จริงใจกับตัวตนข้างใน.. สู่ความฝันที่ยิ่งใหญ่ของ RAPPER ไทย UrboyTJ - CLEO Thailand Online Magazine

จริงใจกับตัวตนข้างใน.. สู่ความฝันที่ยิ่งใหญ่ของ RAPPER ไทย UrboyTJ

สัมภาษณ์และเขียนโดย Mafuangr

ก่อนเราได้มาสัมภาษณ์หนุ่มที่เพิ่งจะผ่านวันเกิดอายุครบ 26 ปีของเขา แต่การเดินทางเข้ามาในสายวงการเพลงฮิปฮอปที่เขารักนี้ มันเริ่มมายาวนานเป็น 10 ปี จากภาพที่เราเห็นหน้าจอทีวี หรือจากคลิปยูทู้ปในรายการต่างๆ มันทำให้เราเผลอคิดไปว่า UrboyTJ หรือ ทีเจ – จิรายุทธ ผโลประการ เขาต้องเป็นคนที่เข้าถึงยาก มีโลกส่วนตัวสูง ทำให้เรารู้สึกกดดันในการได้มาคุยกับเขา เพราะคงต้องทำการเค้นเยอะแน่ๆ เผื่อว่าเขาจะไม่ยอมเปิดใจ…

 

แต่ความประหม่าทุกอย่างของเราก็หายไปอย่างสิ้นเชิง เพราะทีเจตัวจริง เป็นคนที่น่ารัก ใช่เขาเป็นผู้ชายที่มีความขี้อาย แต่เขาเป็นคนอัธยาศัยดี ตอบทุกคำถามที่เราถามแบบไม่มีปิดบัง ทุกครั้งที่พูดอะไรถึงเรื่องราวที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว ความทรงจำที่ไม่เคยลืม เราจะสัมผัสได้ถึงดวงตาเป็นประกายผ่านแว่นกันแดด Chanel สีดำของเขาออกมาเสมอ

ขอโทษนะครับ วันนี้ผมไม่สบาย

ทันทีที่เราได้ยินเสียงอู้อี้ของเขา ก็รีบไปจัดการซื้อน้ำผึ้งมะนาวร้อนๆ มาให้เขาจิบทันที พร้อมกับลุยคำถามแรกเกี่ยวกับเส้นทางสายดนตรีนี้ของเขา

USHER คือผู้ชายคนแรก ที่ทำให้เขาเริ่มตกหลุมรักกับฮิปฮอป

ย้อนกลับไปตอนเขาเพียงป.6 อายุประมาณ 12 เอง วันนั้นมีรุ่นพี่บินมาจากฝรั่งเศส หยิบวอล์คแมนออกมาจากกระเป๋า แล้วเล่าให้เขาฟังว่า ‘บีบอยกำลังฮอตมาก’ เพลงแรกที่เขาฟังคือเพลง YEAH จาก Usher รู้สึกมันแปลกดี เป็นแนวที่ตอนนั้นเมืองไทยยังไม่เคยได้ยินมาก่อน หลังจากนั้นเขาก็เริ่มติดตามบีบอยมาเรื่อยๆ จน 3 ปีต่อมา เขาอายุได้ 15 ก็เริ่มทำโฮมสตูดิโอเล็กๆ แล้วก็เริ่มอัดเสียง ความฝันการทำเพลงของเขาก็ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่าง โดยเขาก็มีไอดอลในวงการเพลงมากมายอย่าง Pharrell Williams หรือตอนนี้ก็ Kendrick Lamar

 

ตอนนี้ ฮิปฮอป มันเป็นเหมือนส่วนหนึ่งของดนตรีในเมืองไทยไปแล้ว

เขาบอกว่า ในตอนนี้ โชคดีที่มันมีอะไรหลายอย่าง ดันฮิปฮอปให้ขึ้นมาเมนสตรีม ไม่ว่าจะเป็นรายการทางทีวี ศิลปินแร้ปที่แต่งเพลงออกมาดังข้ามคืน ทุกคนเริ่มรู้จัก ทุกคนไม่ได้แอนตี้ว่าฮิปฮอปมันคืออะไรที่เฉพาะกลุ่มแล้ว อย่างที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะมองไปไหน ฮิปฮอปก็แฝงอยู่ทุกที่เลย

 

กับชีวิตของทีเจที่รู้ตัวว่าต่างจากคนอื่น แต่ก็ไม่สนใจ เพราะเขาซื่อสัตย์ต่อความฝันของตัวเอง

