ยูน ปัณพัท เตชเมธากุล เธอวาดรูปตั้งแต่อนุบาล! - CLEO Thailand

ยูน ปัณพัท เตชเมธากุล “ไม่มีวันไหนที่เราไม่วาดรูปเลย”

ยูน Gucci, ยูน, ยูน ปัณพัท, นักวาดภาพ, ปัณพัท เตชเมธากุล
ยูน ปัณพัท เตชเมธากุล

นัดวาดภาพประกอบ, 31 ปี

คลีโอมีนัดคุยกับ ยูน ปัณพัท เตชเมธากุล อิลลัสสเตรเตอร์ที่เคยฝากฝีมือสุดเฉียบไว้กับการร่วมงานกับแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Gucci และอดีตครีเอทีฟไดเร็กเตอร์แบรนด์ Kloset ที่เกษรวิลเลจ สถานที่จัดแสดงงานที่เธอเป็นคนสร้างสรรค์ขึ้นมา ในชื่อ “Only For You” กับคอนเซปต์ The Meadows Universe ผลงานที่ยูนรังสรรค์ขึ้นจากเรื่องราวครอบครัว ความรัก และการขอพร ซึ่งเธอมองว่าการที่คนเราขอพรเปรียบเสมือนแรงขับเคลื่อนและความฝันที่มีพลังต่อชีวิตจริง ซึ่งงานนี้จะมีให้ชมไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2562 

“ที่นี่คืองานนิทรรศการแรกที่ทำ ความจริงก็ยังไม่เรียบร้อยมาก

แต่เราก็รู้สึกว่าเราเต็มที่มากจริงๆ แทบจะยกชีวิตให้เลย”

 

ยูน Gucci, ยูน, ยูน ปัณพัท, นักวาดภาพ, ปัณพัท เตชเมธากุล

เรานั่งคุยกับยูนที่ห้องทำงานชั่วคราวของเธอในห้างเกษรที่เธอบอกว่า “เราอยากให้ที่นี่เป็นเหมือนบ้านของเรา เนี่ย เราเพิ่งสั่งเฟอร์นิเจอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่มา ให้มาส่งที่นี่ เพราะหนึ่งเราอยากให้คนที่แวะมาดูงานรู้สึกว่าที่นี่คือที่ของเราอย่างที่บอกไป กับสองคือคุณพ่อบอกว่าที่บ้านไม่มีที่วางแล้ว (หัวเราะ)” ซึ่งเก้าอีกตัวเขื่องสีดำขลับที่ยูนใช้นั่งวาดรูปก็เช่นกัน “เราสั่งทำเองเลย ออกแบบเองด้วย”

หลังจากกวาดตามองไปรอบๆ “บ้าน” ของยูนแล้ว เราเริ่มต้นอัดเสียงบทสนทนาทั้งเรื่องความสนใจในการวาดภาพ เรื่องชีวิต เรื่องการออกแบบงาน และเรื่องวงการศิลปะในประเทศไทย…

จุดเริ่มต้นในการวาดภาพ

เราเริ่มวาดรูปตั้งแต่เด็กเลย ที่บ้านทำธุรกิจเสื้อผ้า ทำเสื้อฮาวายขายส่ง พราะฉะนั้นที่บ้านก็จะมีพี่ๆ ช่างเย็บเยอะมาก มีพี่คนหนึ่ง เขามาทำงานที่บ้านช่วงสั้นๆ เป็นคนติดกระดุมเสื้อ ชื่อพี่ใจ พรสวรรค์ของนางก็คือนางวาดรูปสวยมากกกก พอเราเห็นนางวาดรูปเราก็อยากวาด เขาก็เลยสอนเราวาดรูป เราก็เลยวาดรูปตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็ให้เขาสอนวาดรูป ตอนนั้นเราอยู่อนุบาลเอง ประมาณอนุบาลหนึ่งหรืออนุบาลสอง เริ่มง่ายๆ ก่อน วาดรูปบ้าน แบบที่เด็กๆ ชอบวาด แต่บ้านพี่ใจจะมีความไม่เหมือนคนอื่น สมัยก่อนเราจะวาดบ้านเป็นสามเหลี่ยมใช่มั้ย แต่บ้านพี่ใจจะเป็นสี่เหลี่ยมคางหมู ประตูก็จะเป็นประตูที่เปิดแบบญี่ปุ่น

