พีเค - พัสกร ผู้ทดลองชีวิตนายแบบ ดีเจ และนักเรียนจิตวิทยา

พีเค – พัสกร ผู้ทดลองชีวิตนายแบบ ดีเจ และนักเรียนจิตวิทยา

ก่อนจะได้เจอหน้ากัน พีเค พัสกร วรรณศิริกุล มีนามสกุลต่อเอาไว้ว่า The Face ชัดเจนมากสำหรับเรา เพราะรู้จักเขาครั้งแรกจากในรายการแข่งขันนายแบบ The Face Men Thailand เขาแฝงประกายเอาไว้แบบไม่พยายามโดดเด่นกว่าใคร และแม้ว่าจะไม่ใช่ผู้ชนะในรายการ แต่พีเคก็ทำหน้าที่ของเขาอย่างดีที่สุด

 

พีเค

พีเค พัสกร วรรณศิริกุล

 

เขาหายหน้าหายตาจากวงการบันเทิงไทยไปสักพัก ตอนนี้พีเคเป็นนักเรียนอยู่ “สี่เดือนที่ผ่านมาผมใช้ชีวิตอยู่ที่นิวยอร์ค กำลังเรียนที่ Parsons The New School ด้านจิตวิทยาและ Fashion Communication ครับ” ก่อนหน้านั้นเขาเรียนอยู่ที่แคนาดา พักช่วงเรียกกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ พอถึงเวลากลับไปเรียนปริญญาตรีต่อ เขาก็เลยเลือกย้ายไปนิวยอร์ค “เราได้เรียนอะไรมากขึ้น พอเปลี่ยน location” เหลืออีกแค่ไม่ถึงปี เขาก็ใจร้อนอยากจะรีบกลับมาทำงานต่อแล้ว!

สิ่งที่ได้จากการย้ายถิ่นที่เรียนคือเขาได้สัมผัสด้าน Fashion Communication มากขึ้น และเรื่องของการดีไซน์ต่างๆ แฟชั่นมาร์เก็ตติง “ที่บ้านทำด้านนิตยสารอยู่แล้ว เรียนด้านนี้มามันจะช่วยทักษะทางด้านวงการนี้ด้วย” แต่โฟกัสหลักเขายังคงเป็นด้านจิตวิทยาอยู่ “มันเป็นสิ่งที่ผมอ่านเข้าใจมากที่สุด แต่ก็เรียนแฟชั่นเสริมเข้ามาด้วย”

 

แปลกคือปกติ ปกติสิแปลก

“จิตวิทยาอ่านแล้วรู้เรื่อง เราอ่านเพื่อทำความเข้าใจตัวเอง แก้ปัญหาของตัวเอง” ด้วยความเชื่อที่ว่าเราทุกคนมีปัญหาแต่มันแค่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่เหมือนๆ กันหมด “เราอยากสบายใจ ถ้าเราปกติจริงเราก็แปลกแล้วอ่ะ คือคนเราถ้าไม่แปลกอยู่ไม่ได้หรอก”

และเขาคิดว่าเขาแปลก! “เวลาที่ผมคิดว่าตัวเองธรรมดา แล้วดันมีความคิดที่ไม่ธรรมดาก็จะรู้สึกกับตัวเองว่า “เฮ้ย เราโอเคหรือเปล่า” ตอนที่เรายอมรับว่าเราเป็นคนที่แปลก มันทำให้เรารู้สึกดีขึ้น ถ้าเริ่มสูงแล้วมันต่ำไม่ได้ไง แต่ถ้าเราเริ่มต่ำแล้วเราค่อยขึ้นสูงได้” พีเคอธิบายเพิ่มว่า ถ้าบอกว่าตัวเราเป็นคนดี คนๆ นั้นก็ต้องพยายามรักษามาตรฐานความดีเอาไว้ตลอด “แต่ถ้าผมบอกว่าผมเป็นคนไม่ดี แล้วทำอะไรดีๆ ก็แค่คนไม่ดีที่ทำดีได้”

