Dubai Diary เรื่องเล่าเมืองผู้หญิงเป็นใหญ่และมีอะไรมากกว่าแค่พักเครื่อง

Dubai Diary เรื่องเล่าเมืองผู้หญิงเป็นใหญ่และมีอะไรมากกว่าแค่พักเครื่อง

เมืองแห่งการทรานซิสอย่างดูไบหลายคนมองว่าเป็นเมืองอาหรับที่หรูหรา ดูแพง เต็มไปด้วยทะเลทรายและตึกสูงมากมาย แต่ในมุมมองของ Dubai Diary พ็อกเก็ตบุ๊คโดยเธอคนนี้ ‘ดร.มิ้นท์ – อัลฮูดา ชนิดพัฒนา’ กลับเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ยากจะหาในชาติตะวันออกกลางชาติไหน

‘ดร.มิ้นท์ – อัลฮูดา ชนิดพัฒนา’

 

ถ้าไม่มีงั้นทำเองเลย!

ดอกเตอร์สาวอารมณ์ดีคนนี้พูดถึงจุดเริ่มต้นในการเขียนหนังสือของเธออย่างสบายๆ ว่า “ตอนนั้นเราจะไปทำวิจัยที่ดูไบ แต่พอไปหาหนังสือท่องเที่ยวเกี่ยวกับดูไบหรือตะวันออกกลางกลับไม่มีเลย ก็เลยคิดจะทำเองเริ่มจากทำเพจก่อน ชื่อเพจ ดูอะไรที่ดูไบ แรกๆ ก็มีคนมาไลก์หลักพัน แล้วก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นหมื่นกว่าคน แต่เราอยากให้ความรู้นอกจากท่องเที่ยว ทั้งเรื่องการตลาด เรื่องจิปาถะ ก็คือทุกเรื่องเลย พอทำไปสักพักก็คิดได้ว่าเราน่าจะรวบรวมเป็นหนังสือได้” เรื่องความเก่งต้องยกให้ผู้หญิงคนนี้เลยจริงๆ นอกจากจะเรียนเก่งแล้ว ยังเขียนหนังสือเก่งอีกนะเนี่ย

ที่ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน

หนังสือท่องเที่ยวก็มีตั้งเยอะแต่ที่ฮิตๆ ก็คงไม่พ้นญี่ปุ่น เกาหลี หรือยุโรปแต่ทำไมต้องดูไบ “เพราะว่าที่ดูไบเนี่ยจะไม่เหมือนตะวันออกกลางประเทศอื่น ตะวันออกกลางเวลาเรานึกถึงเราจะวาดภาพไว้ว่ามีความรุนแรง มีเหตุการณ์การก่อการร้าย แต่ดูไบจะเป็น UAE เป็นประเทศที่ปลอดภัยมากที่สุดในโลก” ถึงอย่างนั้นดูไบก็ยังแตกต่างในด้านอื่นๆ อีก “เขาไม่ได้มองว่าผู้หญิงเป็นรองผู้ชายเลย แต่ให้เกียรติผู้หญิง คือถ้าเกิดเขาให้ผู้หญิงอยู่บ้าน เขาต้องส่งเสียเลี้ยงดู แปดสิบเปอร์เซนต์ของคนที่ทำงานตามสถานที่ราชการก็คือผู้หญิง จนผู้นำประเทศพูดว่า ขอเตือนผู้ชายว่าถ้าไม่ทำงานก็จะรับผู้หญิงมาทำงานร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วนะ (ขำ)”

 

มากกว่าเมืองแห่งการทรานซิสเพราะนี่คือดูไบ

ถ้าใครถามว่าถ้าไปทรานซิ แล้วออกไปเที่ยวดีมั้ยตอบเลยตรงนี้ว่า “ดีมากกกกกก เพราะว่าทุกคนจะได้เห็นประสบการณ์ระดับที่สุดของโลกหลายอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเกาะต้นปาล์ม Burj Khalifa อะไรอื่นๆ อีกมากมายที่เขาสร้างเป็นอันดับหนึ่งไม่เป็นที่สองรองใคร” เรื่องวัฒนธรรมก็ไม่ต้องกลัวว่าจะแตกต่างจากที่ไทยจนเข้ากันไม่ได้เพราะมิ้นท์บอกเองเลยจ้าว่าไม่มีคัลเจอร์ช็อกสักนิด

“น่าจะเป็นเซอร์ไพรส์มากกว่าเพราะถ้าเป็นประเทศแถบอาหรับเคยไปซาอุดิอาราเบียมาก่อน ซึ่งซาอุฯ เนี่ยจะเคร่งครัดมาก แต่เวลามาดูไบ เพราะการที่เขามีคนอยู่มากกว่าสองร้อยสัญชาติทำให้มีความหลากหลาย ภาษากลางที่ใช้ก็แทบจะเป็นภาษาอังกฤษ เป็นประเทศที่พิเศษมากๆ เพราะเราจะเดินสวนกับฝรั่งที่แต่งตัวแบบเปรี้ยวจี๊ด แล้วก็จะเจออาหรับที่เปิดแต่ตา เจอคนคลุมฮิยาบแบบแฟชั่น หรือคนทำงานใส่สูทคือทุกคนจะเดินสวนกัน เหมือนว่าเราไม่ได้เป็นคนแปลกในที่นั้นเลย ไม่ว่าเราจะเป็นคนแบบไหน แต่งตัวยังไง ภาพที่เราไปชายหาดก็จะมีคนใส่บิกินี่ แล้วก็จะมีคนที่ปิดคลุมมิดชิดอยู่ร่วมกันจนชินตา”

Happiness is Dubai first priority!

