จะไม่หยุดเรียนรู้ บทเรียนเล่มใหญ่จาก 'ดร.ภัทราภา' ลูกพี่แห่งลอนดอน - CLEO Thailand Online Magazine

จะไม่หยุดเรียนรู้ บทเรียนเล่มใหญ่จาก ‘ดร.ภัทราภา’ ลูกพี่แห่งลอนดอน

สัมภาษณ์โดย MissP

 

ช่วงเวลาสั้นๆ หลังจากที่ คุณภัทร หรือ คุณไข่มุก – ดร.ภัทราภา ชาดิษฐ์ ผู้บริหารสาวลุคมั่นใจ และให้พลังบวกกับคนรอบข้างอยู่ตลอดเวลา คนรู้จักรอบกายเธอมองว่า ผู้หญิงคนนี้ไม่เคยหยุดนิ่ง แม้เวลาแค่สองชั่วโมงกว่าที่ได้สัมผัสกับตัวเรายังรู้สึกได้ไม่ต่างกันเลยว่า พลังงานของเธอเยอะและโลกจากมุมของเธอนั้นมันทำช่างบันดาลหัวใจเราได้อย่างที่เคยเกิดขึ้นน้อยครั้งในชีวิต

ตอนนี้คุณภัทรอยู่ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ กลับมาพักผ่อนระยะสั้นหลังจากที่ห่างหายจากบ้านเกิดไปถึงสองปี เธอเป็นลูกคนเดียวเลยอยากกลับมาหาครอบครัวและเพื่อนๆ ที่เธอรัก แต่ที่ลอนดอนเธอทำธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว จัดการไลฟ์สไตล์ และบริการผู้ช่วยส่วนตัว ในชื่อว่า LP Lifestyle หรือ London Privilege Lifestyle ฟังดูก็หรูหรา และเอกซ์คลูซีฟสุดๆ “ด้วยความที่อยู่ลอนดอนมานาน คนก็จะรู้จักว่า “ภัทรมุก” (มาจากชื่อเล่นจริงคือ ‘ไข่มุก’) “ภัทร ลอนดอน” อย่างในไอจี แต่ความจริง LP เป็นฉายาที่เพื่อนตั้งให้ เพราะเรียนเร็ว ไปอังกฤษก่อน เวลาเพื่อนๆ มาหาก็จะเทคแคร์ทุกคน เพื่อนเลยเรียกว่า “ลูกพี่” LP = ลูกพี่ เขาจะเรียกกันว่า ‘ลูกพี่ ณ ลอนดอน’”

แต่เมื่อถึงเวลาตั้งชื่อบริษัท ลูกพี่ไลฟ์สไตล์ ก็เปลี่ยนมาเป็น London Privilege Lifestyle แทนซะ ด้วยความที่ทำท่องเที่ยวด้วยสิทธิพิเศษ ทั้งยังมีความเฉพาะตัวต่อลูกค้าแต่ละบุคคล “เราไม่ได้ทำแค่ซื้อตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรม ร้านอาหาร แต่ทำให้คนได้สัมผัสประสบการณ์ที่เราได้สัมผัสในยุโรป ด้วยความที่เราอยู่มานานก็ทำมาได้สองปีแล้ว หลังจากที่เรียนจบและทำงานประจำ”

 

ปริญญา 4 ใบ พ่วงจบดอกเตอร์ก่อนวัย 30

หลังจากสำเร็จปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ สาขาบัญชี เธอก็รู้ตัวเองเลยว่าจะไม่ทำงานเกี่ยวกับบัญชีแน่นอน แต่ก็ได้ปริญญาโทใบแรกด้านเศรษฐศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยลัย จากนั้นก็ได้ปริญญาโทอีกใบด้านบริหารธุรกิจที่ Cass Business School “สุดท้ายจบปริญญาเอกด้าน Supply Chain Logistics ตอนนั้นไม่ค่อยมีใครเรียนเท่าไหร่ เลยอยาก specialized ทางนี้ แล้วก็เริ่มทำงานตำแหน่ง Supply Chain Analyst ที่บริษัท Amazon ซึ่งถือว่าเป็นที่สุดของ Supply Chain ทุกคนต้องการสั่งของออนไลน์ที่นี่ ทำไปเกือบ 3 ปีก็ออกมาทำของตัวเอง”