ความจริงไม่เคยไปเรียนวาดรูปเลยจนถึงตอนติวเข้ามหาวิทยาลัย ม.5 ม.6 เพราะตอนเด็กเราวาดรูปทุกวันอยู่แล้ว มันคือของเล่นอีกอย่างหนึ่งของเรา ก็เล่นของเล่นอย่างอื่นนะ เราวาดรูปทุกวัน ไม่มีวันไหนที่ไม่วาดรูปเลย กลับบ้านมาก็ซื้อสมุดฉีกหนึ่งอันกับดินสอเปลี่ยนไส้ สมัยเรียน วิชาศิลปะ มันเริ่มจริงจังขึ้นใช่มั้ย เราก็จะเป็นคนวาดรูปของห้อง ก็จะแบ่งกันกับเพื่อนอีกคนหนึ่งชื่อวิน ของติดกระเป๋าตอนนั้นก็คือสมุดกับดินสอ นอกจากนั้นก็มีอย่างอื่นด้วย เราเป็นคนบ้าหอบฟางตั้งแต่เด็ก ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่นะ (หัวเราะ) ไม่เคยพกกระเป๋าต่ำกว่าสองใบเลย ฉันต้องพกทุกอย่าง ตอนเด็กก็เป็นเด็กไม่จัดตารางสอน ก็จะพกทุกอย่างไปโรงเรียน พกขวดน้ำพกยาไปโรงเรียนเพราะครูห้องพยาบาลดุ ก็จะมีทั้งน้ำทั้งยา ทุกคนก็จะมาขอเรา ไม่ต้องง้อห้องพยาบาลอีกต่อไป

 

“การวาดรูปมันคือของเล่นอย่างหนึ่งของเรา
เราวาดรูปทุกวัน ไม่มีวันไหนที่ไม่วาดรูปเลย”

 

ทำไมถึงจับพลัดจับผลูมาเรียนศิลปกรรมได้

เพราะเพื่อนสนิทที่ชื่อวิน สมัยก่อนคณะที่เกี่ยวกับศิลปะคณะเดียวที่เรารู้จักก็คือสถาปัตย์ วินเป็นคนชวนว่าไปเรียนกัน ก็เลยเริ่มเรียนสถาปัตย์ก่อน เรียนปุ๊บเราก็เจอเส้นตรง เจอไปคลาสเดียว รู้สึกว่ามันไม่ใช่เลย ไม่ใช่ว่าเราทำไม่ได้แล้วยอมแพ้นะ เราทำได้ วินก็เลยชวนไปติวอีกที่หนึ่งชื่อ Art Studio พอไปเรียนถึงได้รู้ว่าตายละ มีหลายคณะที่ฉันเลือกเรียนได้นี่ นิเทศศิลป์ก็มีหลายมหาวิทยาลัย แฟชั่นก็มี เลยบอกกับตัวเองว่าจะเข้านฤมิตรศิลป์จุฬาฯ โชคดีที่เป็นคนตั้งใจเรียน พอไปสอบคะแนนศิลปะผ่าน เลยได้เข้านฤมิตรศิลป์ตามที่ตั้งใจไว้ พอได้เรียนแฟชั่นก็รู้สึกว่าสนุกจังเลย ทำอะไรก็ได้ ไม่มีกรอบกั้นว่าเราจะต้องเป็นยังไง โชคดีที่อาจารย์ที่คณะเป็นคนเปิดกว้างมากกับลูกศิษย์ทุกคน เราจะเป็นสไตล์ไหนก็ได้ ไม่ได้ปิดกั้นว่าคุณต้องมินิมอลเท่านั้น เพราะเราเป็นแมกซิมัลลิสต์ อาจารย์เข้าใจทุกคน การเรียนที่นี่ทำให้รู้ว่าเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ได้ทำทุกอย่าง รวมถึงตอนทำงานด้วย ก็ได้ลองทำหลายๆ อย่าง วาดรูป ทำเทกซ์ไทล์ ทำลายผ้า ทำดีเทล ทำงานปัก งานฝีมือ ทุกอย่างมาจากตอนเรียนหมดเลย ตอนทำงานได้ทำที่ Kloset ที่เป็นแบรนด์ที่ยับปักถักร้อย งานคราฟต์ซึ่งเป็นสิ่งที่เราชอบอยู่แล้ว เราได้งานที่นี่เพราะเราเคยมาฝึกงานที่ Kloset เขารู้ว่าเราทำงานคราฟต์ได้ ก็เลยติดต่อให้เรามาทำงานหลังเรียนจบ จบปุ๊บทำงานปั๊บเลย ไม่ได้เที่ยวเลยนะ ทำยาวจนเป็น Creative Director ก่อนจะลาออกมา ตอนนี้ก็สองปีแล้ว

ดูแลรับผิดชอบอะไรบ้างใน Kloset

ก็ดูแลคอลเลกชั่นต่างๆ ของแบรนด์ คอลเลกชั่นสุดท้ายที่ทำก็เป็นสไตล์จีนๆ ชื่อ Wake Up and Rise สิ่งที่เรารับผิดชอบทั้งหมดก็คือภาพรวม ทิศทางของแบรนด์ในแต่ละคอลเลกชั่น แล้วก็ดูทิศทางของแบรนด์ที่จะต้องเป็นไป ลายผ้า เราต้องออกแบบตัว core ของคอลเลกชั่นให้คนตาม

