บีบี เอกนรี วชิรบรรจง: อนาคตเป็นเรื่องที่มองได้ แต่คาดหวังไม่ได้

บีบี เอกนรี วชิรบรรจง: อนาคตเป็นเรื่องที่มองได้ แต่คาดหวังไม่ได้

บีบี เอกนรี, บีบี ลูกพงษ์พัฒน์, กรงกรรม

บีบี เอกนรี วชิรบรรจง

มินิโปรดิวเซอร์, 25 ปี 

อนาคตเป็นเรื่องที่มองได้ แต่คาดหวังไม่ได้

บีบี เอกนรี

“เราอยากตอบสดเลย ไม่ชอบการดูก่อน เพราะรู้สึกมันเกร็ง” บีบีบอกกับเราพร้อมเสียงหัวเราะ

เราเริ่มต้นการคุยกันด้วยการให้ผู้ถูกสัมภาษณ์สแกนคำถามก่อนตามธรรมเนียม แต่บีบีบอกกับเราว่าให้เริ่มเลย ไม่ต้องถาม

จากความสำเร็จของละครเรื่อง กรงกรรม ทำให้บีบี กลายเป็นชื่อที่ได้รับความสนใจทันทีด้วยนามสกุล “วชิรบรรจง” ต่อท้าย หลังจากที่มีข่าวอดีตพระเอกอย่างอ๊อฟ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ซึ่งเป็นพ่อของบีบีเกิดล้มป่วยกะทันหัน เธอในฐานะลูกสาวคนโตเลยเขา้มาดูแลบริษัท แอค-อาร์ต เจเนเรชั่น จำกัด ด้วยตำแหน่งมินิโปรดิวเซอร์ “ตำแหน่งในบริษัทคือ ยังเรียกว่าเป็นเด็กฝึกงานดีกว่า ยังไม่มีตำแหน่งเต็มตัวขนาดนั้น แต่หลังจากที่ตัวเองไปถ่ายงานในกองถ่ายมา เรียกตัวเองว่าเป็นมินิโปรดิวเซอร์ดีกว่า เพราะเราทำคล้ายๆ แบบนั้น เราทำให้เขาเยอะมาก ตั้งแต่ต้นจนจบ”

เป็นเพราะคุณพ่อและคุณแม่ทำงานด้านนี้ เลยทำให้เราเลือกเรียนทางด้านนี้หรือเปล่า

ไม่เกี่ยวอยู่แล้วค่ะ เพราะว่าตอนเรียนชั้นมัธยมที่เมืองไทย เราเป็นคนหัวเลขไม่มาเลย ก็เลยบอกแม่ว่าอยากไปเมืองนอก เรารู้ว่าระบบการศึกษาของที่นั่นต่างกับประเทศไทย พอไปถึงเราลงเรียนเลขสองปี ไม่รอด (หัวเราะ) ซึ่งอันนั้นเป็นวิชาบังคับ พอเราได้มีโอกาสเลือก เราก็เลยเลือกวิชาทางด้านศิลปะหมดเลย แล้วก็ดูว่าเราชอบแบบไหน แต่ที่โดดๆ เราก็เลือกโฟโต้เลย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราชอบมากๆ ซึ่งเราเก็ท และเราคิดว่าเราก็มีทักษะพอในการที่จะทำตรงนี้ค่ะ

ตอนเรียนที่นั่นได้ฝึกงานหรือเปล่า

ส่วนใหญ่จะเป็นแบบช่วยเพื่อนมากกว่า เป็นโปรเจกต์ๆ ไป ไม่ได้รับงานจริงจัง

สไตล์การทำงานของบีบี

ชิลๆ แต่กดดันนะ (หัวเราะ)

กดดันตัวเองหรือว่าคนรอบตัว

ไม่ๆ กดดันในที่นี้หมายถึงต้องทำให้ดีมากกว่า แต่ว่าทำให้มันชิล เพราะถ้าเราทำแบบไม่ชิลงานที่ออกมาก็จะกดดัน ซึ่งเรากดดันกับตัวเนื้องานอยู่แล้ว แต่ถ้าเราเครียดกับวิธีการ มันก็จะออกมาไม่ดี แต่เราก็ต้องอยู่คุมคุณภาพของงาน ไม่ใช่ปล่อยให้ทำกันชิลๆ เพื่องานออกมาดีที่สุด