ด้วยความที่เป็นคนชอบเรียนรู้ หาความรู้ใหม่อยู่เสมอ คุณภัทรเลยไม่เชื่อว่าการเรียนมันจะแค่ได้ใบปริญญากลับมา เธอตั้งใจไว้ว่าคงไม่เรียนอีก “แต่ถ้าต้องเรียนอีกสักปริญญาอยากจะเป็น Master of Wine ความจริงเชื่อว่าจุดแข็งคือการเรียนรู้” มีหลักความคิดที่เธอได้มาจากบริษัท Amazon “คนเราเวลาทำอะไร ให้ทำสิ่งที่ยากที่สุดก่อน วิ่งจนหัวชนฝา เมื่อผ่าความยากที่สุดไปแล้วจะรู้สึกสบาย ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น”

 

ความเชื่อในแพสชั่น

ขณะที่นั่งคุยกันนั้นเราอยู่ในบาร์ Vesper บาร์ที่อายุ 4 ปี หนึ่งในร้านแห่ง Foodie Collection ถือว่าเป็นบาร์แรกที่มีคุณกี้ – โชติและคุณเดบบี้ ลีนุตพงษ์ กับคุณภัทร ร่วมก่อตั้งขึ้นมา “Foodie Collection มันมาจากความชอบ แพสชั่นของตัวเองและความชอบเหมือนกันกับเพื่อน เมื่อก่อนพี่กี้กับพี่เดบบี้ Co-Founder ของ Vesper เขาเป็นกูรูเรื่องไวน์เลย ไวน์ดังที่ฝรั่งเศส แต่เราอยู่ลอนดอน ดังเรื่องคอกเทล เลยมีโอกาสพาเขาไปคอกเทลบาร์หลายๆ ที่ เปลี่ยนเขาจาก wine lover มาเป็น cocktail lover ในลอนดอนจะมี Vesper บาร์หนึ่งในลอนดอนชื่อว่า DUKES Bar เป็นที่ๆ ชอบที่สุดเลยในลอนดอน เขาจะเสิร์ฟเครื่องดื่มมาร์ตินี่แค่สองแก้ว บอกกับพี่กี้ว่า ถ้าดื่มสามแก้วแล้วเมา นอกจากจะเลี้ยง มาเปิดบาร์ที่เมืองไทยกัน!”

“อยากทำในสิ่งที่รักและถนัด ต้องบอกว่ามันมาจากบุคลิกก่อนเลย เป็นคนชอบอยู่กับเพื่อน คุยกับคน เอนจอยไลฟ์ รักการท่องเที่ยว เมื่อก่อนเราก็ทำมันด้วยความสนุกอยู่แล้ว พอเห็นโอกาสที่จะทำเป็นธุรกิจก็ทำ คือเป็นคนชอบดื่ม แล้วบางร้านไม่ให้อยู่ดึกก็เลยเปิดร้าน ใช้จุดแข็งของเราแก้ปัญหาซะ”

DUKES Bar มี Vesper Martini ที่ดังมาก เป็นที่มาของ ‘Shaken, Not Stirred’ ใน James Bond ที่ Ian Fleming เป็นคนเขียน (เป็นวลีเด็ดของการปรุงมาร์ตินีในฉบับของเจมส์ บอนด์ ทั้งในหนังสือและหนัง) “ถือว่าเป็น Best Marini in the world และอยู่ในหนังสือ Things to do before you die ด้วย”

“แล้วทุกอย่างก็เริ่มมาจากแพสชั่น ความเชื่อในเทสต์ของกี้กับเดบบี้ว่าเขาทำได้” ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้วคุณภัทรบอกว่าอยากจะดื่มคอกเทลดีๆ ที่ไทยต้องไปบาร์ในโรงแรม หนึ่งแก้วเสียเงินถึงกว่า 500 บาท บางทียังได้เครื่องดื่มมาเหมือนเป็นน้ำสัปปะรด ไม่ถึงรสชาติที่แท้จริง “เราเลยคิดว่าทำไมไม่ทำแบบนี้ที่กรุงเทพฯ ล่ะ ก็เลยเป็นที่มาของ Vesper หลังจากที่ Vesper เปิดก็มีคอกเทลบาร์เปิดเพิ่มขึ้นเป็นดอกเห็ดเลย แต่ข้อดีของ industry นี้คือ เราไม่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ทุกคนอยู่กันเหมือนพี่น้อง แล้วด้วยความเราอยู่อังกฤษ ที่ยุโรปเราก็มีโอกาสที่จะได้ลองหลายๆ บาร์ อย่าง Vesper ที่เขาทำเป็น signature คือมี guest มา collaboration กัน”