ทำไมถึงเลือกใช้สัตว์และดอกไม้ในงาน

มันเป็นอารมณ์ต่างๆ ของเรา เราจำได้ว่าเราผูกพันธ์กับสัตว์และดอกไม้ เพราะที่บ้านพ่อก็ชอบมาก จากตอนแรกที่เล่าว่าที่บ้านทำเสื้อผ้า พ่อชอบเลี้ยงสัตว์ ปลูกดอกไม้ เราไปสวนสัตว์บ่อยมาก พ่อชอบพาเราไปเขาดิน และก็ไปเจเจบ่อยมาก ไปทุกอาทิตย์ เลยรู้สึกชอบแล้วก็รู้ว่าสัตว์มีความรู้สึกของมัน ส่วนเรื่องดอกไม้ เราชอบดอกไม้ ติดมาตั้งแต่ทำคอลเลกชั่น ทำเสื้อผ้า ยังไงก็ไม่มีใครสามารถทิ้งดอกได้ไม่ว่าจะผ่านมากี่ฤดูกาล ยังไงเราก็เป็นคนที่ชอบลายดอกไม้ ดังนั้นเราเลยรู้สึกว่าทั้งชีวิตของเราคงต้องผูกพันกับดอกไม้แล้วละ เพราะว่าเมื่อไม่มีดอกไม้ก็จะรู้สึกแบบเศร้าและเหี่ยว

 

ใช้เวลานานมั้ยในการหาตัวตน

ความจริงคือทำมาเรื่อยๆ แหละ พอเราทำงานเรื่อยๆ เราก็จะเริ่มรู้ว่าเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร สิ่งนี้ทำแล้วมีความสุขก็ทำต่อ สิ่งนี้ทำแล้วปวดหัวเราก็ไม่ทำแล้ว คือสมัยก่อนจะมีความคิดว่าถ้าเราไม่ชอบแล้วเราต้องสู้หรือเปล่า หมายถึงว่าถ้าเราไม่ชอบ เราต้องฟันมันให้แตกหรือเปล่า ซึ่งมันก็ใช่แหละ แต่ถ้าเราลองฟันดูแล้วเราไม่ชอบจริงๆ ก็เลิกทำเถอะ เพราะว่าทำไปเท่าไหร่ สุดท้ายแล้วก็ไม่ใช่ความสุขของเราอยู่ดี

 

“ถ้าเราลองฟันดูแล้วเราไม่ชอบจริงๆ ก็เลิกทำเถอะ
เพราะว่าทำไปเท่าไหร่ สุดท้ายแล้วก็ไม่ใช่ความสุขของเราอยู่ดี”

 

ก่อนจะมาเป็นภาพวาดที่ Gucci สนใจ

เราไม่ได้ทำงานอย่างเดียว ทำงานประจำไปด้วยและทำงานพิเศษไปด้วย จนวันหนึ่งคุณลุงให้ร้านที่สวนจตุจักร เราต้องทำงานที่มันมีความแมส ทั้งที่ชีวิตนี้ไม่เคยทำมาก่อนเลย แม่เป็นคนทำ เพราะฉะนั้นแม่จะถนัดมาก เราต้องทำงานทุกวัน วันพุธไปประตูน้ำไปหาของมาขาย วันอังคารไปช่วยเลือกซื้อผ้า วันศุกร์กลางคืนไปช่วยขายของต่อ คือมันไม่ใช่เรา เราไม่สามารถทำของที่สวยได้เต็มที่ เราต้องคุมต้นทุนให้อยู่ในราคา 250-300 บาท ซึ่งไม่ใช่เราเลย เราร้องไห้ทุกวันจริงๆเหมือนเป็นบ้า คิดอยู่ตลอดว่าเราจะใช้ชีวิตอย่างนี้ต่อไปเหรอ นี่ไม่ใช่ชีวิตของฉันจริงๆ เพราะฉะนั้นก็เลยคิดจะทำยังไงให้เราสามารถทำของที่เราชอบไปด้วยได้ และให้มันเป็นชีวิตของเราไปได้ด้วย เลยกลับมาโฟกัสงานที่ออฟฟิศอีกครั้ง แต่ก็ยังทำที่จตุจักรด้วย อย่างที่บอกครอบครัวเราเป็นครอบครัวกลางๆ เราไม่สามารถทิ้งสิ่งหนึ่งไปได้ แล้วปล่อยทุกอย่างไปได้ เราไม่อยากให้พ่อแม่คิดมาก เขาก็อายุมากแล้ว ถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ ฉะนั้นมันเลยเหมือนเราต้องจับทุกอย่างทำพร้อมกัน เราไม่สามารถทำอันนี้แล้วไม่ทำอีกอันหนึ่งได้ ช่วงนั้นเราไม่เจอเพื่อนเลย เพื่อนๆ ก็เข้าใจ ซึ่งรูปที่ Gucci มาเจอ ก็เป็นรูปที่เราวาดตอนขายของอยู่ที่สวนจตุจักรนะ

