THE TOYS กับการเล่าเรื่องของเขาผ่านเสียงดนตรี

เขียนโดย BeamHoneyB

ตอนที่ทอยมาโปรโมทเพลง 04:00 และ TOY ที่กอง เรามีโอกาสได้คุยกับเขา ครั้งนี้เราขอเจอะประเด็นถึงการเป็น “ศิลปิน” ของทอยหน่อย เรื่องนี้คุยกับทอยแล้วสนุกกว่าเรื่องอื่นที่เคยคุยกันมา เพราะได้เห็นตัวตนของเขาจริงๆ เขาเล่าถึงมันได้ยาวกว่าเรื่องไหนๆ งานดนตรีคือตัวของเขา ทำให้ทอยเป็นทอยในทุกวันนี้

 

ขอบคุณรูปจาก FB: @thisisthetoys

 

เด็กชายทอยก็จะดื้อนิดๆ ซนหน่อยๆ  

ตอนเด็กๆ ทอยอยากเป็นนักแข่งรถ เขาชอบดูงานแข่งบนทีวีแต่ก็ไม่เคยไปดูแบบสดๆ นะ ทอยไม่ใช่เด็กดื้อ วีรกรรมที่โหดสุดก็คือตอนนั้นยังตัวเล็กอยู่แล้วเกิดอยากกินไอศรีม เขาเอื้อมมือไปหยิบในช่องฟรีซแล้วตู้เย็นก็หลนลงมา แต่ก็ไม่ทับนะ “ผมเร็วครับ” พอถามว่าแม่ว่ามั้ย ทอยบอกว่า “ได้อยู่”

ลูกชายของครอบครัวดนตรี

ด้วยความที่สมาชิกในครอบครัวทอยเป็นศิลปินกันหมด ทอยก็เลยเกิดมากับเสียงดนตรี ซึมซับมาตั้งแต่เด็กๆ อยู่กับมันทั้งวันทั้งคืน “ตื่นมาก็จะได้ยินคุณพ่อเล่นดนตรี คุณป้า (เจินเจิน บุญสูงเนิน นักร้องชื่อดังเจ้าของเพลงในตำนาน  “ต้องสู้จึงจะชนะ”) ซ้อมร้องเพลง คุณแม่ (นิตยา บุญสูงเนิน นักร้องเพลงป็อบชื่อดังเจ้าของเพลง “เจ็บนิดเดียว”) ก็ร้องเพลง เป็นรูทีนที่ผมชินแล้ว” แต่ถึงยังไงที่บ้านก็ไม่สนับสนุนการเป็นศิลปินของทอยเลยสักนิด เพราะพวกเขารู้ดีกว่าการที่จะขึ้นมาเป็นศิลปิน มันไม่ใช่เรื่องง่าย ทอยใช้วิธีการพิสูจน์ความสามารถแบบไม่รีบ “ทำแบบที่ผมอยากทำ ทำไปเรื่อย ลงประกวดกีต้าร์ ทำเพลงในส่วนที่เราทำได้ ถ้าเขาห้ามก็ไม่เป็นไร มันก็พอจะมีช่องทางอื่น ก็สนองนี้ดตัวเองไปวันๆ” การเล่นดนตรีเป็นสิ่งที่ทำให้เขามีความสุข ก็เลยทำไปแบบไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ตอนนั้นทอยก็รู้จักรุ่นพี่ที่เป็นโปรดิวเซอร์และรู้จักอะตอม My Idol ช่วงแรกของอาชีพนักแต่งเพลงของทอยก็เลยเหมือนเพื่อนทำให้เพื่อน แต่หลังจากนั้นความสามารถก็ทำให้ทอยมีผลงานให้ศิลปินคนอื่นๆ ต่อมาเรื่อยๆ

 

