ฝันเป็นจริง!!! หลังจาก 4 ปีกว่าในที่สุดปูก็มีโอกาสได้เดินทางไปช่วยชาวโรฮิงญา!! - CLEO Thailand Online Magazine

ฝันเป็นจริง!!! หลังจาก 4 ปีกว่าในที่สุดปูก็มีโอกาสได้เดินทางไปช่วยชาวโรฮิงญา!!

เขียนโดย BeamHoneyB

ตั้งแต่ 4 ปีที่แล้ว ปู เขียนจดหมายไปหา UNHCR หรือ United Nations High Commissioner for Refugees องค์กรที่ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยของโลก ปูตัดสินใจอีเมลล์หา UNHCR และขอเป็นอาสาสมัครทันทีหลังจากที่ได้เห็นภาพของผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา เธอรู้สึกเศร้าใจมากๆ รู้สึกว่าอยากมีส่วนในการช่วยเหลือ ผ่านไป 4 ปีครึ่งความฝันของเธอได้เป็นจริงแล้ว เธอมีโอกาสได้ไปช่วยเหลือชาวโรฮิงญาที่ประเทศบังคลาเทศในช่วงวันที่ 8-10 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา ในฐานะทูตสันถวไมตรีของ UNHCR แล้วมันก็เปลี่ยนอินเนอร์ของเธอไปเลย

โรฮิงญา ผู้ลี้ภัยที่ไม่มีแม้แต่สัญชาติของตัวเอง

โรฮิงญาเป็นผู้ลี้ภัยที่อพยพมาจากประเทศพม่า ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ที่รัฐยะไข่ซึ่งติดอยู่กับประเทศบังคาลเทศ พวกเขาไม่มีสัญชาติเพราะรัฐบาลพม่าถือว่าเขาเป็นผู้เข้าเมืองแบบผิดกฏหมาย ทำให้ชาวโรฮิญญามีชีวิตการเป็นอยู่ที่ลำบากและไม่ได้รับความยุติธรรมในหลายๆ ด้าน ซึ่งสาเหตุที่ชาวโรฮิงญาต้องอพยพมาบังคลาเทศก็เพราะมีการขัดแย้งกันระหว่างชาวพม่าในรัฐยะไข่และชาวโรฮิงญา  ทำให้เกิดความรุนแรงครั้งยิ่งใหญ่ เริ่มจากการโจมตีของชาวโรฮิงญากับฐานทัพของตำรวจ หลังจากนั้นกองทัพพม่าก็เลยมุ้งโจมตีชาวโรฮิงญาอย่างจริงจัง!

 

รอมา 4 ปีครึ่งในที่สุดก็ได้เจอชาว โรฮิงญา

ปูตัดสินใจติดต่อกับ UNHCR ตั้งแต่ 4 ปีครึ่งที่แล้ว ตอนนั้นเธอได้อ่านข่าวและเห็นภาพของชาวโรฮิงญาอยู่บนเรือ แล้วก็รู้สึกเลยว่าเศร้ามากๆ “รู้สึกว่าต้องตื่นขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง” ก็เลยตัดสินใจอีเมลล์ไปหา UNHCR แล้วก็ได้รับการติดต่อกลับทันที หลังจากนั้นเธอก็ได้เป็นอาสาสมัคร ตามไปเรียนรู้การทำงานของ UNHCR ที่ค่ายแถวชายแดนขอวประเทศไทยและค่ายที่จอร์แดน ทุกครั้งที่ไปก็ออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด จนตอนนี้ผ่านไป 4 ปีครึ่ง โอกาสที่เธอรอคอยก็มาถึง ได้ไปช่วยเหลือชาวโรฮิงญาตามที่ได้หวังไว้!!! ไปที่ค่ายกูตูปาลอง “เป็นประสบการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตปู” ทำให้เธอได้คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราในฐานะเพื่อนมนุษย์ต้องช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ในค่ายมีผู้ลี้ภัย 900,000 คนและ 55% เป็นเด็ก