อย่างนี้แสดงว่าในอนาคตเราต้องดูแลแอค-อาร์ตแล้ว ถูกต้องไหม

พูดยากจัง ก็ไม่ต้องขนาดนั้น แต่คุณแม่เขาก็คาดหวังไว้แหละเนอะว่าเราจะกลับมาดูแล แต่เราก็ไม่ได้ปิดกั้นโอกาสขนาดนั้นเพราะไม่รู้ว่าอนาคตเราจะเป็นยังไง อีกอย่างบีก็เป็นคนชอบลองทุกอย่างอยู่แล้ว ซึ่งตอนนี้สิ่งที่ทำอยู่มันก็ดี เลยทำต่อไปให้ดีที่สุด แต่ถ้ามีงานอื่นมานำเสนอ เราก็จะลองทำให้รู้ ถ้าไม่ใช่ก็กลับมาที่เดิม

ในอนาคต แอค-อาร์ตมีโปรเจกต์อื่นๆ นอกจากการทำละครหรือเปล่า

มีค่ะ อย่างไรเฟิล (น้องชาย) เขาก็มีโปรเจกต์ที่อยากต่อยอดและขยายไปหลายๆ อย่างที่มากกว่าละคร เพราะตอนนี้เราทำละครเรื่องเดียวต่อปี แอค-อาร์ตมีแค่ทีมเดียว แต่ว่าเขาอยากขยายทีม เพราะตอนนี้มีเดียก็เยอะ ช่องทางก็เยอะ เราก็เลยอยากแบ่งทีมทำคอนเทนต์ แต่ก็ต้องมาดูว่าเราไหวไหม ทีมพร้อมไหม และรับมือกับมันได้แค่ไหน เพราะคุณแม่เขาอยากโฟกัสที่คุณภาพของงานที่ออกมา มีแค่เรื่องเดียวต่อปีเราว่าก็หนักแล้ว เพราะถ่ายกัน 8-9 เดือน

ละครกรงกรรมเป็นละครที่ยาวกว่าปกติกว่าละครทั่วไป เรามีทั้งหมดร้อยกว่าคิว เท่ากับละครสองเรื่อง บทปกติมียี่สิบสี่ตอนบท แต่กรงกรรมมีสามสิบเจ็ดตอนบท ก็คือเบิ้ลเลย แต่เราทำในสโคปเวลาของละครเรื่องเดียว ซึ่งก็หนักพอสมควร แต่ออกมาก็แฮปปี้กันหมด ถึงจะเหนื่อยแต่มันคุ้มค่า ทีมงานที่ทำงานกับเราก็แฮปปี้ เพราะมันลุ้นเรตติ้งทุกอาทิตย์เลย ลุ้นว่ากระแสจะเป็นยังไง ก็จะคอยแชร์และคอยอัพเดตกันในกรุ๊ป

มีการเปรียบเทียบเรื่องการทำงานกับคุณพ่อไหม

ก็มีนะคะ ทุกคนเปรียบเทียบอยู่แล้ว อาจจะยังไม่ถึงที่คนดูต้องการ เพราะคนร้อยคนก็ร้อยเหตุผลแล้ว เราไม่สามารถเอาใจทุกคนได้ แต่เราเก็บเอามาเป็นข้อแก้ไขในเรื่องหน้า เราจะได้ไม่พลาด มันโดนเปรียบเทียบอยู่แล้ว รากนคราก็โดน บางคนก็ชอบรุ่นเก่า บางคนก็ชอบรุ่นใหม่ ตอนที่เราทำละครภาคเหนือ เราก็ทำซับไตเติ้ล เพราะบางคนบอกว่าฟังไม่รู้เรื่อง พอทำละครเรื่องนาคี เป็นภาษาอีสาน เราก็เลยทำซับให้เลย ซึ่งมันก็คือการปรับปรุงและพัฒนาไปเรื่อยๆ ไม่มีใครเคยใช้ซับไตเติ้ลในละคร ก็เป็นอะไรที่ใหม่ดีนะ

แล้วกับเรื่องกรงกรรมล่ะ มีการเปรียบเทียบไหม

ก็มีนะคะ ส่วนมากเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเราก็เข้าใจได้ เพราะตัวละครมันเยอะมาก บางทีเราอาจจะไม่ได้ใส่ใจในทุกๆ ส่วน เราก็เก็บไว้เพื่อไปแก้ในเรื่องงานหน้า ว่าเรื่องหน้าเราห้ามพลาดนะ