ความเด็ดเดี่ยวของหนุ่มวัย 17 ปี ที่รักในเสียงเพลง

พอตอนอายุ 17 ปี ทอยตัดสินใจไม่เรียนต่อแล้วหันมาทุ่มให้กับงานเพลง พอเราถามถึงเหตุผลเขาก็ตอบมาแบบคมๆ จนเราต้องลอกทุกคำพูดมาแชร์ให้สาวๆ ฟัง “ตอนนั้นในหัวผมเป็นอะไรไม่รู้ ขี้เกียจรอ ถ้าวันหนึ่งเราเจอสิ่งที่เราชอบมาก และเราก็อยากจะทำมัน ณ วันนั้นเลย และก็คิดเรื่องนั้นมานานแล้ว แต่เราต้องอดทนทำในสิ่งที่ไม่ชอบเพื่อลดความเสี่ยงในชีวิตลง สร้างความมั่นคงในชีวิต ซึ่งมาเป็นเรื่องดีนะ แต่ผมมองว่าก็ถ้าจะไม่เสี่ยงก็อยู่บ้านตั้งแต่วันนี้เลย ไม่ต้องออกไปเจอรถเจอรา กินข้าวอยู่บ้านก็ไม่เสี่ยงเหมือนกัน” คมไม่ละจ๊ะ

เขาไม่มีความกลัวอะไรทั้งนั้น ลุยไปข้างหน้าอย่างเดียว “คือมันไม่ได้คิดอะไรอยู่ ผมคิดน้อยๆ สั้นๆ เลย อยากทำอะไรก็ทำเลยวันนี้ แก่ไปอาจจะไม่ได้ทำ”ความคิดง่ายๆ ที่ทำให้เราหันมาสะบัดความงอแงออกจากตัวและเริ่มทำในสิ่งที่เรากลัวได้

ความเป็นทอยที่ไม่เหมือนใคร

ที่บ้านของทอยเคยคิดว่าเขาไม่น่าจะเป็นนักร้องได้เพราะเป็นคนเอ็นเตอร์เทนไม่เป็น แต่ก็ไม่เครียดกับคำนี้นะ ทุกวันนี้โด่งดังแล้ว เขาก็ยังไม่เข้าใจคำๆ นี้อยู่ “ผมก็ยังไม่เก็ทนะว่า เอ็นเตอร์เทเนอร์คืออะไร ประเด็นของมันคือการทำอะไร ทำยังไง” ทุกวันนี้ทอยก็แค่เป็นตัวเอง ไม่ได้พยายามทำให้ตัวเองหล่อ ไม่จำเป็นต้องหาคำสวยๆ มาทำให้บทสัมภาษณ์มันดูดี “ก็นำเสนอในสิ่งที่ตัวเองเป็นละกันในเมื่อเราเป็นแบบนั้นไม่ได้”

 

แพชชั่นในการเล่าเรื่องผ่านเสียงเพลง

สำหรับเขาสิ่งที่ชอบที่สุดของการเป็นนักร้องคือ “ได้รู้ว่า ณ ตอนนั้นเขา (แฟนๆ) กำลังเสพเพลงเราเลยแบบสดๆ เป็นพลังงานชนิดหนึ่งที่การทำเพลงในห้องมันไม่มี” แต่สำหรับการเป็นนักดนตรี นักแต่งเพลง สิ่งที่ชอบคือการได้เล่าเรื่อง “ถ้าผมอยากเล่าเรื่องนี้ อยากถ่ายทอดเรื่องนี้ ก็จะทำออกมาเป็นการแต่งเพลง” สิ่งที่สำคัญที่สุดในการแต่งเพลงของทอยคือต้องมีแพชชั่นก่อน “ถ้าผมนั่งอยู่ในห้องธรรมดา แต่เกิดมีแพชชั่นก็จะแต่งเพลงได้เหมือนกัน ถ้าออกไปข้างนอกเจออะไรที่ทุกอย่างมันส่งให้เราแต่งเพลง แต่ตอนนั้นเราไม่มีแพชชั่น ก็เขียนไม่ออกอยู่ดี”