เป็นรูปแบบไหนที่วาดออกมา

ช่วงนั้นเราเพิ่งเริ่มงานตำแหน่งครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ ซึ่งตรงกับช่วงที่ Alessandro Michele ก็เพิ่งเข้ามาที่ Gucci เหมือนกัน เราเห็นคอลเลกชั่นของเขา Gucci มันเปลี่ยนใหม่หมดเลย เราชอบมาก แล้วเราทำแฟชั่นอยู่แล้วด้วย เราก็แบบ เอ๊ะ นี่มันแฟชั่นอิลลัสเตรตหรือเปล่า เราก็เลยเริ่มวาดรูปเสือ วาดกิ่งไม้เอาไว้ข้างบน เป็นเสือคาบกิ่งไม้ ภาพนี้เป็นภาพที่เขามาเจอ

ตอนที่วาดรูปนี้ คิดอะไรอยู่

เรารู้สึกว่าอยากวาดแค่นั้น อยากให้กำลังใจเขา เพราะตอนนั้นเราเห็นคนคอมเมนต์ว่าทำไม Gucci เป็นแบบนี้ ทำไมไม่เหมือนเดิมเลย ทำไมใส่กางเกงแบบนี้ แต่เรารู้สึกว่ามันโรแมนติกมากเลยนะ เราก็เลยวาดรูป แล้วก็ใส่แฮชแทกให้กำลังใจเขา แบบฉันชอบเธอนะ เธอมีคนที่ชอบนะ ฉันนี่แหละ เราก็ไม่นึกเหมือนกันว่าเขาจะมาเห็น

อะไรที่ทำให้เราตัดสินใจลาออกจาก Kloset

ตอนนั้นเราก็กลับมาโฟกัสกับงานที่ Kloset ให้เต็มที่ ทำเหมือนเป็นแบรนด์ตัวเองเลย ทำทุกอย่าง เพราะอย่างที่เล่าไปว่าชีวิตช่วงนั้นเป็นชีวิตที่ตัวเองรู้สึกว่าไม่ชอบเลย แต่พอกลับมาคิดว่าชีวิตฉันคือการทำงานออกแบบและการทำสิ่งสวยงาม เลยทำเพอร์ฟอร์มานซ์ให้ดีที่สุด แล้วขอขึ้นเงินเดือน (หัวเราะ) ตอนนั้นบอกเขาเลยว่าขอได้มั้ยคะ ถ้าเพอร์ฟอร์มานซ์ได้ขอเงินเท่านี้ เพราะต้องดูแลพ่อแม่ ต้องดูแลตัวเอง ต้องทำทุกอย่าง ขอแล้วก็ทำให้ได้ จนมันเลี้ยงชีพได้ เพราะเราก็จริงจังกับงานมาก มันเป็นชีวิตของเรา เมื่องานเป็นทุกสิ่งของชีวิตของเราแล้ว มันก็ต้องมีเงินที่จะมาหล่อเลี้ยงชีวิตเราด้วยจริงๆ

ส่วนจุดที่เราตัดสินใจลาออกจากที่นี่ก็เพราะเรารู้สึกว่ามันหมดเวลาจริงๆ ก็เหมือนเราเรียนจบแล้ว ต่อไปก็เป็นเวลาของเราเสียที เรามีความฝันที่จะต้องทำต่อ และมีอะไรที่อยากทำ

มั่นใจได้ยังไงว่าการออกจากงานประจำเราจะสามารถดำรงชีวิตด้วยการวาดรูปได้

ไม่มั่นใจเลย แต่ที่บ้านก็บอกว่าถ้าอยากออกก็ออก ออกมาลองดู ยังไงเดี๋ยวมันก็มีทางไป ตอนนั้นเราอ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ รถบัส พลังชีวิต (The Energy Bus) ความจริงเป็นเรื่องของคน เขาเล่าว่ามันเป็นที่นั่งบนรถบัสเรา ซึ่งมีที่นั่งจำกัด บางทีก็จะมีคนที่เรารู้สึกว่าเขาทำให้เราเหนื่อย สูบพลังชีวิตเรา แต่เราจะรู้สึกเสียดายความสัมพันธ์ ก็เลยพยายามรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ในรถบัสของเรา ซึ่งทำให้รถบัสของเราบรรยากาศไม่ดี ทำให้เราเหนื่อยทุกวัน เราก็จะรู้สึกว่าทำไมต้องมีความสัมพันธ์นี้ ทำไมต้องเสียดายความสัมพันธ์นี้ เพราะสุดท้ายถ้าเราปล่อยเขาลงไปจากรถเรา เมื่อที่นั่งของเราว่าง มันก็จะมีคนที่พร้อมนั่งรถคันนี้ขึ้นมาใหม่ ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ จากการที่เราได้ทดลองทำมาแล้ว เมื่อเรายอมปล่อยมันไปก็จะมีอะไรเข้ามา พอบอกลาออกปุ๊บ ตอนนั้นบอกลาออกก่อนสามเดือนให้เขาเตรียมตัว ประมาณเดือนที่สอง Gucci ก็ติดต่อเข้ามาให้ทำโปรเจกต์ใหญ่ด้วยกัน เราก็เลยมีเวลาทำให้ Gucci เต็มที่ ไม่งั้นตอนนั้นก็ยังไม่มีเวลาเต็มที่ ถือว่าโชคดี และเป็นจังหวะที่พอดี