มีโปรเจกต์หลังจากเรื่องกรงกรรมไหม

มีค่ะ แต่ตอนนี้อยู่ในเรื่องของการทำบท ซึ่งยังไม่เสร็จ เราอาจจะล้าไปนิด จริงๆ แพลนไว้ว่าเป็นเดือนมิถุนายน แต่ก็ถูกเลื่อนออกไปอีก ก็มีวางไว้ว่าจะทำอยู่แล้ว แต่ก็อยู่ที่จะเริ่มอันไหนก่อน และเริ่มเมื่อไหร่

แล้วจะเปลี่ยนตำแหน่งการทำงานหรือเปล่า

เรายังไม่รู้ตัวเองเลย แต่เราชอบสายวิ่งงานในกองถ่ายอยู่แล้ว เพราะเราคุ้นเคยด้วย แต่คุณแม่อยากให้ทำโปรดิวเซอร์ เราก็ฝึกงานไป เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ให้รู้ว่าเราสามารถทำงานนี้ได้นะ เผื่อบางทีอาจเกิดเหตุการณ์ฉุกละหุก เราจะได้สวมตัวเองเข้าไปได้เลย เช่น เรารู้งานกำกับ ผู้ช่วยไม่อยู่เราก็ไปถือวอแทนได้เลย โปรดิวซ์ทำไม่ได้ เราก็ไปช่วยเขาเรื่องเทคโนโลยี ก็ต้องสวมให้เป็นทุกบทบาทค่ะ

มีอะไรที่ได้เรียนรู้จากการไปเรียนอยู่ต่างประเทศแล้วไม่เหมาะกับที่ไทยบ้าง และมีวิธีบอกเขายังไง

เยอะมากค่ะ พอกลับมาทำงานก็พบว่ามันต่างกันมากจริงๆ หนึ่งเลยคือเรื่องเวลาการทำงาน คนไทยทำงานโหดมาก ซึ่งต่างประเทศเนี่ยจะเป็นแบบหกชั่วโมงปุ๊บ หยุดพัก เพราะต้องมีเวลาให้นักแสดงได้พัก ไม่ใช่ว่าถ่ายทั้งวัน แล้วอีกวันหนึ่งมีถ่ายอีก ซึ่งมันเป็นกฎหมายของที่นั่นเลย ว่าถ้าคุณทำละคร นักแสดงต้องได้พักอย่างน้อยสิบสองชั่วโมงก่อนเริ่มถ่ายอีกวัน เมืองไทยจะเป็นแบบยิ่งถ่ายเยอะยิ่งดี เท่าที่เจอมานะคะ หนึ่งมันก็ดีแหละ ดีกับงานที่ค่อนข้างได้เร็ว แต่ผลเสียก็คือตัวทีมงานเอง มันโอเวอร์โหลด

แล้วได้นำเรื่องนี้มาใช้ไหม

เคยนะคะ เคยคุยกับทีมว่าเราอยากเปลี่ยนระบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่ว่าอัดๆ แล้วมันไม่เวิร์ก ซึ่งเคสของคุณพ่อที่ล้มไป เราก็ได้ตัวอย่างแล้วว่าอย่าทำแบบนี้นะ เราเห็นแล้วว่ามันโอเวอร์โหลดไป ผลมันเป็นยังไง ซึ่งละครเรื่องใหม่เราก็จะมีการปรับด้วย แต่บางทีก็ต้องดูเรื่ององค์ประกอบอื่นๆ ไปด้วย เช่น สถานที่ คิวนักแสดง แต่ก็พยายามบาลานซ์ไว้มันก็ดีที่สุดค่ะ

ไลฟ์สไตล์ของบีบีเป็นคนยังไง

เป็นคนเรื่อยๆ นะ เมื่อก่อนเราเป็นคนชิลมาก อยากทำอะไรก็ทำ การเรียนก็ปกติ ให้การบ้านมาต้นเทอม ส่งปลายเทอม เราก็ออร์แกไนซ์ว่าทำยังไงให้ส่งได้และงานเรียบร้อย ไม่ใช่ว่าแค่อยากจบให้คุณพ่อคุณแม่ เราอยากให้ท่านภูมิใจ เขาส่งเรามาเรียนขนาดนี้ ต้องสละหลายๆ อย่าง เลยรู้สึกว่าอยากทำให้มันดี

