รู้จักและเข้าใจตัวเองอย่างลึกซึ้งผ่านศาสตร์การแสดง “ชีวิตในทุกๆ วัน คือม้วนละคร”

รู้จักและเข้าใจตัวเองอย่างลึกซึ้งผ่านศาสตร์การแสดง “ชีวิตในทุกๆ วัน คือม้วนละคร”

รู้จักและเข้าใจตัวเองอย่างลึกซึ้งผ่านศาสตร์การแสดง “ชีวิตในทุกๆ วัน คือม้วนละคร”

โยนความคิดแบบเดิมๆ เรื่องการเรียนการแสดงทิ้งไป แล้วมาปรับมุมมองใหม่ๆ กับ “ปราง—พิมพ์ภัทร ชูตระกูล” แอคติ้งโค้ชและนักการละครประยุกต์ ผู้หลงรักในศาสตร์การแสดงและรักตัวเองมากขึ้นเมื่อการแสดงกลายมาเป็นชีวิต

 

ปรางเรียนจบคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เลือกเรียนวิชาโท สาขาวิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ และเรียนต่อปริญญาโทด้านจิตวิทยา เธอเล่าว่าแรกๆ เธอแทบไม่ได้คิดถึงเรื่องเรียนการแสดงเลย แต่เป็นคุณแม่ของเธอนี่เองที่แนะนำให้เธอเรียนการแสดง “พอได้มาเรียน เราได้เห็นว่ากระบวนการในการสอนนักแสดง มันไม่ได้จำกัดว่าต้องร้องไห้ยังไง มีความสุขยังไง แต่มันคือการสอนให้เราเข้าใจความรู้สึก เข้าใจตัวเอง เข้าใจผู้อื่นผ่านตัวละครและถ่ายทอดมันออกมา”

หลังจากที่เรียนจบ ปรางนึกภาพตัวเองไว้คร่าวๆ ว่า ตัวเธอคงจะได้ทำงานด้านรัฐศาสตร์ตามที่เรียนมา แต่แล้วเธอก็ได้มีโอกาสไปทำงานในวงการบันเทิงครั้งแรก การออกกองถ่ายในวันนั้นทำให้เธอค้นพบว่าเธอชอบการแสดงมากแค่ไหน “แต่เดิมเราชอบการแสดงมานานแล้วแหละ ชอบการเรียน ชอบกระบวนการ ชอบกิจกรรม แต่พอถึงเวลาที่เราต้องแสดงเองเรากลับไม่ค่อยแฮปปี้เอาซะเลย ก็เลยไปศึกษามาว่ามันมีอาชีพที่มันไม่ใช่แค่นักแสดงมั้ย แล้วก็เจอว่า ชอบละคร ชอบการแสดงก็สามารถไปเป็นแอคติ้งโค้ชได้”

แต่เดิมเราก็มักจะได้ยินคนพูดบ่อยๆ ว่า การแสดงไม่จำเป็นต้องเรียนก็ได้ “รู้มั้ยว่าทำไมอาชีพนักแสดงถึงค่าตอบแทนสูงทั้งๆ ที่คนอื่นๆ ในกองก็ทำงานเหมือนกัน เพราะอาชีพนักแสดงมันคือการใช้ความรู้สึกมาเล่น มาแสดง ดังนั้นนี่คือผลตอบแทนที่เขาจะต้องทำงานกับความรู้สึก เล่นซ้ำไปซ้ำมา บางความรู้สึกเจ็บปวด บางความรู้สึกมีความสุข เราเลยรู้สึกว่าไม่ใช่ใครก็ตามแต่จะมาเล่นได้ ต้องทำการบ้าน ต้องทำความเข้าใจแล้วถ่ายทอดออกมาให้คนดู เหมือนเราต้องเรียนให้เราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนั้น ดังนั้นพอได้ยินคนบอกว่าการแสดงไม่ต้องเรียนก็ได้ ก็จะ เห้อ..เสียใจนิดหนึ่ง” แล้วใครบ้างล่ะ ควรเรียนการแสดง? “นอกจากนักแสดงแล้วเราคิดว่าใครก็ได้ที่เขาสนใจ หรือเกิดคำถามว่าการแสดงคืออะไร คุณต้องเรียนต่อเมื่อคุณอยากเรียน อันนี้สำคัญมาก แค่ต้องเริ่มที่เปิดใจ”

 