โปรเจกต์นี้ถือว่าเป็นงานที่ทำให้เรามีเงินทุนต่อเลยหรือเปล่า

ใช่ๆ ถือว่าเป็นงานที่ทำให้คนเริ่มรู้จักเรา แล้วก็มีทุนที่จะต่อยอดงานต่อๆ ไป

ใครคือคนที่เป็นแรงบันดาลใจ

พ่อแม่ เพราะพวกนางยังทำงานไม่หยุดจนถึงวันนี้ ตอนเด็กๆ เราก็ไม่เข้าใจนะ ว่าทำไมไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย โตมาถึงเข้าใจเพราะเราก็บ้างานเหมือนกัน แต่ก็ต้องแบ่งเวลาไปทำอย่างอื่นบ้าง ถ้าเป็นคนอื่น เราชอบมารายห์ แครีย์ ได้แง่ของความเริ่ด ชอบตั้งแต่เด็ก ชอบมากๆ ทุกครั้งที่เห็นนางเฟล เราก็จะให้กำลังใจนาง นางมีความสุขเราก็จะแฮปปี้กับนางไปด้วย เป็นคนที่มีอิทธิพลต่อจิตใจ ตอนนี้ถามว่าชอบศิลปินคนไหนก็คือมารายห์ แครีย์นี่ละ ชอบมากจริงๆ รู้สึกว่าเขาเป็นแรงบันดาลใจตั้งแต่เด็ก เขาผ่านเรื่องราวอะไรมาเยอะแยะแต่เขาก็ยังเริ่ด แฟนเด็กด้วย (หัวเราะ) หวังว่าวันหนึ่งเราก็จะได้แฟนแบบไบรอัน ทานากะเหมือนกัน (ยิ้ม)

แล้วถ้าเป็นศิลปินระดับโลกล่ะ ชื่นชอบใคร

ชอบฟรีด้า คาห์โล และปอล โกแก็ง นี่ชอบขนาดที่ว่าเอามาเป็นแรงบันดาลใจตอนทำงานที่ Kloset คอลเลกชั่น Woman on The Moon เอามาจากหนังสือของเขาชื่อ The Moon and Sixpence ว่าให้มองพระจันทร์ที่เป็นเหมือนความฝันของเราดีกว่าที่จะมองหาเหรียญที่ตกตามพื้นตามทาง เพราะฉะนั้นคอลเลกชั่นนี้ก็จะมีลายเส้นแบบสาวชาวเกาะที่ใช้คัลเลอร์บ็อกซ์ของโกแก็งมาทำชุด แล้วใช้ชื่อ Woman on The Moon ก็คือผู้หญิงที่อยู่บนดวงจันทร์ของโกแก็งแล้วเป็น tribute ให้โกแก็ง ว่าเนี่ยผู้หญิงของฉันขึ้นไปอยู่บนดวงจันทร์ของคุณแล้วนะ สิ่งที่ฉันทำก็เพื่อสรรเสริญงานคุณ

วิธีเติมไอเดียในการทำงาน

คิดดูสิว่าเราทำเรื่องของสวยงามแต่ถ้าไม่ลองไปใช้ชีวิตที่สวยงาม แล้วเราจะเข้าใจได้ยังไงว่าความสวยงามเป็นยังไง ถ้าเราไม่เคยไปเห็น mechanic ของกระเป๋าใบที่เป็นแบรนด์ ถ้าเราไม่ได้ลองศึกษาดู เราไม่ได้ลองจับดู แล้วเราจะมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเราให้ขึ้นไปอีกขั้นได้ยังไง สมัยก่อนเรารู้สึกว่ามันไม่จำเป็น แต่พอเราเข้ามาทำงานออกแบบ ตอนที่เราขึ้นมาเป็น Creative Director ของแบรนด์แล้ว เราเลยรู้สึกว่ามันจำเป็นนะ เราปฏิเสธไม่ได้เลย เพราะเมื่อเรามีทุนมากขึ้น เราก็สามารถทำผลิตภัณฑ์ของเราให้ดีขึ้น ทำให้ลูกค้ามีความสุขมากขึ้น รู้สึกว่ามันมีคุณค่าสวยงามมากขึ้นได้ด้วย เพรางั้นก็เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันจนกว่าเราจะยอมรับเรื่องนี้แล้วทำมันขึ้นมา

“คิดดูสิว่าเราทำเรื่องของสวยงามแต่ถ้าไม่ลองไปใช้ชีวิตที่สวยงาม
แล้วเราจะเข้าใจได้ยังไงว่าความสวยงามเป็นยังไง”

 