พูดถึงเรื่องความสุขอาจจะดูนามธรรมไปหน่อยแต่ที่ดูไบเขาจริงจังกับเรื่องนี้สุดๆ ไปเลยนะ “เวลาเราไปตามสถานที่ต่างๆจะมีถนนที่ชื่อว่า Happiness Street เวลาเราไปตามศูนย์ราชการเขาจะทำศูนย์ราชการหรือสถานที่ทางราชการให้เหมือนห้างสรรพสินค้าเลย หรือสำนักงานก็จะมีของเล่น มีโต๊ะสนุกเกอร์ในสถานที่ราชการเลย”

แต่ที่คนดูไบให้ความสนใจไม่แพ้กันก็คือ ท่าน Sheikh! “อย่างตอนที่โรงแรม The Address ไฟไหม้ไปตอนปีใหม่ หนังสือพิมพ์ของเขาไม่ได้มุ่งไปที่ความเศร้าโศกเลย แต่มุ่งไปที่ทางออก สิ่งที่เขานำเสนอก็คือเจ้าชายมาถึงที่เกิดเหตุในห้านาที แล้วก็ช่วยดับไฟตรงนี้ เรามองว่าเขาจะค่อนข้างใส่ใจกับความสุขของประชาชนมากเลยทีเดียว”

ปิดไฟดูดาวกินอาหารประจำชาติ ก่อนจบด้วยสิ่งที่เป็นอันดับโลก

แน่นอนว่าที่พลาดไม่ได้ก็คืออาหาร ทั้งข้าวหมก แป้งนานหรือน้ำมันมะกอก “ถ้าใครไปมิ้นท์อยากแนะนำให้ไปร้าน Al Safadi เป็นร้านอาหารอาหรับสัญชาติเลบานอน แต่ว่าดังมากในดูไบมีหลายสาขา แล้วก็เป็นร้าน Al Bait Al Qadeem อันนี้เป็นร้านแบบ Original Authentic สุดๆ ที่เป็นอาหารของชาวอาหรับ” รู้อย่างนี้แล้วก็ห้ามพลาดเพราะอาหารของที่นี่แม้จะชื่อเหมือนของไทยแต่รสชาติและส่วนประกอบต่างกันแน่นอน “ที่แปลกเลยก็คือเขากินเนื้ออูฐกันด้วย อันนี้อร่อยมากเป็นเอ็นแก้วแบบมันๆ ใครไปก็อยากให้ลองค่ะ”

 

ถ้าให้พูดกันตรงๆ แล้วคงไม่มีที่ไหนที่จะครบจบในที่เดียวเท่าดูไบอีกแล้ว “มีอยู่ครั้งหนึ่งมิ้นท์ได้ไปเที่ยวทะเลทราย ไปชมระบำหน้าท้อง แล้วก็ขี่อูฐ ทีนี้คนที่พาทัวร์เขามีบริการพิเศษพอดีคือการปิดไฟดูดาว ซึ่งปกติจะจุดไฟในแคมป์ให้แสงสว่างแต่คราวนี้เขาดับไฟหมด สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือดาวเป็นล้านดวงเลย เราไม่เคยเห็นดาวเยอะขนาดนี้มาก่อนประทับใจมากๆ”

หรือถ้ามีเวลาน้อยก็แนะนำให้ไป Dubai Mall แล้วก็ Burj Khalifa ต่อด้วยน้ำพุเต้นระบำ ซึ่งทุกที่ที่แนะนำมานั้นล้วนใหญ่หรือสูงเป็นอันดับหนึ่งของโลกทั้งหมด “แต่มิ้นท์แนะนำว่าถ้าใครอยากจะกลับไปอยู่อาหรับ ย้อนยุคกลับไปก็แนะนำสถานที่เที่ยวใหม่ก็คือ Hatta เป็นการตั้งแคมป์ แต่เขาเรียกว่า Glamping อยู่ดูไบก็คือต้องหรูนิดหนึ่งเปลี่ยนจาก Camping เป็น Glamping เป็นการปิดไฟดูดาวเหมือนที่เคยแนะนำไป”

ซัมเมอร์นี้ไม่รู้จะไปไหนลองไปดูไบดูสิ เริ่ดไม่เบาเลยนะ

ด้วยความที่ดูไบเป็นเมืองที่ล้ำมากๆ แม้แต่การไปเที่ยวทะเลของเขาก็แน่นอนว่าต้องไม่ธรรมดา อย่างเกาะ Blue Water ก็จะมี Dubai Eye ตั้งอยู่ เป็นชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่คล้ายๆ กับ London Eye วิวข้างหลังจะเป็นน้ำทะเลสีเขียวมรกตสวยมากๆ หรือถ้าใครชอบทำกิจกรรม ดูไบก็จัดให้ “ที่ดูไบเขาจะเล่น Sub Board กันค่ะ คล้ายๆ Surf Board แต่ใหญ่กว่า และต้องยืนอยู่ในบอร์ดแล้วพายกัน แล้วก็มี Jet ski, Fly Board ที่เจ๋งที่สุดคือ carrefour sale through เป็นห้างกลางน้ำสามารถขับเรือเขาไปเทียบแล้วช็อปได้เลย”

 

EP1 เพิ่งจะจบ EP2 ก็ตามมาติดๆ!