แต่พอมาทำงานกองถ่ายฯ เราต้องทำใจเลย เพราะทุกอย่างมันอินแอนด์เอาต์เร็วมาก ตารางชีวิตตัวเองไม่เคยรู้เลยนะหลังจากอาทิตย์หน้าไป จะรู้เป็นบางที อย่างเห้ย อาทิตย์นี้ฟรี หาอะไรทำดีกว่า มันจะปุบปับหน่อย เราก็ต้องว่างให้เขา เช่น อย่างวันพรุ่งนี้ พอดีพี่เขาส่งข้อความมาบอกว่าไปได้ไหม เราก็ไปได้ค่ะ คือมันจะเป็นสิ่งที่เราไม่คาดหวังอยู่แล้ว เป็นแบบโฟลว์ๆ ดีกว่า เราไม่ได้มีอะไรฟิกซ์อยู่แล้ว อยากทำอะไรก็ทำในเวลาว่าง แค่จัดระเบียบเวลาให้ดีว่าได้ช่วงไหนบ้าง

แสดงว่าเป็นคนที่มองอะไรใกล้ๆ มากกว่า

คือเรื่องงานเรามองอะไรใกล้อยู่แล้ว เพราะว่ามันค่อนข้างคาดเดาได้ แต่ในเรื่องชีวิต ต้องมองไกลเพราะเราไม่รู้ว่าการกระทำวันนี้จะไปกระทบกับอนาคตหรือเปล่า ก็ต้องคิดไกล เราเป็นคนคิดมาก ก็จะกังวลไปเรื่อยๆ พยายามเบาลงด้วยการคุยกับคุณพ่อคุณแม่ เขาก็จะให้คำแนะนำมา

แล้วตอนนี้รู้ตัวเองหรือยังว่าเลือกเดินทางที่ถูก และเป็นทางที่ตัวเองอยากเดิน

แปดสิบเปอร์เซ็นต์เราว่าเราเดินถูกแล้ว แต่เราก็ไม่มีทางรู้ว่าอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์จะแม่นแค่ไหนที่เราจะไปทางนั้น อาจจะมีโอกาสที่เข้ามาแล้วเราชอบมากกว่า ซึ่งเราก็ไม่มีทางรู้ เราก็เลยโฟลว์ อะไรจะมาก็มา เราไม่อยากคาดหวังอะไรมากค่ะ

นอกจากงานที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ชอบทำอะไรอย่างอื่นบ้าง

ทำได้หมดเลย ถ้าว่างก็จะไปออกกำลัง เป็นคนบ้าฟิตเนส เมื่อก่อนเข้ายิมเช้า กลางวัน เย็น หลังๆ ไม่ค่อยได้ไปเพราะต้องเอางานให้เสร็จก่อน หรือไปเที่ยวกับที่บ้าน หรือจะไปเที่ยวเองแบ็กแพ็ก แต่ไม่รู้ว่าคุณแม่จะให้ไปหรือเปล่า

คุณแม่หวงมาก

แม่หวงมากกกก แม่หวง ติดที่บ้านมาก เราจะเป็นพวกแฟมิลี่เฟิร์สต์

แล้วตอนที่ไปเรียนเมืองนอกล่ะ

ตอนนั้นเราก็โทรหาแม่เกือบทุกวันเลย ส่วนน้องก็จะหายไปเลย (หัวเราะ)

มีความเป็นคนไทยอยู่ไหม

มีค่ะ เพราะด้วยความที่คุณแม่เป็นคนที่แทรดิชั่นมากๆ ก็เลยปลูกฝังให้บีเป็นคนที่ค่อนข้างแทรดิชั่นนิดหนึ่ง ถึงจะเรียนเมืองนอกแต่เราก็ยังรักษาประเพณีไทยอยู่

