Nappily Ever After ต้องดีขนาดไหนถึงเรียกว่าเพอร์เฟค หรือแค่เป็นตัวเองก็พอ - CLEO Thailand Online Magazine

Nappily Ever After ต้องดีขนาดไหนถึงเรียกว่าเพอร์เฟค หรือแค่เป็นตัวเองก็พอ

!! Spoil Alert !!

เมื่อวันก่อนเปิดเข้า Netflix แล้วเจอกับหนังเรื่องใหม่ขึ้นแนะนำหน้าแรก ภาพหน้าปกเป็นภาพหญิงสาวผมสกินเฮด กับลายดอกไม้ ชื่อเรื่อง ‘Nappily Ever After’ ดูแล้วน่าสนใจดีว่าจะออกมาเป็นเหมือนในตอนจบการ์ตูนดิสนีย์ที่ทั้งคู่จะอยู่ด้วยกันแบบ Happily ever after รึเปล่า

 

Nappily Ever After พูดถึงไวโอเล็ต โจนส์ (แสดงโดย Sanaa Lathan) หญิงสาวคนหนึ่งที่มีปมเล็กๆ เพราะเธอถูกเลี้ยงมาโดยคุณแม่ที่บ้าคลั่งความเพอร์เฟค หน้าผม กิริยามารยาทต้องดี ต้องดูแลเส้นผม ห้ามโดนน้ำ และต้องหวีด้วยแปรงที่โดนความร้อนเพื่อให้ผมเรียบตรง (อยากสวยต้องอดทน) จนเธอโตขึ้นได้มาเจอกับแฟนหนุ่มคลินท์ แต่สุดท้ายก็ต้องเลิกรากันไป นี่เลยเป็นจุดเปลี่ยน ที่ทำให้เธอกลับมาฟังเสียงหัวใจตัวเอง

 

ชีวิตของไวโอเล็ต ติดอยู่ในกรอบๆ เดียวคือ ความเพอร์เฟค ที่แม่เธอสร้างขึ้นมาให้ ผม ที่ฟูฟ่องตามธรรมชาติเวลาโดนน้ำกลายเป็นความอับอายที่เธออยากปิดบัง และหลบซ่อนไว้ เปลี่ยนตัวเองเป็นสาวผมตรงที่ต้องสวย ผมออกมาดูเพอร์เฟคตลอดเวลาแม้เวลาตื่นนอน แต่ถ้าถามว่านั่นคือสิ่งที่เธอต้องการรึเปล่า เราว่าลึกๆ ในใจเธอคงตอบว่า ไม่ เพราะความเพอร์เฟคนี้ ทำให้เธอเสียคนที่เธอรัก

“ผมไม่รู้จักคุณด้วยซ้ำ…คุณไม่เคยเสี่ยง เพราะคุณต้องดูเพอร์เฟคอยู่ตลอดเวลา แต่การดูเพอร์เฟคตลอดเวลา ก็เหมือนกับการออกเดทครั้งแรกมาสองปี”

ประโยคบอกเลิกของคลินท์ กลายเป็นจุดเปลี่ยนของเรื่องราวทั้งหมด เพราะหลังจากนั้นไวโอเล็ตก็ได้ฤกษ์เปลี่ยนทัศนคติตัวเองใหม่ ซีนเด็ดที่ทำเอาเราร้องไห้คือซีนที่ไวโอเล็ตโกนผมหน้ากระจก ถ้าเส้นผมทำให้เธอติดกับดักความเพอร์เฟค ชีวิตยุ่งเหยิง งั้นโกนทิ้งเปลี่ยนเป็นคนใหม่ไปเลยดีกว่า (ซีนนี้ซาน่าโกนผมจริงๆ เล่นจริง สกินเฮดจริงเลย) ไวโอเล็ตต้องขอบคุณแอลกอฮอล์ในร่างกาย เพราะมันทำให้เธอกล้าลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่แม้แต่เธอเองยังไม่คิดว่าตัวเองจะกล้า

 

via GIPHY

 

ดูเหมือนชีวิตของไวโอเล็ตจะดูน่าสงสารนะ แต่ก็มีคนไม่น้อย ที่ติดกับดักความเพอร์เฟคไม่ต่างจากที่ไวโอเล็ตเป็น ยังถูกค่านิยม ความสวยงามตามอุดมคติของคนอื่นตัดสินอยู่ อย่างทุกวันนี้ที่ต้องขาวสิถึงจะสวย ต้องขาเรียว แต่งหน้า แต่งตัวแบบนั้นแบบนี้ ต้องทำนู่นนี่เต็มไปหมด บางเรื่องเราทำตามโดยที่ไม่ได้ถามตัวเองด้วยซ้ำว่ามันจำเป็นจริงๆ และเรามีความสุขที่จะทำรึเปล่า เหมือนกับที่ไวโอเล็ตตอบกลับแม่ไปในตอนท้ายว่า “แม่สอนให้หนูเป็นผู้หญิงอย่างที่ผู้ชายต้องการ แต่ไม่ใช่อย่างที่หนูอยากเป็น”

เราคงไม่โกนผมเปลี่ยนตัวเองแบบไวโอเล็ตหรอก แค่อยากให้ย้อนกลับมาถามตัวเองว่า ฉันเป็นใคร แล้วเริ่มต้นทำในสิ่งที่รัก สิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุขได้แล้ว พอใจจะไม่แต่งหน้าออกจากบ้านก็ไม่ต้องแต่ง ดีซะอีกจะได้พักผิวบ้าง พอใจจะแต่งตัวแบบไหนก็ทำไปเลย ไม่ต้องซื้อเสื้อผ้าตามเทรนด์ทุกซีซั่น หรือลองทำเรื่องบ้าๆ หลุดโลกแบบที่ไม่มีใครเข้าใจเลยก็ได้ มีไลฟ์โกลด์ให้ตัวเองว่าจะทำในสิ่งที่ฉันพอใจจะทำ และทำให้ฉันพอใจ ตราบใดที่ไม่ทำให้คนอื่นลำบาก ก็อย่ามาลำบากแทนเลย

via GIPHY

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำเอาเราตั้งคำถามกับตัวเองแทบทั้งเรื่องว่า สุดท้ายแล้วความเพอร์เฟคคืออะไร ธรรมชาติดีไม่พอเหรอ.. จนไวโอเล็ตให้คำตอบมาว่า ถ้าหากการเป็นตัวเองไม่ใกล้เคียงกับความเพอร์เฟคในอุดมคติ แล้วยังไง มันผิดตรงไหนกันล่ะ ก็ฉันเป็นของฉันแบบนี้ ไม่ว่าใครก็เปลี่ยนไม่ได้ และจะไม่เปลี่ยนตัวเองเพื่อใคร

 

HOROSCOPE