ปูบอกว่าที่ค่ายนี่ปูได้เห็นเด็กต้องทำหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นสิ่งที่ไม่เห็นในค่ายอื่นๆ ซึ่งเรื่องที่ทำให้ปูประทับใจที่สุดก็คือ ปูไม่เคยได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ในค่ายเลย “ทำไมเด็กไม่กลัว…เขาแกร่ง เด็กที่เดินมาได้ 7 วัน โดยไม่มีน้ำไม่มีข้าว ตอนนั้นน้ำตาก็ไม่ช่วยอะไรแล้ว ปูประทับใจความแกร่งของผู้ลี้ภัย สิ่งนี้ทำให้ปูเห็นความแกร่งของมนุษย์”

 

ไปมาหลายค่าย แต่ไม่เคยเข้า transit center ที่ค่ายกูตูปาลองคือที่แรก

ที่ค่ายกูตูปาลองเป็นที่แรกที่ปูได้เข้าเยี่ยมและพูดคุยกับผู้ลี้ภัยที่ transit center ซึ่งเป็นเหมือนจุดนัดพบที่แรกที่ผู้ลี้ภัยจะต้องผ่านก่อนเข้าไปที่ค่าย ในที่นี้ผู้ลี้ภัยจะต้องลงทะเบียน ฉีดวัคซีน แถมถ้าผู้ลี้ภัยมีครอบครัวอยู่ในค่าย ที่นี่ก็ยังเป็นที่ๆ ทำให้สมาชิกในครอบครัวได้มาเจอกันอีกด้วย “UNHCR เชื่อเสมอว่าเราไม่ควรจะแยกครอบครัว”

ปูบอกว่าการที่ได้พูดคุยกับผู้ลี้ภัยที่เพิ่งเดินทางมา ทำให้การทำงานครั้งนี้ของปูเปลี่ยนไป “ปูก็เหมือนทุกคนเวลาเราอ่านข่าวเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยเราจะมองมันเป็นตัวเลข….แต่พอเราได้นั่งตรงข้ามผู้หญิงคนหนึ่งที่เล่าว่า ช่วงจังหวะที่เขาข้ามเรือ คลื่นได้ซัดมาแล้วลูก 8 เดือนเขาได้หลุดออกจากมือลงไปในทะเล แล้วเขาได้เห็นลูกของตัวเองจมน้ำ ความรู้สึกของมนุษย์คนหนึ่ง ปูไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตเขา หรือทำให้สถานการณ์ดีขึ้น….ทัศนคติของปูเปลี่ยนเมื่อได้เรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้”

 

 

เรื่องราวของครอบครัวชาวโรฮิงญาที่ทำให้ปูต้องเล่าด้วยน้ำเสี่ยงสั่น

ปูแล้วว่าเธอได้พูดคุยกับพ่อแม่คู่หนึ่งที่เพิ่งมาที่ค่ายได้ 12 วัน ต้องเดินทางผ่านป่าผ่านเขาโดยตลอดการเดินทางก็ต้องอุ้มลูกอายุ 1 ขวบมาด้วย ซึ่งมันไม่ง่ายเลย นอกจากเส้นทางที่โหดมากๆ แล้ว พวกเขาก็ต้องอดข้าวอดน้ำ ทำให้ลูกต้องเสียชีวิตไปในวันที่ 4 ของการเดินทาง เรื่องนี้ทำให้ปูกลับมาคิดถึงเรื่องของตัวเอง ถ้าเกิดต้องจากครอบครัว ต้องลี้ภัยออกจากบ้านเกิด โดยไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเจออะไรบ้าง แล้วยังต้องเสียสมาชิกในครอบครัวระหว่างการเดินทาง มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก “ทำให้คิดว่าชีวิตคนๆ หนึ่งทำไมต้องมาเจออะไรแบบนี้”

 

