบันดาลใจของคอลเลคชั่น Cruise 2018/19  คือบ้านพักตากอากาศของ Gabrielle Chanel สร้างขึ้นที่ฝรั่งเศสในช่วงยุค 1930 โดยสถาปนิกที่มีชื่อว่า Robert Streitz ดีไซน์ให้เหมือนสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เธอได้เติบโตมา ในตอนนั้น Gabrielle ตั้งใจให้บ้านนี่เป็นที่พักผ่อนของเธอและแฟนหนุ่ม Hugh Grosvenor ขุนนางชั้นที่สองของ Westminster แต่ในปี 1953 บ้านหลังนี้ก็ถูกขายไป ซึ่งก่อนหน้านี้ “La Pausa” ก็ได้เป็นแรงบันดาลใจในการทำน้ำหอม  “28 La Pausa” ของ Chanel มาแล้วด้วย

ความคลาสสิค vs ความดั้งเดิม

คำถามก็คือทำไมต้องประเทศไทย? รู้มั้ยเมืองไทยเราติดอันดับ 1 ใน 10 ลูกค้าที่ทำรายได้ให้ Chanel มากที่สุดเลยนะ Chanel มองธุรกิจกับเมืองไทยในระยะยาว ขาดว่า 15-20 ปีน่าจะบูมยิ่งกว่านี้อีก แบรนด์ก็เลยอยากกระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าชาวไทยให้แน่นมากขึ้น สร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าไทยเข้าถึงความเป็น Chanel ได้มากขึ้น

 

กรุงเทพเป็นเมืองที่มีความทันสมัยแต่ยังรักษาหัวใจของความเป็นไทยทางด้านวัฒนธรรมได้อย่างดีเยี่ยม เหตุผลนี้ทำให้เรารู้สึกว่าความคลาสสิกของ Chanel และความ “ดั่งเดิม” ของคนไทยถึงเข้ากันได้อย่างลงตัว มีเสน่ห์ ทันสมัยแต่ไม่ลืมแก่นแท้ของตัวเอง Karl เลือกสถานที่จัดงานติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่ ชาว ฝ. รู้จักกันในนามว่า “เวนิสของฝั่งตะวันออก” แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแม่น้ำสายหลักของประเทศที่มีประวัติคู่กับคนไทยมาหลายยุคหลายสมัย นอกจากเราเองก็รู้สึกว่าแอตติจูดชิลๆ สบายๆ ของเมืองไทยยังเหมาะมากกับความสบายแบบมีสไตล์ของคอลเลคชั่น cruise ในครั้งนี้

 

สบาย สบาย

ใครว่าชุดที่ใส่แล้ว “สบาย” จะต้องเป็นเสื้อเก่าๆ ย้วยๆ นิ่มๆ แมทช์กับกางเกงขาสั้นอย่างเดียว จริงๆ ชุด “สบาย” ก็มีสไตล์ได้นะ “CHANEL Sabai Style” คือคอนเซ็ปที่ Chanel สร้างขึ้นเพื่อบ่งบอกถึงความเข้ากันของสไตล์หรูหราคลาสสิคแบบ Chanel และลักษณะชิลๆ ง่ายๆ สบายๆ ของคนไทยที่หาได้ในทุกๆ ไอเท็มในคอลเลคชั่น Cruise 2018/19

ผสมกลมเกลียวในเสื้อผ้าเบาสบายๆ ที่เคลื่อนไหวไปพร้อมกับผู้ใส สีโทนพาสเทลที่ดูมีชีวิตชีวา ลายพริ้นท์ที่บ่งบอกถึงสปิริตของท้องทะเล ร่วมไปถึงซิลลูเอทและเนื้อผ้าทวีตของชุดที่คงความคลาสสิค แต่ทำให้ไม่จำเจด้วยการใช้แมททีเรียลใหม่ๆ อย่างพลาสติก! หยิบมามิกซ์แอนด์แมทช์ให้ดู “สบาย” แต่ยังดูมีสไตล์และคงความเป็นคุณได้อย่างง่ายดาย

เซเลบบิ๊กเนม 

เซเลบบิ๊กเนมจากทั่วทุกมุมโลกมาอยู่ที่นี้ แถมยังได้ Pharrell William มาจัดมินิคอนเสิร์ตและประกาศการร่วมมือกับ Chanel ในการทำคอลเลคชั่นสุดพิเศษที่กำลังจะวางขายที่เกาหลีที่แรกในวันที่ 29 มี.ค. อีกด้วย อย่างเสื้อฮู้ดดี้สีเหลืองที่เขาใส่ในงาน ก็เป็นหนึ่งในไอเท็มจากคอลเลคชั่น!!!