บทบาทนักการละครประยุกต์ของปราง

นอกจากบทบาทของแอคติ้งโค้ชแล้ว ตอนนี้ปรางแทคทีมกับเพื่อนสนิท เปิด workshop การแสดงในชื่อ Self-Factory ผ่านแนวความคิด Acting for Self Development ที่นำศาสตร์การแสดงมาประยุกต์ใช้กับคนทุกกลุ่มอาชีพ ในการช่วยค้นหาตัวตนที่แท้จริง และเริ่มทำความเข้าใจกับตัวเองรวมไปถึงการเข้าใจคนอื่นมากขึ้น นี่อาจเป็นจุดเล็กๆ ในการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุขก็ได้ “สังคมเดี่ยวนี้ผลิตทุกอย่างเป็นเครื่องจักรหมดเลย ทั้งสินค้า หรือเทคโนโลยีที่เหมือนกัน และปัจจุบันมันก็กำลังจะผลิตคนที่เหมือนๆ กันออกมา มันเหมือนเป็นโรงงานที่บอกว่าสวยต้องเป็นแบบนี้ น่ารักต้องเป็นแบบนี้ ดีต้องเป็นแบบนี้” ปรางฟันธงเลยว่าการผลิตแบบนี้มันไม่ได้ตอบโจทย์คนทุกคนไปเสียหมด และมันบั่นทอนคนจำนวนมากที่ไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานที่คนในสังคมมองว่าสมควรจะเป็นด้วย จะดีกว่ามั้ยถ้าเราสลัดแบบแผนที่สังคมตีกรอบ แล้วเป็นตัวเองในแบบที่ทุกคนรอบข้างแฮปปี้และตัวเราเองก็แฮปปี้ “ถ้าทุกคนสามารถหาตัวเองเจอ คน 100 คน ก็จะเป็น 100 แบบที่ไม่เหมือนกัน มันจะกลายเป็นเสน่ห์หรืออะไรก็ตามที่ค้นหาได้ไม่มีวันจบ”

 

รู้จักและเข้าใจตัวเองอย่างลึกซึ้งผ่านศาสตร์การแสดง “ชีวิตในทุกๆ วัน คือม้วนละคร” ศาสตร์การแสดง นักการละครประยุกต์ Self-Factory

ความเหมือนที่แตกต่าง

ถึงจะใช้ศาสตร์ในการแสดงเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้ว บทบาทแอคติ้งโค้ชกับนักการละครประยุกต์มีความแตกต่างนะ “ในบทบาทของแอคติ้งโค้ช เราจะสอนเขาให้เข้าถึงตัวละครใดตัวละครหนึ่งเพื่อไปใช้แสดง จะมีโจทย์มาเลยว่าผู้กำกับหรือผู้จัดต้องการแบบไหน เรามีหน้าที่ทำให้นักแสดงมีความเข้าใจกับตัวละคร ถ้าโชคดีนักแสดงมีพื้นฐานที่เข้าใจตัวเองชัดเจนแล้ว เราก็จะทำงานได้ง่ายขึ้นในการช่วยเขาหาตัวตนของตัวละคร แต่ถ้าตัวนักแสดงยังไม่รู้จักตัวเองว่าตัวเองเป็นใคร เป็นคนยังไง เราจะเริ่มด้วยการทำความรู้จักตัวเขาเองไปพร้อมๆ กันก่อน แล้วค่อยไปหาว่าตัวตนของตัวละครที่เขาจะเล่นเป็นใคร ส่วนบทบาทของนักการละครประยุกต์ ส่วนใหญ่จะทำงานกับตัวเองล้วนๆ เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าเราจะไปสู่บทบาทไหน ต้องเริ่มจากตัวเรา”

ปรางเล่าว่ากระบวนการหลักๆ ของนักการละครประยุกต์คือ การหาตัวตน การเข้าใจในตัวเอง การสื่อสาร การเข้าใจผู้อื่น และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งคนที่เคย Workshop กับเธอเองมีเกือบทุกสายอาชีพตั้งแต่ ผู้บริหาร วิศวกร คุณหมอ พนักงาน คุณครู เลยทีเดียว “ถามว่าการแสดงใช้ได้กับทุกศาสตร์มั้ย ถ้าบอกว่าใช่ก็จะดูอวยไปเนอะ(ขำ) แต่ถ้าในมุมเรา เราก็คิดว่าเกือบนะ ความฝันสูงสุดของเราในบทบาทนักการละครประยุกต์เลยคืออยากให้ทุกศาสตร์มันสามารถบูรณาการเข้าหากันได้”

 

การแสดงเปลี่ยนชีวิต

เคยมีผู้เรียนคนหนึ่งของปราง มีอาชีพเป็นหมอเกี่ยวกับโรคมะเร็ง ต้องแจ้งคนไข้เสมอว่าคนไข้ป่วยเป็นมะเร็งขั้นไหน มีอายุอยู่ได้ถึงเมื่อไหร่ เขามีความรู้สึกลึกๆ ที่ไม่เข้าใจว่าทำไมเวลาที่เขาแจ้งคนไข้ว่า “คุณเป็นมะเร็ง” คนไข้ต้องถามเหมือนในละครที่ถามซ้ำๆ ว่า “อะไรนะคะหมอ!?”