คิดว่าตัวเองมีพรสวรรค์เรื่องนี้ไหม

คิดว่ามีนะ แต่ก็ต้องฝึกฝนไปด้วย ไม่ใช่ว่ามีพรสวรรค์อย่างเดียวแล้วจะไม่ทำเลย มันก็ไม่ได้ พรสวรรค์เหมือนบุคลิก อย่างคนที่มีทักษะด้านดนตรีก็จะมีพรสวรรค์ที่สามารถจับจังหวะได้ หรือคนที่ปรุงอาหารได้อร่อย เราก็รู้สึกว่าเป็นพรสวรรค์เหมือนกัน เราก็มีสมาธิที่ดีในการวาดรูป ในการจดจ่อกับสิ่งเล็กๆ 

เวลารับงาน ให้แบรนด์ปรับตัวเข้าหาเรา หรือเราปรับตัวเข้าหาแบรนด์

แล้วแต่เลย ต้องคุยกันว่ายังไง ส่วนมากแบรนด์เข้ามาก็จะมีส่วนผสม เราไม่สามารถเป็นเราได้หนึ่งร้อยเปอร์เซนต์เต็มอยู่แล้ว อย่างน้อยเราทำงานออกแบบมาก่อนเราก็จะรู้ในเรื่องนี้ที่เราจะไม่สุดโต่งมาก เมื่อเราต้องคอลแลบกับแบรนด์ก็จะคุยกัน บางแบรนด์ก็จะห้าสิบห้าสิบ แต่ไม่ว่ายังไงก็ต้องไม่ใช่เรายี่สิบเปอร์เซนต์ ถ้าเรายี่สิบเปอร์เซนต์ เราก็จะแนะนำแบรนด์ว่าเป็นอย่างนี้ได้ไหม เป็นแบบนี้แทนได้ไหม จะได้ไปในทิศทางเดียวกัน ยังไงเราก็ไม่ต่ำกว่าห้าสิบเปอร์เซนต์แน่นอน ถ้าต่ำกว่าห้าสิบเปอร์เซนต์ก็จะหาอะไรไปเสริมแทนเพื่อให้ความเป็นเรายังอยู่ แต่ส่วนมากแบรนด์ที่มาทำกับเราเขาก็อยากจะได้ความเป็นเราอยู่แล้ว ส่วนมากที่ให้ปรับจะเป็นเรื่องสีมากกว่า

ใช้เวลาทำงานแต่ละชิ้นนานไหม

แล้วแต่เลย ถ้ารายละเอียดเยอะๆ เป็นเดือนเลยก็มี บางทีไม่ได้ทำงานทุกวัน เพราะต้องออกไปคุยงานบ้าง มาสัมภาษณ์ เตรียมงานอื่น ดูโปรดักชั่น เลยต้องใช้เวลาเป็นเดือน ส่วนมากกลับไปวาดทีละนิดทีละหน่อยเรื่อยๆ เราวาดรูปทุกวัน วาดทีละชิ้น อย่างนิทรรศการนี้ (GAYSORN CHINESE NEW YEAR 2019 RETREAT EATART) เราก็วาดดอกไม้ทั้งหมดไว้ก่อนเหมือนร่างกายของเรา แล้วค่อยเติมอารมณ์ต่างๆ ลงไปทีละเรื่อง มีงานหนึ่งชื่อ Stay Gold วาดตอนอารมณ์ที่ว่าให้รักษาความดีและความงาม คือหมายถึงความงามในจิตใจ เรารู้สึกว่าเราจะไม่ก้าวผ่านเส้นของความไม่ดีอันนี้ไป ถ้าเราก้าวข้ามไปแล้วเราจะกลายเป็นธรรมดาไปทันที อย่างคำพูดของคนที่พูดกับเราตอนเด็กแล้วกระทบเราไปทั้งชีวิต รู้สึกพังไปเลย ทั้งที่ความจริงมันไม่จริงเลย คำพูดของคนแค่หนึ่งคนที่อาจจะไม่เข้าใจเราเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นจงรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ จุดมุ่งหมายของเราคืออะไร แล้วเราเป็นใคร เราจะไม่ไขว้เขว เราจะไม่ทำให้ตัวเองไขว้เขวจนหาตัวเองไม่เจอ เพราะคำพูดของคนคนเดียว หรือคำพูดของคนที่อยู่เหนือเราในช่วงนั้น เขาอาจจะไม่เข้าใจอะไรเราเลยก็ได้ แค่คนคนนั้นเข้ามาอยู่กับเราแค่ช่วงนั้นเอง เราจะปล่อยให้มันทำร้ายเราไม่ได้ ภาพ Stay Gold นี้ก็เป็นเรื่องของไก่ฟ้าที่ออสซี่ (อรช โชลิตกุล) คนเดียวกับที่ช่วยเราเขียนเรื่องตอนทำ Gucci ก็ช่วยเราเขียนเรื่องนี้เหมือนกัน รวมถึงนิทานทุกเรื่อง เป็นเรื่องเกี่ยวกับนกยูงที่เข้ามาเป็นคนที่ใจดีมาก แบ่งขนให้เพื่อนๆ ให้ไก่ฟ้าที่กำลังนินทากันอยู่ แต่นกยูงก็ยังเชื่อว่าตัวเองเป็นคนดี สุดท้ายแล้ว เวลาจะเป็นตัวทำให้ทุกคนรู้เองว่าตัวเองเป็นคนดี ไม่ใช่ว่าถูกมองว่าเป็นคนไม่ดีแล้วฉันจะต้องทำตัวเป็นคนไม่ดีด้วย