 

แม้จะพิเศษแค่ไหน แต่ใครๆ ก็คือลูกค้า LP Lifestyle ได้

“ทุกคนมีไลฟ์สไตล์ในแบบของตัวเอง ลูกค้าเลยวาไรตี้มาก มีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ คนชรา หรือครอบครัว คนที่เข้ามาหาเราเขาพูดกันปากต่อปาก ลูกค้าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ช่วงเปิดบริษัทใหม่ๆ เป็นคนต่างชาติฝั่งอเมริกันด้วยซ้ำ คนไทยเพิ่งมารู้จักช่วงหลัง ช่วงสองปีมานี้ไม่ได้กลับเมืองไทย เลยไม่ได้ทำพีอาร์ กลับมาก็เลยตอบคำถามว่า LP Lifestyle ทำอะไร”

สิ่งที่ LP Lifestyle สร้างความแตกต่างตรงที่พวกเขาใส่ใจ ว่าลูกค้าแต่ละคนไม่เหมือนกัน ยิ่งในเรื่องของการเดินทางทุกคนก็จะมีความชอบที่ต่างกันไปหมดเลย บางคนชอบกินดีอยู่ดี ชอบความสบาย แต่บางคนไม่ชอบเที่ยว ไม่ชอบกิน รายละเอียดตรงนี้คือสิ่งที่ถูกให้ความสำคัญ เมื่อได้พูดคุยรู้ถึงความต้องการ ระยะเวลา ก็จะจับตัวตนของคนแต่ละคนทำให้การทำงานเป็นไปได้ง่ายขึ้น ลูกค้าของ LP Lifestyle จะได้ทริปที่ถูกปรับเข้ากับไลฟ์สไตล์ตัวเอง แทนที่จะเสียเงินไปกับทัวร์ที่แฮปปี้กับ 1 ใน 10 ที่ ก็จะได้ทำ 10 อย่างที่ชอบและมีความสุข

“งานของเราเหมือนตัดสูท ถ้าอยากให้สวยเราก็ต้องเป็นช่างลงมือตัดเสื้อเอง ไม่ต่างกับการไปเที่ยวหรือการใช้ชีวิต เรามีเวลา 7 วันจะไปบาเซโลน่า ก็ต้องได้เจ็ดวันที่มันฟิตกับตัวเรา เราขายความ bespoke travel company เคยมีคนบอกว่า ซื้อสูทสองพันก็ได้สองพัน จ่ายห้าพันก็ได้ห้าพัน แต่ถ้าคุณยอมเสียเวลาวัดตัว ใช้เวลาในการแพลน คุณจะได้สิ่งที่ต้องการจริงๆ สิ่งที่ดีกว่า อยู่กับเราไปนาน ประสบการณ์ที่ไม่ได้มาจากแพลนที่คนอื่นวางไว้แล้ว”

 

ไลฟ์สไตล์ของ ‘ลูกพี่’ ในลอนดอน

ถ้าพี่ติ๊กเป็นสายสำรวจป่า คุณภัทรก็คงเป็นสายสำรวจเมือง อย่างที่เห็นได้ในอินสตาแกรม @pat.london เธอชอบที่ใหม่ เพื่อนใหม่ รักการกิน ดื่ม เที่ยว เดินทางและรักการเรียนรู้ “ทุกร้านในลอนดอนมีคาแรคเตอร์ของมัน ทุกย่านก็มีคาแรคเตอร์ของมัน แต่ละคนที่ไปด้วยกันก็มีคาแรคเตอร์ของเขา คงตอบไม่ได้ว่าชอบที่ไหนที่สุดเพราะมันขึ้นอยู่กับว่า เราไปกับใคร เวลาไหน ไปตอนไหน จริงๆ ชอบไป private member club บางทีไปคนเดียวแล้วนั่งทำงาน หรือในวันที่อยากเจอคนที่ไม่รู้จัก”