ย้อนกลับไปตอนที่เราเพิ่งจะเริ่มเป็นวัยรุ่น ภาพที่เห็นในโรงเรียนเป็นปกติคือ เด็กๆ พยายามจะทำตัวเองให้เข้าพวกกับเพื่อนกลุ่มใหญ่ เพื่อจะได้รู้สึกว่าเราไม่แตกแยกหรือแปลกไป เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ลองคิดดูว่าหากเราเป็นคนเดียวที่ชอบเพลงแจ๊ซในขณะที่เพื่อนทุกคนในห้องชอบเพลงป๊อป เราจะต้องใช้ความกล้าหาญขนาดไหน ที่จะยังคงรักในสิ่งที่เรามีแพชชั่นต่อไปทั้งๆ ที่รู้ว่าจะคุยกับเพื่อนคนอื่นไม่รู้เรื่องแล้วก็เสี่ยงที่เพื่อนๆ จะไม่คบ.. อย่าลืมว่านั่นคือชีวิตตอนเพิ่งขึ้นมัธยม ซึ่งในวัยนั้น ‘เพื่อน’ เป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่งของการมาโรงเรียน แน่นอนล่ะ หลายคนก็ต้องตอบว่า ขอพยายามบิ้วด์ตัวเองให้ชอบเพลงป๊อปไปด้วย เพื่อจะได้มีเพื่อนกับเขาบ้าง ไม่เหงานั่นเอง

แต่คนๆ นั้นไม่ใช่ ทีเจ คนนี้

 

มันเหมือนกับว่า เราเป็นคนธรรมดาไม่ได้ ในเมื่อเรา blend in เข้ากับเพื่อนไม่ได้ เราก็ต้องหาสิ่งที่เรามีความสุขที่จะทำ

เขาเล่าอย่างภูมิใจว่า โชคดีมากที่ตอนนั้นรู้ว่า เราชอบที่จะทำดนตรี ชอบทำเพลงแร้ป ใช้ชีวิตส่วนหนึ่งอยู่กับเพลงแร้ป ผู้ชายคนนี้ สู้เพื่อฝันมาตั้งแต่เด็ก เขาบอกว่า ตัวเองก็รู้นะว่าเป็นแกะดำในหมู่เพื่อนมาตั้งแต่เรียนประถมแล้ว เราไม่เหมือนคนอื่น หน้าตาก็ประหลาดกว่าคนอื่น (ซึ่งไม่จริง เราว่าทีเจหล่อมาก! /ส่วนตัว) คนอื่นก็มองเราไม่เข้าพวก เราทำอะไรไม่เหมือนกับเขา ชอบแนวเพลงไม่เหมือนเขา แต่เขาก็ไม่ท้อต่อสิ่งที่หัวใจรู้สึกว่าใช่ ก็ยังคงตั้งใจทำเพลงฮิปฮอปใต้ดินมาเรื่อยๆ โดยไม่มีใครมาแนะนำได้ว่าอะไรถูกผิด จนวินาทีที่เขารู้สึกว่าเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเลย คือหลังจากเขาเริ่มทำมิกซ์เทปส่งไปออดิชั่นตามที่ต่างๆ RS ก็ได้โทรติดต่อกลับมา บอกว่าได้ฟังเพลงแล้ว น่าสนใจดี อยากมาออดิชั่นมั้ย ตอนนั้นตื่นเต้นมาก คิดว่าฝันจะเป็นจริงแล้ว ทั้งที่ไม่รู้เลยว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน แต่รู้สึกว่าต้องทำแล้ว หลังจากนั้นเขาก็ก้าวเข้ามาเป็นศิลปินฝึกหัด และสู้เพื่อความฝันของเขาตั้งแต่นั้นจนถึงวันนี้

 

พระเจ้าให้พรสววรค์แต่ละคนมาไม่เหมือนกัน ให้ศิลปินสามารถที่จะมี emotion ที่ deep กว่าคนทั่วไป แต่เขาก็จะตัดความสามารถบางอย่างของศิลปินนั้นออกไป เช่นเข้าสังคมไม่ได้ หรือคนนั้นอาจเป็นโรคซึมเศร้าหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ละคนได้ไม่เหมือนกัน มันเหมือนเป็นหน้าที่ของเรา ที่ต้องเอาจุดเด่นหรือพรสวรรค์ตรงนั้นมาใช้ ให้เกิดประโยชน์ที่สุด