แค่คำว่าเสียใจมันไม่พอ

ปูเล่าว่ามาค่ายนี้แล้วก็ได้ยินเรื่องเล่ามากมาย แต่เรื่องที่น่าเศร้าที่สุดคือการที่ได้ยินว่าคนๆ หนึ่งได้เสียลูกไป แต่ปูทำได้แค่แสดงความเสียใจกับเขา เธอคิดไม่ออกเลยว่ามันจะเจ็บปวดขนาดไหนที่ได้รู้ว่า ตัวเองไม่มีบ้าน ไม่มีลูก ไม่รู้ว่าจะได้กลับบ้านเมื่อไหร่ ไม่มีสัญชาติคุ้มครองเมื่อเวลาที่มีปัญหาเกิดขึ้น ปูบอกว่ามันทำให้เธอรู้สึกเศร้าที่ไม่สามารถช่วยอะไรเขาได้ “ปูรู้สึกว่าว่าตั้งแต่ปูทำงานมาหลายปี ปูพูดคำว่า ‘เสียใจ (sorry)’ มาเกินร้อยครั้งแล้ว เมื่อไหร่เพื่อนมนุษย์กันเองเราจะได้เลิกพูดคำว่า ‘เสียใจ’ สักที เปลี่ยนมาเป็นคำว่าอยากจะช่วย..แต่เราอยากจะช่วยยังไง คนๆ เดียวช่วยไม่ได้ เรื่องนี้ต้องอาศัยคนทั้งโลก ทุกประเทศ ร่วมกันคิดและหาทางแก้วิกฤตผู้ลี้ภัย”

 

คนไทยช่วยเพื่อนมนุษย์มาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 “แล้วทำไมครั้งนี้จะแตกต่างจากทุกครั้ง

ปูเชื่อว่าประเทศไทยมีโอกาสที่จะสามารถช่วยคนได้เยอะมาก และปูก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องยากด้วยที่จะทำให้คนไทยหันมาใส่ใจในเรื่องนี้ “เราถูกปลูกฝั่งตั้งแต่เด็กให้มีความเมตตา…ปูว่าการสร้างความตระหนักในเมืองไทยไม่น่ายาก ถ้าเขาเห็นภาพ…ปูไม่อยากจะมองว่าต้องโน้มน้าวใจของคนไทย เพราะคนไทยไม่ต้องการการโน้มน้าวจิตใจ คนไทยมีความเมตตาตั้งแต่ต้น….เราช่วยคนมาโดยตลอด…ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว แล้วทำไมครั้งนี้จะแตกต่างจากทุกครั้ง ปูเชื่อว่าคนไทยช่วยค่า”

แล้วที่พม่า สถานการณ์เป็นอย่างไร?

ตอนนี้พม่ากับบังคลาเทศได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับการอพยพของผู้ลี้ภัย UNHCR รู้สึกว่าสถารการณ์ยังไม่พร้อมให้ผู้ลี้ภัยกลับบ้าน เพราะยังไม่ปลอดภัย ซึ่ง UNHCR ก็กำลังทำทุกวิถีทางที่จะให้ทุกอย่างพร้อมและปลอดภัยที่สุด ในเดือนที่แล้วพม่าก็เพิ่งอนุญาติให้ UNHCR เข้าไปในรัฐยะไข่ เข้าไปสำรวจ ประเมินสถานการณ์ เจ้าหน้าที่ UNHCR  บอกว่า “ต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหา แต่เราก็เห็นความคืบหน้า อาจจะแก้ไม่ได้ตอนนี้ แต่ก็ต้องทำไปเรื่อยๆ เพื่อให้สถานการณ์เหมาะสมที่สุด”

หน้าที่ของปูคือสร้างการรับรู้

ในวันนั้นที่ปูมาเล่าเรื่องของเธอให้ฟัง เธอเพิ่งกลับมาจากบังคลาเทศได้แค่วันเดียว มันทำให้เรารู้สึกว่า การได้อยู่ตรงนั้น การได้ฟังเรื่องราวที่ปูได้เจอมา มันเป็นช่วงเวลาที่มีค่ามาก เพราะเราจะเป็นกระบอกเสียงถัดไปที่จะส่งต่อเรื่องราวเหล่านี้ให้เพื่อนมนุษย์ด้วยกันฟัง ซึ่งการเป็นกระบอกเสียงก็คือหน้าที่หลักของปู “วันนี้เป็นวันที่เป็นเกียรติและมีความหมายสำหรับปูมาก เพราะปูได้นั่งต่อหน้าทุกคน แล้วได้พูดว่าเราควรจะทำอย่างไรในฐานะคนไทย เพื่อช่วยพวกเขา….เสียงของนักแสดงมันอาจจะมีคุณค่าในการเป็นกระบอกเสียง ปูคิดว่าอยู่ในขั้นตอนการฝึกงาน 4 ปีครึ่ง หวังว่าจะพัฒนาไปเรื่อยๆ และช่วยเหลือเขาได้อ่ย่างลึกซึ้ง….”