เราลองถามเล่นๆ ดูว่าถ้าเธอจะได้อยู่ในเมืองอันเป็นที่รักวันสุดท้าย คุณภัทรจะมีวิธีเก็บเกี่ยวลอนดอนแบบไหนกัน “ลอนดอนมีอะไรให้ทำเยอะมาก สิ่งหนึ่งที่ชอบมากคือได้เดิน ขอไปเดินรอบเมือง ดูมิวเซียม แล้วก็นั่งร้านที่ชอบเท่านั้นเอง คงขออยู่คนเดียวเพราะอยากจะจำภาพแต่ละถนนเอาไว้ แล้วก็เดินไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เช้ายันเย็น เพราะพี่ว่าการทำความรู้จักลอนดอนได้ดีที่สุดคือการเดินหรือไม่ก็ขี่จักรยาน และขอให้เป็นวันฝนตกได้ไหม จะได้จำภาพลอนดอนแบบที่มันเป็นจริงๆ (หัวเราะ)”

“When a man is tired of London, he is tired of life.” – Samuel Johnson

 

เบื้องหลังดินเนอร์สีขาว ณ Somerset House ในกลางเมืองลอนดอน

ชาวไทยอาจจะไม่คุ้นหู แต่ Dîner en Blanc เป็นอีเวนต์ใหญ่อายุ 30 ปี ที่เคยจัดมาแล้วทั่วโลกรวมถึงกรุงเทพฯ ด้วยเมื่อประมาณปลายปีที่แล้ว แต่ที่ลอนดอนก็มีสาวไทยคนเก่งคนนี้เป็นหนึ่งในเบื้องหลังคนสำคัญ “สถานที่ที่เขาจะให้หาต้องเป็น iconic และเป็น outdoor สิ่งที่ยากคือหา venue ที่ดีและเจ๋งและต้องเก็บเป็นความลับ”

“ตอนนั้นรู้สึกท้าทายมาก แล้วพอทำได้ฟีดแบคมันดี ประตูหลายๆ ประตูก็เปิดให้กับตัวเอง ทำให้รู้เลยว่าเราจะรู้ว่าเราทำได้แค่ไหน บางครั้งต้องผลักดันตัวเองไปให้ลิมิตของเราสูงขึ้น ใครจะไปรู้ว่าเราจะสามารถจัดงานสำหรับคนหนึ่งพันคนได้ และหนึ่งพันคนนี้ต้องใส่สีขาวทั้งหมด และเราก็ได้โชว์ลอนดอนเมืองที่เรารักเมืองที่สองรองจากกรุงเทพฯ ให้คนทั้งโลกเห็น แล้วนี่ก็เป็นวัฒนธรรมปิกนิคแบบใหม่สำหรับคนไทย”

ความสุขจากสิ่งนี้ของคุณภัทรก็คือการได้รู้ว่า เธอใช้ความสามารถได้เกินกว่าที่เธอคิดว่ามันถูกลิมิตเอาไว้ ยังไม่มีอะไรที่เธอรู้สึกว่าทำไม่ได้ “Never say no to anything”

“พี่เป็นคนดื้อ เป็นลูกคนเดียว เกิดวันเสาร์ด้วย เป็นส่วนผสมของความดื้อรั้น ถ้าบอกว่าทำอันนี้ไม่ได้ต้องหาทางทำให้ได้ อย่างร้านศรณ์ จองยากเหลือเกิน เต็มไปจนถึงเดือนมกราคม ยิ่งยากยิ่งท้าทาย ฉันจะอยู่ถึงแค่ไม่กี่วันนี้แต่อยากกินเหลือเกิน ก็ทำทุกทาง แต่สุดท้ายเพิ่งได้รับข่าวดีเมื่อคืนว่าจองได้แล้ว เออ เราทำได้ มันมีโอกาสถ้าเราไม่ยอมแพ้”

 

อัพเดทกรุงเทพฯ หลังผ่านไปสองปี

คุณภัทรมองว่าเทรนด์ร้านอาหารไทยเมื่อก่อนสองปีที่แล้วยังไม่ได้น่าสนใจขนาดนี้ คนยังนิยมกินข้าวที่บ้านกันอยู่เลย “แต่สองปีที่ผ่านมาคนเริ่มกินอาหารนอกบ้าน ทานอาหารรสจัด มีร้านเปิดใหม่เยอะมากมาย แม้กระทั่งมิชลินสตาร์ก็มีร้านอาหารในไทย” ครั้งนี้เธอเลยกลับมาลองร้านอาหารใหม่ๆ ในความชอบอาหารไทยและสตรีทฟูดที่สุด เธอเตือนว่าอย่าชวนกินอาหารฝรั่ง แต่ขอกินเผ็ด รสจัด ส้มตำพริกสิบเม็ดแทน