 

จนถึงตอนนี้ เขาก็ยังคงหาหมอเรื่องโรคซึมเศร้าของเขาเหมือนเดิม ยังจัดการกับอารมณ์ไม่ค่อยเก่ง และยังคงต้องพึ่งยาจากหมอเหมือนเดิม ขนาดหมอให้กินยาให้ถูกเวลา ยังทำยากเลย ยุ่ง งานเยอะ เวลาไม่เหมือนคนปกติ คนอื่นนอนสี่ทุ่ม ห้าทุ่ม เรานอนหกโมงเจ็ดโมงเช้า ทุกอย่างมันไม่ตรงเวลา แต่ถ้าถามว่าเขายังจะอยากใช้ชีวิตในสายนี้ต่อไปไหม ไม่ต้องเสียเวลาสักเสี้ยววินาทีเลย เพราะเขารักสิ่งที่เขากำลังทำอยู่มาก ซึ่งหนึ่งโอกาสที่เขาภูมิใจมากที่ได้รับมา ก็คือการได้เป็นโค้ชรายการ The Rapper Thailand รายการค้นหาแร้ปเปอร์หน้าใหม่ที่ดังสุดๆ ในช่วงที่ผ่านมานี้

 

ตอนแรกก็กดดันว่าจะทำได้รึเปล่า เด็กที่เข้ามาเขาอาจต้องการโค้ชที่มีประสบการณ์มากกว่าเรารึเปล่า

เขาขอระบายความกังวลใจออกมา เขาบอกว่า ตัวเองก็ไม่ได้อยู่ในวงการนานขนาดจะโค้ชให้ใครได้เหมือนพี่กอล์ฟ Fuckling Hero ประสบการณ์เขาเองก็ไม่ได้โชกโชน แต่สุดท้ายแล้ว ความรู้สึกก็ไม่ได้แย่ เด็กรุ่นใหม่ก็เปิดใจ แต่ละคนมีความสามารถพิเศษไม่เหมือนกัน พี่กอล์ฟอาจเป็นแนวเพลงเพื่อชีวิต พูดถึงอารมณ์หนักๆ ผมอาจเป็นแร้ปเปอร์ที่พูดถึงมุมมองความรักต่างๆ นานา แต่ละคนมีจุดแข็งไม่เหมือนกัน พอถามเขาว่า ผู้เข้าแข่งขันคนโปรดคือใคร เขาก็ตอบมาหลายชื่อเหมือนกันนะ แต่ชื่อแรกที่ตอบเลยก็คือ ‘P-Hot ครับ ส่วนช่วงเวลาในรายการนั้นที่ยังจำมาจนถึงวันนี้ เขาบอกว่า ตอนเวจีแร้ปบอกรักแม่ เรารู้สึกว่าเราได้เป็นส่วนหนึ่งของโชว์นี้ ทำให้เราได้บอกรักแม่ผ่านเวที

 

ถ้าพูดถึงเรื่องเพลงแล้ว รู้หรือไม่ว่าเพลงที่เขาเขินที่สุดที่เคยแต่งมา ก็คือ

ไม่ได้มาเล่นๆ ครับ ร้องกับพี่กอล์ฟและป๊อปปี้ รู้สึกว่าเนื้อหามันพูดถึงเรื่องรถสปอร์ตนู่นนี่ เป็นเหมือนชีวิตแร้ปเป้อร์ในอุดมคติ คือเขินแล้วเวลาไปเล่นที่ไหนก็ไม่กล้าร้องเพลงนี้แล้ว ตอนนั้นเด็กอยู่เลยครับที่แต่งเพลงนี้ 555’

 

ส่วนเพลงที่เขาเซอร์ไพรซ์กับ feedback ที่สุด หลายคนน่าจะเดากันออก

เค้าก่อนครับ เป็นเพลงแรกที่ทำเองทุกอย่างแล้วปล่อยลงยูทู้ปแบบไม่ได้แคร์เรื่องยอดวิวอะไรเลย สุดท้ายกลายเป็นกระแสออกมา หลายคนที่คิดว่าเพลงนี้เขาแต่งให้ชีวิตรักของตัวเองรึเปล่า ขอบอกว่าไม่ใช่นะ!