 

“เราจะไม่ทำให้ตัวเองไขว้เขวจนหาตัวเองไม่เจอ

เพราะคำพูดของคนคนเดียว”

 

งานหลายๆ ชิ้นก็สร้างขึ้นมาจากสิ่งที่เจอ

ใช่ ทุกงานก็จะเล่าเรื่องต่างๆ เหมือนสวนดอกไม้เป็นตัวเรา แล้วพวกสัตว์ที่เข้ามาก็เป็นเรื่องราว เหตุการณ์ หรืออารมณ์ที่เข้ามา เห็นเราวาดรูปละเอียดมากขนาดนี้ ความจริงเป็นคนใจร้อนมาก แต่เวลาวาดรูปไม่เคยใจร้อนเลย เวลาวาดรูป ทำ งานคราฟต์จะใจเย็น เวลาหิวเนี่ยจะใจร้อน (หัวเราะ) 

เคยคิดอยากทำอย่างอื่นนอกจากวาดรูปไหม

หลายอย่างมากเลย เพราะเคยทำแฟชั่นมาก่อน เราเลยมองเห็นภาพรวมได้ ล่าสุดคือมีโรงแรมติดต่อเข้ามาให้รีโนเวททั้งโรงแรมเลย ของเล่นที่ชอบตอนนี้ก็เริ่มทำแล้ว มีอีกอย่างหนึ่งที่อยากทำมาก เราอยากทำเกมต่อสู้เป็นสัตว์ของเรา ใส่ชุดตวัดไปมา ออกแบบท่าก็ดี เราไม่ชอบเล่นเกมที่เป็นเนื้อเรื่อง ชอบเกมที่เล่นจบเป็นตาๆ อย่าง ROV เนี่ยชอบมาก

โปรเจกต์ปีนี้มีอะไรบ้าง

ปีนี้กลับมาโฟกัสเรื่องเปิดบริษัทของตัวเอง และเรื่องผลิตภัณฑ์

บริษัทของยูนเป็นบริษัทแบบไหน

เป็นบริษัทรับออกแบบ เพราะตอนนี้เราไม่ได้แค่วาดรูปอย่างเดียวแล้ว อย่างที่เห็นว่าเรามีวอลล์เปเปอร์ เดี๋ยวก็จะมีลายอื่นด้วย จะมีคอลเลกชั่นที่ทำร่วมกับแบรนด์อื่น ที่เราเคยไปคุยไว้ ตอนนี้ก็เริ่มสนใจเรื่องการแต่งบ้าน ก็เลยทำดิสเพลย์ขึ้นมา อย่างปีที่แล้วก็ทำกับโรงแรมเพนนินซูลา เริ่มมีหลายอย่าง นี่ก็เริ่มทำกลิ่นกัลป์แบรนด์ Erb เป็นกลิ่นที่เราคิดขึ้นมาเอง ผสมขึ้นมาเอง

มีชื่อบริษัทของตัวเองหรือยัง

ชื่อบริษัทสายรุ้งแห่งความฝัน (Rainbow of Dream) สัญลักษณ์จะเป็นมงกุฎเพชร เทพีแห่งฤดูใบไม้ผลิ บริษัทตั้งขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว จดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว

จากการแต่งตัวแล้ว เราว่าคุณยูนเป็นคนชอบแฟชั่นมาก

ตอนเด็กๆ เราจะรู้สึกว่าไม่มีเสื้อผ้าอะไรเข้ากับเราเลย สุดท้ายก็เลยต้องสั่งตัดเอง แต่ชุดที่ใส่วันนี้เป็นของร้านประจำที่ชื่อว่า Wonder Cape Town เป็นร้านที่รู้ใจ อย่างชุดออกงานเราก็จะวาดแบบแล้วส่งให้เขาตัด ไปเลือกผ้าที่สำเพ็งเอง 

นอกจากการวาดรูปแล้วเวลาว่างทำอะไร

สมัยก่อนปักผ้า แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ปักแล้ว ที่จริงแค่ช่วงนี้แหละที่ไม่ได้ปัก ทำงานประดิษฐ์ ม้วนลวดกำมะหยี่เป็นสัตว์ต่างๆ สิงโตจีน มังกร ช่วงนี้ก็อ่านหนังสือ พวกพัฒนาตัวเอง เพราะเราโตแล้วไม่มีใครมาสอนเรา เราเลยรู้สึกว่าฉันต้องอ่านหนังสือ ซึ่งก็เป็นประสบการณ์ของคนที่อายุมากกว่าเราไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว ผ่านเรื่องราวมาอีกขั้นหนึ่ง เราก็อ่านประสบการณ์ของเขาแล้วก็เอามาเรียบเรียงว่าอันนี้เป็นยังไง ถ้าเจอเรื่องนี้มาต้องทำยังไง เพราะว่าตอนเรียนมีคนให้ปรึกษา แต่พอโตมาไม่มีเลยอ่านหนังสือเอา อย่างพวกวรรณกรรมเยาวชนก็อ่าน