แม้ว่าจะเพิ่งผ่านมาสามวันในกรุงเทพฯ รอบนี้ แต่เธอรู้สึกเหมือนว่าใช้เวลาไปเป็นอาทิตย์แล้ว “ชอบความรู้สึกเวลาได้กลับมาแล้วรู้ว่าที่นี่คือ ‘บ้าน’  ต่อให้อยู่ต่างประเทศมานาน แต่ There’s no place like home คำว่าบ้านมันคือ เพื่อนบ้านไม่เคยลืมเรา อาจจะเห็นในไอจีว่ามีไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป แต่ยังไงก็ยังเป็นคนเดิม” และคุณภัทรก็ยังมีเพื่อนใหม่เพิ่มเรื่อยๆ ที่อยากจะมาเป็นเพื่อนกับเธอและเธอเองก็อยากจะรู้จักกับพวกเขา “มันเป็นความรู้สึกที่ดีมาก เพราะบางทีคนที่อยู่เมืองนอกมานาน ก็อาจจะหลุดวงโคจรไปอย่างน่าเสียดาย แต่จากไปนานแค่ไหนบ้านก็ยังคงเป็นบ้านอยู่”

“ความเชื่อที่เพื่อนมีต่อเราคือเขาไม่ได้เชื่อแค่ไลฟ์สไตล์เราที่ยุโรป เขาเชื่อแม้กระทั่งไลฟ์สไตล์เราที่กรุงเทพฯ แม้ว่าเราจะไม่อยู่นานๆ คนเชื่อเขาเชื่อในสิ่งที่เห็นตั้งแต่เด็ก และเชื่อในสิ่งที่เราเลือกแล้ว ถ้าไม่สร้างเทรนด์ ก็คือต้องตามเทรนด์”

 

ก้าวที่ออกมาและไม่มีถอยกลับไป

ในทุกการเปลี่ยนแปลงมีความยากซ่อนอยู่เป็นส่วนใหญ่ “ข้อดีของพี่คือเป็นคน panic proof ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง ชอบลองผิดลองถูก ถ้ารู้ว่าอะไรที่ไม่ใช่ก็ตัดมันและไปต่อ เอาง่ายๆ แค่เปลี่ยนทรงผมก็ทำใจลำบากแล้ว แต่เมื่อไหร่ที่เราเปลี่ยนจนหมุนไปเจอตัวเองก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนที่ดีและควรคงมันไว้อย่างนั้น” แต่เมื่อเราพูดถึงความผิดพลาด คุณภัทรแทรกขึ้นมาอย่างรู้ใจว่า “อ๋อ พี่เรียนเรื่อง risk management มาจ๊ะ” ซึ่งมันคือการบริหารความเสี่ยงนั่นเอง

“เราคำนวณความผิดพลาดเอาไว้ก่อน เตรียมรับมือล่วงหน้า จริงๆ แล้วเป็นคน proactive เรามีแบคอัพแพลนเอาไว้ตลอด ทุกอย่างต้องมีสำรอง ถ้าทางนี้ไปไม่ได้ ต้องมีทางอื่นไปต่อ แล้วเราก็เอามาใช้กับงานที่เราทำอยู่” เป็นที่รู้กันว่าช่วงวันหยุดยาวคนจะไปต่างประเทศเยอะมาก “สงกรานต์คนมาลอนดอนเยอะมากและมันจะไปชนกัอีสเตอร์ บางทียังไม่มีคนติดต่อมา แต่เรารู้ว่าช่วงนั้นจองร้านอาหารยากมาก ก็จะจองสองเดือนล่วงหน้าเอาไว้หลายๆ ร้าน มีลูกค้าไหมไม่รู้ แต่นาทีสุดท้ายเราจะมีที่ให้เขา” มันคือการคาดการณ์ล่วงหน้าในเรื่องของความต้องการและปริมาณที่ตอบสนองได้

 