เช่นเรื่องอะไรบ้าง

หลายอย่างนะ เช่นห้ามกลับบ้านเกินเที่ยงคืน หลายคนบอก ห้ะ ยังมีอีกเหรอ (หัวเราะ) ห้าทุ่มนี่คือคุณแม่โทรศัพท์ตามแล้วนะ อยู่ไหนแล้ว คือเพื่อนทุกคนจะรู้ว่าบีต้องกลับบ้านเร็ว จะรู้ว่าอยู่นานไม่ได้ ทุกคนจะเข้าใจ ก็จะรู้ว่าอะห้าทุ่มกลับบ้านนะ เพราะเราก็ต้องให้ที่บ้านก่อน บางทีแม่โทรมาห้าทุ่มให้ไปรับหน่อย เราก็ไปรับ เราพร้อมให้เขาอยู่แล้ว ตอนแรกก็คิดว่าแม่กดดันเราหรือเปล่า แต่พอโตแล้วเราก็เข้าใจได้ว่าทำไม เราเองไม่ไปทำอะไรไม่ดีอยู่แล้ว แต่คนรอบข้างเราไม่รู้ว่าคนที่เข้ามาจะเป็นยังไง แล้วเราก็เป็นคนที่ค่อนข้างโลกสวย และอะไรก็ได้ ก็เลยต้องระวังตัวเองนิดหนึ่ง

ตอนนี้เริ่มสแกนแล้ว เพราะเราเริ่มมีประสบการณ์ ได้เจอคนมากขึ้น เราเป็นคนเปิดด้วยไง คุยกับทุกคนที่เข้ามา จะรู้สึกว่าเออเราเปิดกว้าง บางทีเขาอาจจะเข้ามาทำร้ายเราโดยไม่รู้ก็ได้นะ มันเป็นเรื่อง conservative เล็กๆ ที่มีไว้ก็ไม่เสียหาย คิดว่าให้แม่สบายใจแล้วกัน ตอนอยู่เมืองนอกบีกลับบ้านหกโมงเช้าก็มี บีบอกแม่ไปว่าอยู่บ้านเพื่อน แม่ก็ปล่อย แม่บอกว่าก็ยังดีที่บีไม่เคยโกหก บ้านเราไม่โกหกกัน มีอะไรก็คุยกันตรงๆ

อย่างนี้เคยถูกเอาเปรียบบ้างไหม

ไม่ค่อยค่ะ เพราะส่วนมากถ้าเริ่มรู้สึกว่าเข้ามาไม่ดี ก็จะแบบ…แม่เอาไงดี จะปรึกษาแม่ก่อนว่าจะตอบยังไง เราค่อนข้างมีเซนส์ ว่าถ้าเริ่มไม่ดีเราก็จะออกห่างมาเลย

เห็นบีบีชอบพกกล้องไปไหนมาไหนด้วย ทำไมถึงชอบถ่ายภาพ

ตอนเด็กๆ คุณพ่อจะชอบให้เราถือกล้อง ไม่รู้ทำไม เราก็สแนปไปเรื่อยๆ ตอนกลับมาจากเมืองนอก เราก็มีห้องของตัวเองเป็นครั้งแรก เพราะตอนเด็ก เรานอนกับคุณพ่อคุณแม่ ก็เห็นรูปที่คุณแม่แขวนไว้ เลยถามว่าทำไมเอารูปนี้มาแขวน แม่บอกว่าก็รูปนี้มันสวย แล้วบีถ่ายทอดออกมาได้ดี เขาก็ไปปรินต์ออกมาแล้วใส่กรอบไว้ให้เรา เขามองว่าเราน่าจะไปทางได้ แล้วพอเราได้ไปเรียนและได้คุยเรื่องกล้องก็รู้สึกว่าเรามีแพสชั่นเรื่องนี้ เราเป็นคนชอบวาดรูปด้วย แม่ส่งไปเรียน แต่เราก็ไม่ได้มีแพสชั่นขนาดนั้น คือมีสกิลแต่ไม่ได้ไปทางนั้น

กลับกันพอคุยเรื่องถ่ายภาพแม่เห็นว่าเรามีอะไรบางอย่าง ก็เลยผลักดันให้เราไปทางนั้น แล้วพอเราเข้าสาขา คือครูจะให้เราเลือกเข้าสาขาสามสาขา บีลงภาพถ่าย ลงออกแบบ และวาดรูป ปรากฏว่าครูเลือกภาพถ่ายให้เรา เพราะเขาบอกว่าภาพที่เราถ่ายมันมีอะไรสักอย่างหนึ่ง ซึ่งเหมาะกับทางนี้ เราก็งงเหมือนกันว่าเออเรามาทางไฟน์อาร์ตได้ยังไง ตอนแรกจะลงแฟชั่นเพราะคิดว่าได้ใช้ที่เมืองไทยแน่นอน พอเข้าไปเรียนปีแรก เราไม่เข้าใจอะไรเลย แบลงก์มาก พูดอะไรก็ไม่รู้ แล้วเป็นเด็กหัวดำคนเดียวในห้อง คือเขาพูดอะไรไม่เข้าใจเลย (หัวเราะ) เราต้องนัดครูคุยทุกอาทิตย์ เพราะเราไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูด ครูก็ค่อยๆ ป้อนเข้ามาให้เรา พอปีสองเราเริ่มเก็ตมากขึ้นกับคำว่าไฟน์อาร์ต พอปีสาม ครูชอบผลงาน มีโอกาสได้จัดงานนิทรรศการ เราโชคดีมากที่เรามาทางนี้ เพราะรู้สึกว่าเราได้อะไรเยอะ