สังเกตภาษาที่ทอยใช้แต่งเพลงจะง่ายๆ ทอยบอกว่า “อย่าไปคิดอะไรเยอะ” แค่รู้สึกยังไงก็เขียนออกมา เขาไม่มีวิธีการแต่งเพลงแบบอื่นเลย ทำให้เราเดาว่าทอยไม่น่าจะเป็นคนซับซ้อน เขาอาจจะติสท์มีความคิดต่างในบางครั้ง แต่เขาจะเป็นยังไงก็เป็นแบบนั้นเลย

 

กว่าจะแต่งเพลงได้ขนาดนี้ต้องศึกษาสไตล์เพลงให้ลึก

ทอยคิดว่างานของเขาไม่เหมือนคนอื่นตรงที่เป็น “แนวเพลงเชิงทดลอง” เพลงของทอยจะไม่มีแนวเดียว ทอยลองทุกสไตล์ ผสมแนวเพลงที่ต่างเข้าด้วยกัน แต่ก่อนจะสร้างผลงานดีๆ แบบนี้ได้ก็ต้องศึกษาเพลงแต่ละแนวให้ลึกก่อน ซึ่งวิธีของทอยคือการฟัง ถ้าวันนี้อยากรู้ว่ารากเสียง การกำเนิดของโครงสร้างคอร์ดแนวนี้เป็นยังไงก็จะฟังวนไปไม่หยุด “อย่าง EDM ทำไมต้องไปเปิดที่ผับ ทำยังไงถึงสร้างอารมณ์ทำให้คนโยกตามได้ อาทิตย์นั้นทั้งอาทิตย์ก็จะฟังแต่เพลง EDM เพื่อทำความเข้าใจพ้อยท์ ของมัน” ซึ่งทอยจะสนใจวิธีการทำเพลงชอง Skrillex และ PolyCat เป็นพิเศษ ส่วนในเรื่องของเนื้อร้อง ทอยจะชอบการเล่าเรื่องของบอย โกสิยพงษ์

ถ้าวันหนึ่งทอยไม่ดังเหมือนทุกวันนี้ “ผมก็คิดว่ามันก็เหมือนวันแรกที่ไม่มีอะไร”

ทอยไม่เคยคิดอยากเป็นนักร้องเลยในชีวิต เขาไม่เคยคิดถึงการที่จะต้องมีแฟนคลับ มีชื่อเสียง ทุกวันนี้เขาก็ยังงงอยู่ว่ามันมาได้ยังไง “ถ้ามันมามันก็มาเอง เดี๋ยวมันไปมันก็ไปเอง ผมก็คิดว่ามันก็เหมือนวันแรกที่ไม่มีอะไร” แบบนี้เขาเลยยังไม่รู้สึกกดดันกับการทำเพลง ถึงแม้ว่าเพลงที่ออกมาก่อนหน้านี้จะดังมากๆ ก็ตาม “ยังไม่เจอคำว่ากดดัน เจอคำถามนี้มาบ่อยมาก แต่ผมยังไม่สัมผัสถึงมันเลย ยังไม่เจอเลย”

 

สำหรับทอยคำว่า “ศิลปิน” ก็คือคนสร้างงานศิลปะ ทุกวันนี้ทอยก็ยังคงคิดว่าเขาคือคนปกติคนหนึ่ง แต่ก็คงจะแปลกตรงที่เขาทุ่มเทให้กับสิ่งที่เขารักมากๆ สำหรับเขาดนตรีไม่ใช่สิ่งที่ช่วยให้เขามีชื่อเสียงเงินทอง แต่มันคือตัวของเขาเอง ความดังที่ได้มาทุกวันนี้เกิดจากการที่เขาให้ใจกับดนตรีแบบเต็มร้อย หลังจากนี่ไม่ว่าชีวิตของเขาจะเป็นยังไง ทอยก็จะยังคงมีความสุขกับการเล่าเรื่องเหมือนเดิม และนี่แหละคือ “ศิลปิน” ในแบบของทอย!

 

 

 

 

 

 

HOROSCOPE