เขาก็รู้สึกว่าเขาเบื่อที่จะต้องพูดซ้ำๆ กับคนไข้คนเดิม ไม่เข้าใจปฏิกิริยาซ้ำๆ กับคนไข้แบบนี้ และพอเขาได้มาทำ Workshop กับเธอ นั่นได้เปลี่ยนชีวิตคุณหมอท่านนี้ไป “เราทำการจำลองสถานการณ์ให้เหมือนกับว่าเขาเป็นคนไข้ ในช่วงเวลาที่เขาได้ยินคุณหมอพูดว่าเขาเป็นมะเร็ง ความรู้สึกแรกที่เขารู้สึกคือ หูเขาอื้อ แล้วก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกเลย นั่นคือที่มาว่าทำไมคนไข้ถึงถามเขาซ้ำๆ ว่า อะไรนะคะ เป็นครั้งแรกที่เขาเข้าใจคนไข้อย่างแท้จริง ณ เวลานั้นความตกใจทำให้คนไข้หูดับ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจฟังหรืออย่างใด”

“ตรงนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตเขา หลังจากนั้นเขาก็ต้องกลับไปทำงานในจุดเดิม เขายังคงต้องพูดกับคนไข้ซ้ำๆ แบบเดิม แต่กลายเป็นการพูดด้วยความเข้าใจมากขึ้น sensitive มากขึ้น เพราะพอพูดถึงอาชีพหมอ เรื่องความเป็นความตายกลายเป็นเรื่องคุ้นชินของเขาไปแล้ว ไม่ได้รู้สึกแปลกใหม่เหมือนที่คนไข้ได้เจอ คำบางคำที่คุณหมอพูดไป มันคือเรื่องใหญ่มากของคนฟัง”

 

รู้จักและเข้าใจตัวเองอย่างลึกซึ้งผ่านศาสตร์การแสดง “ชีวิตในทุกๆ วัน คือม้วนละคร” ศาสตร์การแสดง นักการละครประยุกต์ Self-Factory

 

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นกับผู้เรียนของปรางเท่านั้น แต่มันเกิดขึ้นกับเธอด้วย “งานตรงนี้ทำให้เรามองโลกเปลี่ยนไป เราเข้าใจคนอื่นมากขึ้น ก็ไม่ได้เข้าใจขนาดที่โลกสวยขนาดนั้นหรอกนะ แต่เราเข้าใจว่าคนๆ หนึ่งมีเหตุและผลของเขา เราก็เคารพในการตัดสินใจของเขา เราก็แค่รู้ว่าเขาคงมีเหตุผล ที่สำคัญมันคือการเข้าใจว่า เราเป็นใคร เราต้องการอะไร เพราะเมื่อเราเข้าใจในตัวเองได้อย่างถ่องแท้แล้ว เราจึงสามารถเข้าใจคนอื่นด้วย”

นอกจากนี้เธอยังมีโปรเจคที่ทำอยู่กับเด็กๆ ในหัวข้อเรื่องความรุนแรงของเด็กในโรงเรียน โดยการจำลองสถานการณ์ว่าการดูถูกหรือพูดว่าคนอื่นด้วยคำพูดหรือการกระทำจะมีผลกับคนที่โดนกระทำรู้สึกยังไง แทนการพร่ำสอน บอกเล่าเหมือนแต่ก่อน เพราะเด็กก็จะรู้แค่ว่าไม่ดี แต่จะไม่รู้ว่าไม่ดียังไง “พอเราได้เล่น ได้ทำ ได้รู้สึก เด็กจะรู้ว่าคนที่โดนกระทำเป็นยังไง เด็กจะไม่เข้าใจว่า bully คืออะไรถ้าเด็กไม่เคยผ่านประสบการณ์แบบนั้นมา ซึ่งมันก็โหดร้ายน่าดูถ้าเราจะปล่อยให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เราก็ใช้กระบวนการละครนี้แหละคอยให้เด็กได้ตั้งรับถ้าเขาต้องเป็นผู้ถูกกระทำ และให้ได้รู้ความรู้สึกของผู้กระทำเช่นกัน ให้เขาได้รู้เองว่าอะไรควรทำไม่ควรทำแทนการมาพร่ำบอกว่าว่าอะไรควรไม่ควร”

 

สำหรับใครที่สนใจในศาสตร์การละครประยุกต์ อยากรู้จักและเข้าใจตัวเองมากขึ้น รวมถึงใช้ศาสตร์การละครประยุกต์ในการเทรนนิงพนักงาน พัฒนาองค์กร สถานศึกษาหรือบริษัท ก็สามารถเข้าไปติดตามกิจกรรม Workshop ได้ที่ Facebook Page : Self-Factory หรือ โทร 081-923-2427 ได้เลย อย่างที่ปรางบอกนั่นแหละ “คุณต้องเรียนต่อเมื่อคุณอยากเรียน”

HOROSCOPE