 

เรื่องราวของ ‘คนขี้เกียจ’ ที่ทำเป็นหลายอย่าง

เขาเป็นคนที่มองว่าตัวเองขี้เกียจ “มันก็ดีนะสายชิล คือผมก็อยากจะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น แต่เรื่องบุคลิก มันก็เกิดมาอย่างนี้เราจะเหนื่อยกว่าถ้าเปลี่ยนตัวเอง ถ้าแค่เรายอมรับว่าเราเป็นแบบนี้ If you like me, you like me. You don’t like me then …ช่างมัน”

พีเคไม่ใช่แค่ ‘พีเค The Face’ แล้วนะ เขาทำอะไรหลายอย่างมากเกินกว่าจะจำกัดความตัวเองได้ “ผมว่าเก่งอย่างเดียว สู้เก่งหลายอย่างไม่ได้ จริงๆ แล้วผมรู้สึกว่าผมเป็นคนธรรมดา ที่ลองอะไรไปเรื่อยๆ มันน่าจะได้ผลกว่า” เขาดูกำลังสนุกกับการเรียนรู้สิ่งๆ ใหม่ๆ “เท่าที่ทำมาก็เยอะเหมือนกัน” นักแสดง พิธีกร ช่างภาพ ดีไซน์เนอร์ วิดีโอครีเอเตอร์ ดีเจ และนักเขียน

 

พีเค The Writer

“ตอนนี้เขียนหนังสือที่นิวยอร์ค” เขาบอกว่าเขาคงไม่สามารถนิยามตัวเองได้ “Useless …ต้องเริ่มต่ำไง มันตลกดีเวลาที่เราคิดว่าเรา useless(ไร้ประโยชน์) มากกว่า useful(มีประโยชน์) ผมเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตสบายๆ เป็นอันดับหนึ่งเลย” เวลาที่ทะเลาะกับตัวเองเขาก็จะไม่ตัดสินใจอะไร พักผ่อนแล้วค่อยถามตัวเองอีกที

“คิดว่าเป็นเรื่องของอีโก้มากกว่าถ้าวันหนึ่งจะต้องมีประโยชน์ หรือคิดว่า You have to be something ผมคิดว่าคนยุคนี้มีความรู้สึกว่าเราต้องเป็นอะไรสักอย่าง ต้องทำอะไรให้ประสบความสำเร็จในวัยที่ต่ำ แต่ในความจริงแล้วไม่ต้องก็ได้ You don’t have to be successful so early” ไม่เห็นต้องประสบความสำเร็จเร็วเกินไป ใช้ชีวิตให้สนุกดีกว่า

 

พีเค The Face

ตอนนั้นที่เขาได้ลองเข้ามาใน The Face มันก็เป็นอีกความสนุกของชีวิต “พอจบ The Face ทุกคนก็ทำงาน” อย่างพีเคก็เดินแบบ เล่นละคร เป็นพิธีกร ต่างๆ นานา “ผมลองมาเยอะและก็ยังอยากลองไปเรื่อยๆ เพราะยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร นิตยสารก็สนุกดีนะ เดี๋ยวจะมาสมัคร Cleo (ขำ)” ความจริงแล้วพีเคเองก็เหมือนทุกคนบนโลกที่ยังไม่รู้เหมือนกันว่าอยากจะทำอะไร “ขอให้มีความสุขก็พอ ผมอาจจะไม่ทำอะไรเลยก็ได้ อาจจะไปเปิดร้าน Surf Shop ที่ภูเก็ตก็ได้”

พีเคพยายามทำตามความรู้สึกที่ถูกตั้งคำถามและได้คำตอบจากตัวเขาเอง “ผมกลับบ้านแล้วถามตัวเองว่า เราทำไปทำไม แล้วได้คำตอบว่าเราทำเพราะอยากทำ มันสบายใจกว่าที่ทำเพราะเราทำให้คนอื่น”