 

 


คุยสบายๆ กับ 3 นางแบบ CHANEL

เรามีโอกาสได้ฟัง Caroline De Maigret, Amanda Sanchez และ Soo Joo 3 นางแบบที่ได้ได้ร่วมงานและซึมซับความเป็น CHANEL อย่างใกล้ชิด พูดถึงการแต่งตัวและสไตล์ของพวกเธอ ซึ่งทั้ง 3 คนมีสไตล์ที่แตกต่างกันมากๆ เห็นได้ชัดเลยว่าความคลาสสิกของ Chanel สามารถแมทช์กับสไตล์ไหนก็ได้เลยจริงๆ 

Amanda Sanchez

Amanda ทำงานในฐานะอินเฮ้าส์โมเดลของ Chanel มา 17 ปีแล้ว เธอน่าจะเป็นคนที่ได้ลองชุด Chanel มากที่สุดในโลก เริ่มทำงานกับแบรนด์ตั้งแต่อายุ 20 ปี เธอบอกว่าตอนนั้นต้องฟิตติ้งชุดทั้งคอลเลคชั่น ประมาณ 80-100 ลุค เธอได้เห็นหมดตั้งแต่ชุดยังเป็นรูปสเก็ตช์ที่ยังเป็นแค่โครง ไปจนถึงขั้นตอนที่เหล่าช่างฝีมือดีของ Chanel ร่วมมือกันทำชุดออกมาให้เพอร์เฟคที่สุด

ทวีตและพลีตคือความเป็น Amanda

ลอง Chanel มาหลายชุด แต่ Amanda ชอบไอเท็มคลาสสิกและเนื้อผ้าทวีตมากๆ เธอชอบกางเกงทวีต เอวสูง ขายาวเป็นพิเศษ เพราะใส่สบายแต่ก็ยังทำให้ดูสง่า แถมใส่ได้หลายแบบ “ทำให้ดูสง่าได้ แค่ใส่กับเสื้อสวยๆ แล้วก็รองเท้าส้นสูง หรือถ้าอยากให้ดูคุลก็ใส่รองเท้าส้นแบน หรือรองเท้าผ้าใบ” แต่ที่ชอบที่สุดก็ต้องเป็นพลีท รู้ตัวอีกทีตู้เสื้อผ้าของเธอก็เต็มไปด้วยไอเท็มที่มีพลีตทั้ง กระโปรง แจ็คเก็ต เสื้อยืด โค้ท เธอชอบเพราะมันดูกราฟฟิกแล้วเวลาเธอเดินชุดก็จะเคลื่อนไหวไปด้วย

 

 

Caroline De Maigret

สมัยก่อน Caroline เดินแบบให้ Chanel บ่อยมาก แล้วเธอก็หยุดไปทำหน้าที่แม่ของลูก ไปๆ มาๆ ก็ไปเป็นโปรดิวเซอร์เพลง เธอมีรายการวิทยุของตัวเอง วันหนึ่งเธอไปจัดรายการหน้าแฟชั่นวีค เลยได้มีโอกาสเจอ Karl  Lagerfeld 4-5 วันหลังจากนั้นทีม  Chanel ก็โทรมา ถามว่าอยากไปเดินแบบมั้ย ตอนนั้นเธออายุ 37 แล้ว รู้สึกดีใจมาก ไม่รู้ว่าอายุเท่านี้แล้วยังเดินแบบได้อยู่  หลังจากนั้นก็ได้เป็น แบรนด์แอมบาสเดอร์ไปเลย