Dubai Dairy EP 1 เป็นเรื่องของการท่องเที่ยวไปแล้วคุณมิ้นท์ก็มีแพลนทันทีว่า EP 2 จะต้องตามมาอย่างแน่นอน “มิ้นท์แพลนว่าจะเขียน EP 2 ในปี 2020 เพราะเป็นปีที่ดูไบจัดงาน World Expo พอดีเราเลยคิดธีมคร่าวๆ ไว้ก่อนว่าจะทำเกี่ยวกับเทคโนโลยีแล้วก็ความล้ำของดูไบ จะเล่าให้เห็นเลยว่าดูไบเขาล้ำกันไปขนาดไหนแล้ว เรื่องดูไบเมืองแห่งอนาคตประมาณนี้”

 

โอมานกำลังมา เตรียมเก็บเงินและแพ็กกระเป๋ารอได้เลย

เพราะโอมานกำลังเปิดประเทศ อีกทั้งยังเป็นประเทศที่น่าเที่ยวมากอีกที่หนึ่ง เห็นอย่างนี้แล้วสาวที่ตกหลุมรักตะวันออกกลางอย่างคุณมิ้นท์จะพลาดได้ไง “ความจริงมิ้นท์เคยเขียนลงเพจเฟซบุ๊กไปแล้วนะเกี่ยวกับท่องเที่ยวโอมาน แต่ประเทศเขายังมีอะไรน่าสนใจอีกเยอะที่ถึงแม้ประเทศจะติดกับดูไบแต่กลับเหมือนหลุดออกไปอยู่อีกโลกเลยค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าให้เลือกประเทศต่อไปก็ต้องเป็นโอมานนี่ละ”

 

ทัศนคติคือส่วนสำคัญในการเขียนงาน

เมื่อถามถึงอุปสรรคในการเขียนงานมิ้นท์ก็ตอบกลับมาทันทีเลยว่า “ไม่มีเลยค่ะ” แต่ถ้าจะไม่มีอะไรเลยก็ดูเหมือนง่ายไปหน่อย “ถ้าเป็นอุปสรรคก็คงเป็นเรื่องการทำวิจัยมากกว่า แต่ดูไบเองเป็นเมืองที่ทุกอย่างพอสิทีฟมากๆ อยู่แล้ว เราได้กำลังใจกลับมาเยอะมาก พอเห็นอย่างนี้แล้วเลยเป็นแรงกระตุ้นให้เราก้าวผ่านอุปสรรคเป็นแรงใจในการทำวิจัยและหนังสือเล่มนี้ออกมาด้วย”

 

I wish Thailand จะมีแบบนี้บ้าง!

บางครั้งคนไทยก็ก้มหน้าก้มตาจนลืมสิ่งสำคัญอย่างความสุขกันไป “เพราะที่ดูไบเขาให้ความสำคัญกับความสุขมากๆ ถ้าเลือกได้มิ้นท์อยากให้เราใส่ใจกับความสุขของประชาชนมากกว่านี้ แล้วก็เอาวิสัยทัศน์การทำงานมาใช้ด้วย แต่ที่คิดไว้ตอนนี้เลยคืออยากเอานมอูฐเข้ามาค่ะ (ขำ) มันดีสำหรับคนเป็นภูมิแพ้จริงๆ นะ”

 

จากผลตอบรับที่ดีมากๆ ใน Dubai Diary ด็อกเตอร์สาวคนนี้จึงมีแพลนที่จะเขียนหนังสืออีกหลายเล่มในอนาคตสำหรับใครที่เป็นแฟนๆ ของเธอก็อย่างลืมติดตามทั้งในเพจเฟซบุ๊กแล้วก็โซเชียลมีเดียต่างๆ ดู ก่อนจะจบบทสัมภาษณ์ มิ้นท์กระซิบบอกกับเราว่า “ดูไบไม่แพงอย่างที่ทุกคนคิดจริงๆ ในหนังสือมิ้นท์จะบอกไว้หมดแล้ว หรือถ้าใครชอบความหรูก็อย่าลืมไปนั่ง Uber ที่เป็นเฮลิคอปเตอร์ได้ มีที่เดียวในดูไบเลยนะ”

Facebook : ดูอะไร ที่ดูไบ Dubai Diary

 

สัมภาษณ์เเละเขียน โดย sosimplyada

 

HOROSCOPE