 

การหาแรงบันดาลใจแต่งเพลง ถ้าเป็นเรื่องของตัวเองก็จะส่วนตัวหน่อย แต่ถ้ามาจากคนอื่น เราก็จะมองมันเป็นเรื่องสนุกสนาน

อย่างเพลงเค้าก่อน ก็เป็นเรื่องของคนอื่น คนอื่นเขาเศร้านะ เวลาเป็นได้แค่ที่สอง แต่เรามองอีกมุมหนึ่งของคนที่ไม่เคยมองมาก่อน มองเป็นเรื่องสนุกสนาน เขามีแฟนอยู่แล้วก็ไม่เห็นเป็นไรเลย ก็เป็นเพื่อนกันก็ได้ ส่วนเพลง วายร้าย ทีเจเล่าว่า เขาได้แรงบันดาลใจมาจากหนัง Spiderman นั่นเอง เรื่องต่างๆ รอบตัวเรา เอามาแต่งได้หมดเลย แต่อาจต้องใช้เวลาอยู่กับมันนิดนึง เขาบอกว่าจริงๆ ทุกเพลงใช้เวลาแต่งนานหมดเลย แต่ถ้านานสุดก็คือเพลง ‘Sorry กว่าจะเสร็จเป็นปี ตอนแรกแต่งเล่นๆ ให้รุ่นพี่ที่กำลังจะแต่งงาน เพื่อขอโทษที่เคยเป็นคนไม่ดีมาก่อน หรืออาจนอกลู่นอกทางอะไรก็แล้วแต่ แล้วสุดท้ายก็ได้แต่งงานกัน เพราะรักคนนี้คนเดียว

 

แล้วความรักของทีเจล่ะ เป็นยังไง?

ตกหลุมรักครั้งแรก ตอนอายุ 15 มีความปั๊ปปี้เลิฟ อธิบายไม่ถูก แต่มันเป็นแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงของเราจนถึงทุกวันนี้ สิ่งในตัวผู้หญิงที่เขาบอกเลยว่าจะหัวใจกระชุ่มกระชวยเข่าอ่อนเมื่อเห็น นั่นคือ ชอบคนพูดน้อยๆ ไม่ต้องพูดเยอะ นิ่งๆ แล้วใช้แค่สายตา ส่วนสิ่งที่ turn off สุดๆ ในตัวผู้หญิง? เมาครับ เขาตอบแบบไม่ต้องคิด ฮ่าๆ แต่เขาก็บอกว่า ตัวเองเป็นคนมีความรักแล้วชอบผิดหวังตลอดเวลา แต่ก็มีความโชคดีอีกด้านหนึ่ง.. มันให้ประสบการณ์เรามาเขียนเป็นเพลง ตอนนั้นมันก็ไม่ตลกเท่าไหร่ แต่พอเวลาผ่านไป มองกลับไปแล้วมันก็เป็นเรื่องตลกดี เราแต่งเพลงจากเรื่องๆ เดียวได้เป็น 4-5 เพลง ความสัมพันธ์ที่เจ็บที่สุด มันก็สอนให้เรามีเพลงฮิตหลายเพลง 555’

 

ถ้ามีประโยคหนึ่ง ที่จะทำให้คนๆ หนึ่งหลุดพ้นจากความทรมานของความอกหักมาได้ คิดว่าประโยคนั้นคืออะไร?

ไม่ต้องไปคิดหนัก แค่อกหัก แต่ชีวิตมันยังสวยงาม ในเพลง อย่าคิดมาก ครับ

เรียกได้ว่าเต็มอิ่มกันเลย กับการสัมภาษณ์ครั้งนี้ เราขอกระซิบบอกก่อนว่า ในอนาคต ทีเจจะมีโปรเจคพิเศษ ที่ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ แต่จะไม่ได้อยู่แค่ในเมืองไทยละ จะเชื่อมคอนเนคชั่นต่างๆ ของเอเชียไว้ด้วยกัน ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ เป็นกำลังใจให้เขาด้วยนะ !

ขอบคุณมากนะครับ อร่อยมากเลย

เขาบอกลา พร้อมกับชื่นชมน้ำผึ้งมะนาวแก้วจิ๋วที่เราไปซื้อมาให้ ความน่ารักใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ และสปิริตในการออกมาทำงานทั้งที่เขาป่วยขนาดนี้ของทีเจ (เขารีบไปโรงพยาบาลทันทีหลังออกจากกองคลีโอไป) คงเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นแหละ ที่ทำให้เขาเป็นศิลปินที่มีแฟนคลับมากมายรุมล้อมและรุมรักกันอย่างหนาแน่นขนาดนี้

 

Follow us: @cleothailand
HOROSCOPE