แล้วปกติถ่ายภาพแนวไหนบ้าง

ได้หมด เราได้หมด ชอบถ่ายสแนป ล่าสุดเราไปทำงานกับ The Standard เขาให้โปรเจกต์เรามา เราก็รู้สึกสนุกแล้ว เพราะเมื่อก่อนเราถือกล้องไปทุกที่ แต่หลังๆ เริ่มหนัก แล้วก็ไม่อยากฝากไว้กับใคร เพราะหนึ่งมันหนัก แล้วอีกอย่างคือไม่รู้ว่าเขาจะทำยังไงกับของเรา เลิกพกไปแป๊บหนึ่ง พอได้โปรเจกต์มา เราก็กลับมาพกใหม่ เราก็ตั้งซีรีส์เหมือนสมัยที่เรียนเป๊ะเลยคือถ้าให้เรากลับไปเรียนอีกครั้ง เราจะทำได้ดีกว่าเดิม เพราะเราเริ่มเข้าใจในสิ่งที่คอร์สเขาสอน เลยอยากกลับมาถือกล้อง ทุกครั้งถ้าเจอสิ่งที่อยากถ่ายแล้วไม่มีกล้องเราจะรู้สึกเสียดายมากเลยนะ รู้สึกว่าต้องเป็นกล้องนี้ กล้องของเราเท่านั้น

ส่วนใหญ่ใช้กล้องประเภทไหน

ได้หมดเลย อย่างกล้องฟิล์มเนี่ย เราชอบเสน่ห์ของมันที่ว่าเราต้องคิดก่อนถ่าย แล้วเราต้องลุ้น ว่ารูปออกมาจะเป็นยังไง กล้องฟิล์มเป็นกล้องที่ไม่สามารถคาดหวังได้อยู่แล้ว นี่ละความสนุกของชีวิต กล้องดิจิทัลอาจจะถ่ายได้เฉพาะงาน หรืออาจจะเป็นการถ่ายทอดในสิ่งที่กล้องฟิล์มทำไม่ได้ เราชอบกล้องฟิล์ม รู้สึกว่ามันมีเสน่ห์

เคยคิดอยากเป็นช่างภาพอาชีพไหม

เคยคิดนะ ตอนเด็กๆ ที่เราได้กล้องมา เราอยากถ่ายภาพมาก แม่เลยให้ไปถ่ายฟิตติ้งที่กองละคร ถ่ายเป็นแบ็กอัพของพี่อู๋ ธนากรอีกทีหนึ่ง ก็รู้สึกสนุก แต่ว่างานยังไม่ถึง ตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องอะไรมาก แต่ก็อยากเป็นช่างภาพนะ ตอนนี้เลยแบบใครสามารถพาบีเข้าไปฝึกงานกับช่างภาพเก่งๆ ได้ บีไปหมดเลย ล่าสุดบีไปกับเพนดูลั่ม ได้ไปฝึกงานกับพี่ณัฐ ประกอบสันติสุข เป็นอะไรที่ใหม่ เราไม่เคยเห็นมาก่อน ได้ไปเห็นเทคนิคใหม่ๆ เห็นการทำงานของเขา และเอามาปรับใช้กับงานของเราได้ เราเลยอยากเป็นที่ช่างภาพที่สื่อออกมาได้ดี ถึงแม้จะถ่ายออกมาไม่สวยก็ตาม ทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่ารูปของบีดูแล้วเหมือนมีชีวิต ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน เราถ่ายไม่สวยนะ แต่มันมีชีวิต