ปลุกความเป็น Chanel ด้วยน้ำหอม Chanel no.5 

Caroline เล่าถึงความเป็น Chanel ที่ซึมซับในตัวตั้งแต่เด็กๆ สิ่งที่ทำให้เธอรู้จัก Chanel ก็คือขวดน้ำหอม Chanel no.5 ของแม่ซึ่งเวลาที่แม่ไม่อยู่ เธอจะชอบแอบหยิบมาฉีดทั่วตัว แล้วพอโตขึ้นมาหน่อยเธอก็ประทับใจในดีเทลในชุดของ Chanel “ฉันเริ่มรู้สึกว่ามันพิเศษมาก มันมีความฉลาดมากกว่าชุดปกติ อย่างชุด little black dress โครงสร้าง เนื้อผ้าที่ใช้ ทำออกมาอย่างปราณีต” ทำให้เธอบอกตัวเองว่า “ฉันอาจจะไม่ใช่ผู้หญิงที่ใส่ชุด little black dress ได้เซ็กซี่ที่สุด แต่ฉันจะเป็นคนที่พิเศษที่สุด..แล้วนั้นคือผู้หญิงแบบที่ฉันอยากจะเป็น”

 

ทริคแต่งตัวของตัวแทนความเป็น Chanel

เราหลังรักสไตล์ของเธอมากๆ มีความคลาสสิกและเท่ผสมอยู่ในตัว Caroline บอกว่าเวลาแต่งตัวเธอจะชอบเลือกไอเท็มที่สตรองมากๆ แล้วค่อยเสริมด้วยไอเทมเบสิค มีทริคง่ายๆ คือให้เลือกสีของด้ายหนึ่งสีที่ทอในไอเท็มหลัก แล้วเลือกสีนั้นเป็นสีของเบสิคของไอเท็มที่เหลือ แล้วก็ต้องเป็นสีเดียวกันด้วยนะ “มันจะสง่ามาก” 

 

อีกทริคที่สาวเท่อย่าง Caroline แชร์ในวันนั้นคือให้ครอปหัวตัวเองออกเวลาฟิตติ้ง เธออธิบายว่าเวลาเรามองตัวเองในกระจก เราแอบจะให้คอมเมนต์ตัวเองที่ไม่แฟร์เท่าไหร่ “เวลามองเข้าไปในตาของเราในกระจก จะมองเห็นความรู้สึก อารมณ์ต่างๆ” Caroline ก็เลยหาวิธีที่ทำให้ลุคสมบูรณ์แบบโดยที่มองข้ามความรู้สึกตอนนั้นไป เธอบอกว่าเวลาแต่งตัว ตอนมองตัวเองในกระจกให้มองผ่านหน้าตัวเองไป แล้วดูแค่ที่ตัว “แบบเดียวกันกับที่เรามองบอดี้ของคนอื่นๆ คุณจะมองเห็นว่าน่าจะเพิ่มหรือตัดตรงไหนออก มันช่วยในการสร้างลุคมากๆ”

วันไหนรู้สึกไม่โอเคจะใส่แจ็คเก็ตเป็นเกราะป้องกัน

แจ็คเก็ตคือไอเท็มของ Chanel ที่ Caroline หลงรักมากที่สุด เมื่อถามเหตุผล เธอก็ตอบแบบไม่มีฟอร์มว่า “เพราะฉันเป็นขิ้เกียจ มันมีประสิทธิภาพมาก เวิร์ค 24 ชั่วโมงเลย ใส่ไปทำงาน..ใส่กับเดรสไปงานกลางคืน แล้วมันก็ดูสไตล์ลิชมาก…ฉันชอบวิธีที่มันถูกสร้างขึ้นมา ชอบไอเดียที่มาของมัน…บางทีเธออาจจะคิดว่ามันสั้นไป แต่จริงๆ แล้วมันแค่สั้นเพื่อทำให้คุณดูตัวยาวขึ้น” หลงรักทุกอย่างที่เป็นมัน แต่ความพิเศษไม่ได้มีแค่นี้เพราะมันยังทำให้เธอรู้สึกเซฟ ถ้าวันไหนเจอ Carolineใส่แจ็คเก็ตขอให้รู้ไว้เลยว่า “วันนั้นฉันไม่แฮปปี้แล้วต้องการเกราะป้องกัน”

 