ปูบอกว่าเราทุกคนสามารถช่วยได้ เริ่มจากรับรู้และมีความเมตตาก่อน เข้าใจว่าเขาคือเพื่อมนุษย์ แล้วค่อยศึกษาเรียนรู้วิกฤตของชาวโรฮิงญา แต่ที่สำคัญที่คือเรื่องทัศนคติ เพราะมันสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ แล้วก็ยังเป็นแบบอย่างให้กับประเทศเพื่อนบ้านได้

การช่วยคนทำให้ชีวิตของปูเติมเต็ม

ปูช่วยผู้ลี้ภัยมา 4 ปีครึ่งแล้ว และก็อยากจะทำไปตลอดชีวิต เธอบอกว่านอกจากจะได้ช่วยเพื่อมนุษย์ด้วยกันแล้ว มันอย่างทำให้ชีวิตของปูถูกเติมเต็ม  “ปูมองหาคุณค่าและเหตุผลว่าทำไมถึงเกิดมาบนโลกนี้มานานมากแล้ว การที่ได้มาทำงานกับ UNHCR ปูไม่เคยค้นพบเหตุผลของการเกิดมาบนโลกที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้มาก่อน มันก็เลยไม่มีเหตุผลว่าปูถึงไม่อยากทำงานให้ UNHCR…การช่วยเหลือคนอื่นเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตปูมีคุณค่า มันอาจจะเป็นสิ่งที่เห็นแก่ตัว แต่ปูรู้สึกว่าปูอยากทำไปตลอด เพราะมันทำให้ปูมีความสุขที่จะได้ทำ”

การช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกันคือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรา!

ปูเล่าว่าที่ผ่านมาปกติผู้ลี้ภัยจะมีสถานภาพเป็นผู้ลี้ภัยยาวนานถึง 30 ปี ก็เกือบทั้งชีวิต เด็กที่เกิดในค่ายก็คือจะเป็นผู้ลี้ภัยทั้งชีวิต! ซึ่งมันเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก เพราะผู้ลี้ภัยและผู้อพยพไม่เหมือนกัน ไม่มีใครเลือกที่จะเป็นผู้ลี้ภัย มันเป็นสิ่งที่เลือกไม่ได้ สิ่งที่ทำให้เราเปลี่ยนมุมมองนี้ได้ก็คือการทำให้เขาเข้าใจ และปูก็คิดว่าการเล่าเรื่องเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้มากที่สุด มากกว่าการโชว์ตัวเลขสถิติต่างๆ และเราในฐานะสมาชิกคนหนึ่งบนโลก เราควรจะใส่ใจปัญหานี้ให้มากๆ “มันไม่ได้ถูกมองว่าเป็นปัญหาที่ไม่เกี่ยวกับเรา เพราะจริงๆ แล้วมันคือปัญหาที่เป็นส่วนหนึ่งของเจเนอร์เรชั่นของเรา และฉันเชื่อว่ามันช้าไปถ้าจะให้เจเนอร์เรชั่นหลังจากเราเป็นคนจัดการกับปัญหานี้”

 

สำหรับปู ไปรยา เธอมีความตั้งใจอยากช่วยจริงๆ ถึงแม้ใครอาจจะมองว่าเธอสร้างภาพ แต่เธอก็คิดว่า “ถ้าคนทั้งประเทศสร้างภาพ ประเทศก็คงเป็นประเทศที่น่าอยู่”  เธอรู้ตัว่าการทำงานกับ UNHCR 4 ปีครึ่งมันเทียบไม่ได้กับคนที่ทำงานด้านนี้โดยตรงคนอื่นๆ “ฉันไม่ได้ถูกเทรนหรือเรียนเพื่อมาเป็นเจ้าหน้าที่ของ UN ฉันเป็นนักแสดง แต่สำหรับฉัน ด้วยสิ่งที่ฉันมี ฉันจะทำทุกอย่างๆ ดีที่สุดเพื่อนที่จะทำตามเป้าหมายและช่วยสนับสนุนผู้ลี้ภัยในแบบที่ฉันสามารถช่วยได้” แล้วคุณละ? จะทำอะไรเพื่อช่วยเพื่อมนุษย์ด้วยกัน?

Follow us: @cleothailand
HOROSCOPE