แล้วได้ลงในโซเชียลมีเดียบ้างไหม

เมื่อก่อนเราลงไอจีเยอะนะ แต่คนไม่เก็ตภาพถ่ายเรา เราก็เลยอืม…ไม่เป็นไร เราเก็บงานไว้ให้คนที่อยากเห็นดีกว่า เราอยากแบบ เห้ย เล่นฟิล์มเหรอ ไหนขอดูภาพหน่อยสิ คือคนที่อยากเห็นงานเราจริงๆ ถึงจะอยากโชว์งานเรา การลงไอจีก็เหมือนแค่ได้โชว์งาน แต่เราอยากคุยกับคนที่สนใจเรื่องนี้จริงๆ มันไม่เหมือนการคอมเมนต์นะ สมมติเราไปเจอช่างภาพที่เราปลื้ม เราได้ไปคุย เห้ย พี่เราถ่ายแบบนี้ เราแก้ยังไง อยากถ่ายแบบนี้ต้องทำยังไง อะไรแบบนี้ ซึ่งเราทำแบบนี้บ่อยจริงๆ เวลาไปเจอช่างภาพที่เราชอบ เราจะได้เทคนิคกลับมาเยอะมาก

มองอนาคตตัวเองในอีกห้าปีข้างหน้ายังไง และมองอนาคตของแอค-อาร์ตยังไง

ตอบยากมากเลยอะ มองเห็นอนาคตตัวเองไหม…ไม่เห็นนะ ไม่เห็นในที่นี้คือเราไม่ได้คาดหวังอะไรทั้งสิ้น เนี่ยวันนี้บียังไม่รู้ตัวเองเลยว่ามาอยู่จุดนี้ได้ยังไง ห้าปีที่แล้วยังคิดว่าตัวเองอยากเป็นช่างภาพ แต่พอตอนนี้มาอยู่ในกองถ่าย ซึ่งคุณแม่เป็นคนวางเส้นไว้ให้ แต่มันก็อาจจะแตกแขนงไปอีกก็ได้ เราไม่มีทางรู้ มันไปได้หมดเลยแล้วแต่เข็มทิศชีวิตว่าจะไปทางไหน

ส่วนอนาคตของบริษัทก็ไม่มีทางรู้อีก การที่บีขึ้นไปดูแล ทุกอย่างจะเปลี่ยน เพราะไม่ใช่คุณพ่อคุณแม่ดูแล คนละคน คนละแนว คนละการทำงาน เราก็ต้องพยายามทำให้ออกมาให้ดีที่สุดในความเป็นแอค-อาร์ต แต่ถึงไหม ไม่ถึง เพราะเราไม่ได้เป็นคนกำเนิดแอค-อาร์ต เราเป็นคนที่เข้ามาสานต่อและทำให้สมบูรณ์ที่สุด ให้มีความเป็นแอค-อาร์ตที่สุด ดูซิว่าเราจะทำได้ดีแค่ไหน หรือคนดูติชมเรามากแค่ไหน บางทีเราอาจจะคิดว่าทำถึงแล้ว แต่คนดูก็คิดว่าเราทำได้ไม่เท่าคุณพ่อคุณแม่ หรือเห้ย ทำดีกว่าคุณพ่อคุณแม่ เรามองไม่ได้เลยนะ เรื่องอนาคตเป็นเรื่องที่มองได้ แต่คาดหวังไม่ได้

นิยามความเป็นแอค-อาร์ตคืออะไร

ไม่รู้เหมือนกันนะ เราไม่สามารถอธิบายความเป็นแอค-อาร์ตได้ คนอาจจะมองเป็นแอบสแตรกต์ บางคนมองเป็นมินิมัล แล้วแต่คนมอง ประสบการณ์ของคนคนหนึ่งจะบ่งบอกความคิดของเขา เขาอาจจะผ่านร้อนผ่านหนาวมาอีกแบบหนึ่ง เขาก็เลยจะมองอีกแบบ เราไม่เคยนิยามอะไรได้ แล้วแต่มองมากกว่า เรามองงานศิลปะสองชิ้นยังไม่เหมือนกันเลย เพราะคนมองเป็นคนละคนกัน

แล้วพรุ่งนี้คิดว่าตัวเองกำลังจะทำอะไรอยู่

อ้อ พรุ่งนี้เหรอคะ มีสัมภาษณ์รายการค่ะ (ยิ้ม) 

 

photo: Kittinan Sangkaniyom 
text: Ratta P 
HOROSCOPE