Soo Joo

อาชีพการเป็นเป็นนางแบบของ เริ่มตอนอายุ 23 ปี ตอนนั้นก็ผมดำอยู่เลย แต่วันหนึ่งเธอเริ่มมีความรู้สึกอยากย้อมผม แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มมีคนมองเห็น เธอถูกเรียกให้ไปแคสแฟชั่นโชว์ของ Chanel ที่ปารีสไปถึง 4 วันก่อนวันโชว์ซึ่งเป็นรอบแรกของการฟิตติ้ง ตอนนั้นเธอต้องลองชุดที่ทำจากผ้ามัสลิน มันสวยมากจนทำให้  Soo Joo คิดว่ามันคือชุดจริงๆ “แค่ได้อยู่ที่นั้น เจอทุกคน มันก็เป็นความฝันแล้ว ตื่นเต้นมาก สั่นด้วยความสุข” สุดท้าย Chanel ก็เลือกเธอ ได้เดินแบบในโชว์นั้นแถมหลังจากโชว์ 1 สัปดาห์เธอก็ได้ไปถ่ายแบบ The Little Black Jacket  ซึ่งจากตอนนั้นถึงตอนนี้ก็รวม 6 ปีแล้ว

จากสิ่งที่เอื้อมไม่ถึงสู่ความเป็น Chanel อย่างเต็มตัว

Soo Joo เกิดที่เกาหลี ครอบครัวย้ายมาแคลิฟอร์เนียตอนเธออายุ 10 ปี มีฐานะปานกลาง Chanel สำหรับเธอเป็นเหมือนความฝันที่ไม่สามารถเอื้อมถึงได้ แต่เธอก็ชอบแฟชั่นมากๆ ตั้งแต่เด็กๆ จะสมัครนิตยสาร Vogue สะสมทุกฉบับ แล้วก็จะชอบฉีกหน้าโฆษณาหรือหน้าถ่ายแบบที่ชอบเอามาแปะไว้บนผนัง ซึ่งหลายๆ รูปก็จะเป็นรูปของ Chanel ที่นางแบบใส่เสื้อครอป แจ็คเก็ตทวีต มินินเสกิร์ต เธอบอกว่า Chanel อาจจะไม่ใช่สไตล์ของเธอโดยตรง แต่ภาพเหล่านั้นมันฝั่งลึกอยู่ในหัว ทำให้เจอว่าตัวเองชอบหยิบเอาองค์ประกอบในรูปเหล่านั้นมาใช้มิกซ์ แอนด์ แมทช์โดยไม่รู้ตัว

 

Obsession กับเครื่องประดับ

นอกจากโลโก้ยุค 90 แล้ว Soo Joo ก็ขอบแอคเซสเซอรี่มากๆ “มันมีคำพูดของ Gabrielle Chanel ที่ว่า ‘ก่อนที่ออกจากบ้านให้ดูตัวเองในกระจกแล้วเอาแอคเซสเซอรี่หนึ่งอย่างออกจากตัว’ แต่สำหรับฉันมันตรงกันข้าม จะชอบใส่เพิ่มตลอด” 

สไตล์ลื่นไหล่ของ Soo Joo ไม่มีคำอธิบายและไม่เหมือนใคร

Soo Joo บอกว่าสไตล์ของตัวเองอธิบายยากมาก แต่เธอคิดว่าน่าจะเป็นคำว่า “ลื่นไหล่” ชอบที่จะสนุกและกล้าที่จะแต่งตัว การมีแบ็คกราวน์เป็นนักเรียนดีไซน์ทำให้เธอมีวิธีหยิบจับแต่ละอย่างมามิกซ์แอนด์แมทช์ได้เก๋มาก ทุกๆ อย่างจะต้องไม่เพอร์เฟคจนเกินไป “ฉันคิดว่าถ้าถ้าดูเพอร์เฟคมากไป จะดึงเอาความสนุก ดึงความเป็นแฟชั่น ออกไป” ดูจากสีผมที่จี๊ดแย่งซีนของเธอ ก็คงพอจะเดาออกนะว่าเธอชอบความคูลมากกว่า ก่อนจะเดินโชว์ Chanel ในครั้งนี้เธอถึงกับต้องบอกช่างแต่งหน้าทำผมว่า “อย่าทำให้ฉันสวยนะ ทำให้ฉันดูเท่” 

 

 

สำหรับวันนี้ถึงวันที่ 11พ.ย. สาวๆ สามารถสัมผัสความเป็น “La Pausa” ที่ถูกทำเป็นดิสเพลย์อย่างสวยงามได้ที่ Siam Paragon และ Central Embassy

 

SIAM PARAGON

 

CENTRAL EMBASSY 

HOROSCOPE