คิดยังไงกับการที่คนรุ่นใหม่สนใจอาชีพนักวาดภาพประกอบมากขึ้น

ดีนะ จริงๆ ทุกคนจะเห็นช่องว่างมากขึ้น มีคนที่ให้การสนับสนุนมากขึ้น มีช่องทางที่จะให้เราทำโชว์เคสมากขึ้น เอาจริงๆ เรารู้สึกว่าดีมากๆ เพราะสมัยก่อนเราต้องอาศัยคอนเน็กชั่น ซึ่งก็ยาก อย่างสมัยก่อนเรายังไม่มี ถ้าต้องจัดแกลเลอรี่ ใครจะมาดูนะ หรือว่าใครจะมาชื่นชมงานเรานะ จนวันหนึ่งที่เริ่มมีช่องทางออนไลน์ขึ้นมา ทำให้รู้ว่าเราสามารถสร้างแกลเลอรี่ขึ้นมาในพื้นที่ของตัวเองได้ ยิ่งเดี๋ยวนี้มีคนมาสนับสนุนเยอะขึ้น เด็กๆ ก็มีพื้นที่ให้จัดงานมากขึ้น จัดงานศิลป์ในที่ที่สวยขึ้น เพียงแต่ว่าต้องหาคนมาสนับสนุนนิดหนึ่ง เด็กๆ จะได้ไม่เสียเงินมาก ให้มีพื้นที่ที่สนับสนุนไปเรื่อยๆ อาจจะเสียค่าบำรุงสถานที่นิดหนึ่งก็ยังดี เพราะค่าเช่าแพง การเรียนศิลปะต้องใช้เงินสูงมาก ค่าสี ค่าทุกอย่าง เรียนแฟชั่นก็ต้องมีค่าผ้า ค่าตัดเย็บ คิดดูสิว่าเท่าไร ถ้ามีหน่วยงานที่สนับสนุนจริงๆ ก็คงทำให้ทุกอย่างราบรื่น สวยงาม สามารถทำศิลปะได้อย่างเต็มที่ ทำให้ศิลปะเป็นเรื่องของทุกคน ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย

อยากให้ประเทศไทยสนับสนุนเรื่องศิลปะยังไงบ้าง

อยากให้สนับสนุนหลายส่วนมาก แต่พูดถึงสิ่งที่เป็นไปได้ก่อน สิ่งที่เป็นไปได้มากๆ เลยก็คือเด็กๆ ที่สนในจะเรียนศิลปะ บางคนสอบติดแล้วแต่ไม่มีทุนทำโปรเจกต์ แล้วใครจะช่วยเหลือได้ บางคนก็ช่วยเหลือได้เป็นช่วงๆ อย่างที่เคยเข้าไปคุย คือเขาสนับสนุนได้เป็นเทอมๆ ทุกคนได้รับเป็นปีการศึกษาไป แต่ยังไม่มีเงินทุนที่สนับสนุนจนเรียนจบ ปีที่แล้วเราเลยไปคอลแลบกับโรงแรมเพนนินซูลา ทำกล่องขนมไหว้พระจันทร์เพื่อหาทุนสนับสนุนนักศึกษาที่ศิลปกรรมให้เรียนจนจบ คือเรารู้ว่ามันต้องมีค่าใช้จ่ายหลายอย่าง คนที่มีคนสนับสนุนก็โอเค ไม่ลำบาก แต่อย่างเพื่อนเราที่มาจากต่างจังหวัด ต้องเช่าหอ ไม่ได้มีโน้ตบุ๊กที่จะนั่งทำงานที่ไหนก็ได้ จะทำยังไงล่ะ พูดถึงตอนนี้ทุกมหาวิทยาลัยก็อยากมีโปรเจกต์ที่มันสวยงาม แล้วอะไรที่จะช่วยได้ ก็คือทุนการศึกษา สนับสนุนทั้งโปรเจกต์และค่าเทอม ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือเราคงมีบุคลากรด้านศิลปะที่ดีมากขึ้น ถ้าเป็นไกลๆ ก็อย่างการสนับสนุนศิลปินให้ไปจัดงานต่างๆ ทำแลนด์มาร์กของแต่ละแบรนด์อะไรแบบนี้ เราคิดงานออกมาได้ แต่ถ้าไม่มีสปอนเซอร์สนับสนุน เราก็ไม่สามารถทำงานชิ้นใหญ่ออกมาได้

HOROSCOPE