 

ผู้ชายที่เรียบง่ายในวัย 23 ปี

ด้วยความที่โตเมืองนอกละมั้ง พีเคก็เลยโตกว่าเด็กไทย(อย่างเรา) อายุ 23 ปี สิ่งที่ชอบที่สุดคือแค่ใช้เวลากับคนที่ทำให้สบายใจ “ชอบอยู่กับครอบครัว กับเพื่อน เราเอนจอยการใช้เวลากับคนที่รักเรามากกว่า ไม่ชอบปาร์ตี้ อยู่บ้านเปิดเพลงที่ตัวเองชอบแล้วอยู่กับเพื่อนก็พอแล้ว” แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ต้องการความเป็นส่วนตัวนะ “ถ้าให้เลือกเราว่าต้องอยู่กับตัวเองให้เป็นก่อน แล้วถึงจะไปอยู่กับคนอื่นได้ เราใช้ชีวิตกับตัวเรามากกว่ากับคนอื่นอยู่แล้ว”

เขาไม่ใช่คนคิดมาก แต่เขาชอบคิด “คิดทบทวนตัวเองตลอดเวลา ว่าสิ่งที่เราทำวันนี้ส่งผลกับตัวเรา ส่งผลกับคนอื่นยังไง ดีหรือไม่ดี แต่สุดท้ายเรามันก็อยู่ที่เราจะคิด”

คนที่อินสไปร์พีเคมากที่สุดคงจะเป็น “พ่อ พ่อเป็นศิลปิน พอแต่งงานกับแม่ก็เลิกสังสรรค์ เลิกดื่มเหล้า เคยถามพ่อว่าอยากทำอะไรปีใหม่ พ่อตอบว่าอยากอยู่บ้าน สำหรับผมมัน simple มากอ่ะ พ่อให้ความสำคัญกับความเรียบง่าย ซึ่งผมว่ามันสำคัญ มันดีกว่าต้องการอะไรอยู่เรื่อยๆ มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับผมนะ”

แต่เขาจะเปลี่ยนไปในเวอร์ชั่นใหม่อยู่ดี

แล้วถ้าถามว่าเขาอยากอยู่ที่ไหน คำถามง่ายๆ ระหว่างภูเขาและทะเล พีเคได้ทั้งสองอย่าง “แต่ผมว่าคงอยู่ได้ไม่นานหรอก ปีสองปีก็คงต้องกลับมา ผมเป็นคนติดเมืองแหละ หัวใจมันเต้นเร็ว ทั้งที่อยากจะให้ชีวิตค่อยๆ ช้าลงนะ ช้าลงเรื่อยๆ”

อีกห้าปี… “เปลี่ยนไปอยู่แล้วครับ 5 ปีที่ผ่านมาผมยังรู้สึกว่าผมเก๋า เก๋ เท่ อยู่เลย พอตอนนี้รู้สึกว่าทุกอย่างช้าลง อีกห้าปีผมก็แค่อยากจะมีความสุขเท่าที่กับผมมีอยู่ตอนนี้ อยากชิลเหมือนเดิม ขอเป็นคนทำธรรมดา” มีความสุขไหมก็แค่ถามตัวเอง “ผมว่าไม่ใช่ความสุขหรอก แต่มันคือความสงบ เพราะเราคงไม่สามารถมีความสุขได้ตลอดเวลา เรากลับบ้านไป จากทุกข์อาจจะกลายเป็นสุขได้ด้วยความสงบ สงบกับสิ่งที่อยู่ในหัวเรามากแค่ไหน กับคนอีกคนที่อยู่ในหัวเราได้แค่ไหน ความจริงอีก 5 ปีจะเป็นยังไงตอบยากนะ วันพรุ่งนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าผมจะทำอะไร”