ปัญหามาแล้วก็ไป เราจะอยู่กับมันนานทำไมกัน

คุณภัทรบอกว่ามันวิชานี้ปรับใช้ได้กับชีวิตของคนทุกคนนั่นแหละ “อย่างแรกเลยคืออะไรที่เราสามารถ คิดก่อน ทำก่อนได้ มันเป็นกำไรอยู่แล้ว ปัญหาเกิดยิ่งเรามองเห็นปัญหาได้เร็วเท่าไหร่ ยิ่งแก้ง่ายเท่านั้น ถ้าไฟไหม้ เราจะรอให้สัญญาณดังถึงจะแน่ใจหรือดมกลิ่นที่ผิดปกติเอา ถึงจะดับไฟได้เร็วกว่า? สองคือดีไซน์การวางแผนแก้ปัญหายังไงเมื่อมันเกิดขึ้น หาคนช่วย หาพาร์ตเนอร์สิ ถ้ามีอะไรที่เราทำไม่ได้ อย่าลืมว่าเราอาจจะถนัดในเรื่องบางเรื่อง แต่เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะเก่งไปซะทุกเรื่อง บางเรื่องมันจะมีคนที่เก่งกว่าเราในสิ่งที่เขาถนัด อย่าทิฐิที่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ และสามคือแก้ปัญหาให้เป็นและรวดเร็ว ทำทุกอย่างให้กลับมาสู่สภาวะปกติ ปัญหาจบแล้ว มูฟออน อย่าไปคิดถึงมันอีก”

“พี่เป็นคนชอบตีกอล์ฟ พอมานั่งลองคิดถึงคาแรคเตอร์ของมัน ถึงมันจะดูน่าเบื่อ แต่กอล์ฟแทบจะเป็นกีฬาเดียวที่มันเกิดจากการตัดสินใจของตัวเราเอง ถ้าผิดพลาดก็เกิดจากตัวเอง เราไม่ได้ตีโต้กับใคร เราเล่นคนเดียว ทุกลูกเราตัดสินใจเลือกไม้ ออกแรง ทิศทาง หลุมนี้เราพลาด อย่าลืมว่ายังมีอีก 17 หลุมข้างหน้า next shot ทำยังไง กอล์ฟเป็นกีฬาที่เทรนนิ่งเราตลอด บางปัญหาแก้ไม่ได้ ถ้าจะต้องมานั่งจำว่าแต่ละ shot เราพลาดยังไง เพราะอะไร เราก็คงตี shot ต่อไปไม่ได้ ถ้าเราอยู่แต่กับปัญหาชีวิตเราก็ไม่ไปต่อ”

 

ความสุขตอนนี้ของ ‘ภัทร ณ ลอนดอน’

“แค่ยังมีชีวิตอยู่ เราก็โชคดีมากแล้ว และยังเป็นชีวิตที่ให้ยิ่งเป็นชีวิตที่ดีเข้าใหญ่เลย เพราะการให้ ไม่ว่าเราจะให้กับใคร มันสร้างความสุขให้เราทั้งนั้น ใช้มันให้ดีขึ้นทุกวัน”

คุณภัทรยกคำพูดหนึ่งของ Oscar Wilde มาว่า “To live is the rarest thing in the world. Most people exist, that is all.” คนเราทุกวันนี้ใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่มีคนกี่คนที่รู้จักตัวเองดีมากพอที่จะใช้มันให้คุ้มค่าจริงๆ “คุ้มค่ามันไม่ใช่กับเราอย่างเดียว มันต้องกับคนใกล้ตัวด้วย ถ้าเราเบสแค่ตัวเราอย่างเดียว ความสุขมันแค่เป็นของเรา บางทีความสุขที่เราให้คนรอบตัวมันจะกลับมาเป็นความสุขของเรา”

 

แล้ววันนั้นก็จบลงอย่างมีความสุข ทางคุณภัทรก็มีร้านที่ต้องไปต่อเพื่อชิมอัพเดทความเป็นกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาที่สั้นเหลือเกิน ส่วนเราก็ถือว่าวันนี้คุ้มแล้วที่ได้มานั่งคุยกับคนที่ ‘ให้’ ประสบการณ์ บทเรียนจากตัวเธอได้มากมายขนาดนี้ ขณะเขียนสัมภาษณ์ยังบอกตัวเองเลยว่า เธอช่างเป็นแรงบันดาลใจที่ดีมากเหลือเกินและเชื่อว่าคนรอบตัวคุณภัทรก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน

Follow us: @cleothailand
HOROSCOPE