และเขาก็เคยเป็นเด็กดื้อ จนพี่สาวมาเตือนสติ “พี่สาวบอกผมว่าเราต้อง treat พ่อกับแม่ให้น่ารักเหมือนที่เราทำกับเพื่อน ผมเนี่ยดูแลเพื่อนมากกว่าดูแลพ่อแม่ โตมาถึงรู้สึกว่า เพื่อนไม่เห็นทำให้เราเหมือนที่พ่อแม่ทำเลย เรากลับไปกินข้าวกับเพื่อนไม่ยอมใช้เวลากับแม่ ‘I’m going to be nice …ต้อง nice กับพ่อแม่แล้วล่ะ’ คือ motto ใหม่ล่าสุดครับ”

 

ชอบ…ใครที่เข้ากับเขาก็ได้ ขอสบายใจไว้ก่อน

ถามว่าชอบแบบไหน พีเคตอบไม่ได้ พอไม่ได้คบใครมาสักพักก็เริ่มใช้หัวใจสัมผัสแล้ว “มันไม่มีคุณสมบัติอะไรที่จะบอกได้ มีแต่อยู่ด้วยแล้วสบายใจไหมมากกว่า เขาทำให้เราหัวเราะหรือเปล่า แล้วเราจะรู้เองว่าชอบอยู่กับคนๆ นี้ไหม มันอาจจะไม่ต้องใช้เวลาเลยก็ได้ แค่ชอบตัวเองเวลาที่อยู่กับเขาหรือเปล่า ถ้าไม่ชอบก็ไม่ใช่ ถ้าชอบก็อยู่ไปเรื่อยๆ เผื่อจะใช่”

 

สไตล์ที่เหมือนไม่ได้คิดอะไรเยอะอินสไปร์จากความสบาย

บังเอิญเป็นความโชคดีที่วันที่เรานั่งคุยกัน เราได้เจอกับคุณแม่ของพีเคด้วย ผู้หญิงคนนี้เป็นหนึ่งในอินสไปเรชั่นด้านสไตล์ของเขาเลยล่ะ “แม่ก็แต่งตัวเปรี้ยว พ่อก็เปรี้ยว และก็คงได้สไตล์มาจากพี่ๆ เพื่อนๆ รอบข้างด้วย ผมเป็นคนชอบฟังเพลง ชอบศึกษามนุษย์ ดูดาราสมัยเก่าอย่าง Mick Jagger, Pink Floyd ว่าเขามีสไตล์ยังไง คอนเสิร์ตเก่าๆ เขาแต่งตัวแบบไหน แล้วดึงเอาออกมาเป็น reference พอเราเห็นอะไรมาเยอะๆ จะรู้ว่าเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร นั่นคือวิธีที่คนเราจะ develop style ขึ้นมา แฟชั่นอีเวนต์ใหญ่มันเกิดขึ้นปีละ 2 ครั้ง แต่สไตล์มันคือจิตใต้สำนึกของเรา”

และในส่วนของเขา เน้นที่ความสบาย “สบายใจ สบายกาย อะไรก็ได้ อยากใส่ก็ใส่ แต่อย่าไปเยอะกับมัน”

 

ที่เขาบอกว่า date a guy who reads อาจจะจริง!

เพราะเขาจะลึกซึ้ง “ขอแนะนำหนังสือก่อนไป Thought without a Thinker by Mark Epstein ผมอ่านแล้วสบายใจขึ้น หลายๆ อย่างเหมือนจะเป็นพุทธศาสนา แต่มันคือจิตวิทยาในมุมมองพุทธ มันเป็นเรื่องของความสุข สิ่งที่อยู่ในหัวเรา ความสงบ Choose a life you want.”

 

พลาดขึ้นมาบอกตัวเองว่าอะไร : OOPS!”

 

สัมภาษณ์โดย Miss P

ติดตามผลงานหนุ่ม พีเค ได้ทาง @peeekks

HOROSCOPE