HomeStay หลังนี้สอนให้รู้ว่า จงใช้ชีวิตด้วยจิตใจอันเข้มแข็ง! - CLEO Thailand Online Magazine

HomeStay หลังนี้สอนให้รู้ว่า จงใช้ชีวิตด้วยจิตใจอันเข้มแข็ง!

By Meji

‘HomeStay’ แค่ได้ยินชื่อเรื่องเราก็อยากรู้แล้วว่าเป็นหนังเกี่ยวกับอะไร และเป็นเรื่องแรกที่ไม่ได้ดูทีเซอร์ หรืออ่านเรื่องย่อใดๆ มาก่อนเลย เห็นเพียงโปสเตอร์ ที่คิดว่าน่าจะเป็นหนังแนวแฟนตาซีและมีความฟีลกู้ดตามสไตล์ GDH นอกจากหนังที่ยังคงเดาทางไม่ถูกแล้ว เรื่องนี้ยังได้ลีดเดอร์ของวง BNK 48 เฌอปราง อารีย์กุล มารับบทนำด้วย สร้างเสียงฮือฮาไม่ใช่น้อยกับการกระโดดมาเล่นหนังครั้งแรกของเจ้าตัว

 

จากนวนิยายดังญี่ปุ่น ‘Colorful’ สู่ภาพยนตร์ทริลเลอร์ แฟนตาซี ‘HomeStay’

Colorful ผลงานปลายปากกาของ โมริ เอโตะ เรื่องราวเกี่ยวกับวิญญาณที่พึ่งตายไป แต่โชคดีได้รับโอกาสให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งภายใต้ร่างของคนอื่น และต้องค้นหาสาเหตุการตาย แก้ปมต่างๆ ของร่างนี้ในระยะเวลาที่กำหนดเพื่อจะได้มีชีวิตในร่างนี้ต่อไป เคยถูกตีพิมพ์และแปลออกมาเป็นภาษาไทยเมื่อนานมาแล้ว และได้กลับมาตีพิมพ์อีกครั้งโดยสำนักพิมพ์แจ่มใส นับว่าเป็นนวนิยายเยาวชนที่ให้ข้อคิดเรื่องการมองโลกและคนรอบข้างในชีวิตได้ดีมากๆ เหมือนกับตอนหนึ่งในหนังสือที่บอกไว้ว่า “ใครๆ ในโลกนี้อาจจะมีชีวิตอยู่โดยเข้าใจคนอื่นผิด หรือถูกใครบางคนเข้าใจผิดไป และมนุษย์ ไม่ได้มีแค่สีดำกับสีขาว แต่เป็น colorful ต่างหาก”

 

และแล้ว GDH ก็ได้หยิบยก Colorful มาทำเป็นหนัง เขียนบทและกำกับโดย ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ ในชื่อเรื่องว่า ‘HomeStay’ นำแสดงโดย เจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ (รับบท มิน) , เฌอปราง อารีย์กุล (รับบท พาย) และ นพชัย ชัยนาม (รับบท ผู้คุม) ถึงแม้เนื้อเรื่องจะเกี่ยวกับวิญญาณ ความตาย แต่ความตายก็ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่กลับเป็นจุดเริ่มต้นของคำว่า ‘HomeStay’ ที่จะทำให้เราค้นพบความหมายใหม่ของ ‘ร่างชั่วคราว’ นี้

 

 

‘ร่างชั่วคราว’ กับ รางวัลสุดมหัศจรรย์จากสวรรค์

“มึงได้รางวัลนะ” เสียงของผู้ชายท่าทางลึกลับที่เรียกตัวเองว่าผู้คุม บอกวิญญาณในร่างมิน ขณะที่กำลังยืนประจันหน้ากันบนผนังตึกของโรงพยาบาลที่หมุนพลิกราวกับแรงโน้มถ่วงกลับด้าน เป็นฉากที่ทำให้คนดูอย่างเรารู้สึกลุ้นปนตกใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับร่างของมิน และยังไม่ทันที่เขาจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ ก็ต้องพบว่าวิญญาณเขาเองอยู่ในร่างของเด็กชายม.ปลายคนหนึ่ง และได้รับรางวัลให้อยู่ในร่างนี้ได้ 100 วัน แลกกับการหาคำตอบการตาย ว่าร่างนี้ตายเพราะอะไร และถ้าหาคำตอบไม่ได้ ก็จะไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดและไม่ได้อยู่ในร่างนี้อีกตลอดกาล เราชอบการเปิดฉากที่ชวนให้คนดูตั้งคำถามไปพร้อมๆ กับตัวละคร เหมือนเราได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ ทั้งลุ้น แต่ก็อยากรู้ว่าตัวละครนี้จะแก้ปมที่เกิดขึ้นได้อย่างไร

 

ความผิดหวังซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า

ตลอดระยะเวลา 100 วัน ที่มินต้องหาคำตอบการตาย มี 3-4 ฉาก ที่ผู้คุมปรากฏตัวออกมาในร่างของคนอื่นๆ เพื่อเฝ้าดูวิญญาณในร่างของมินถึงความคืบหน้าในการค้นหาคำตอบ ซึ่งมีอยู่ฉากหนึ่งที่มินกำลังไปเจออะไรบางอย่างในไฟล์จดหมายที่เขาเขียนไว้ก่อนตายถึงแม่ มีข้อความที่พูดถึงพี่ชาย ครอบครัว และพาย พี่รหัสที่เขาแอบชอบ จนได้ไปเจอความจริงบางอย่างของพายที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับอาจารย์ผู้สอน นั่นเริ่มเป็นจุดพลิกอารมณ์ของตัวละคร ที่ทำให้เขาเริ่มสัมผัสถึงความผิดหวัง ความเสียใจแบบสุดๆ จนคิดว่าร่างนี้ไม่น่าอยู่เสียแล้ว หวังจะไปพึ่งแม่ที่เป็นที่พึ่งเดียว ก็กลับพบว่าแม่ไปมีอีกครอบครัวโดยที่ไม่บอกพ่อ เขาและพี่ชาย เหมือนโดนหักหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกอย่างถาโถม ความเศร้า ความหม่นของอารมณ์ตัวละคร และการมองคนรอบตัวแบบติดลบจึงเกิดขึ้น ทำให้เขาคิดเอาเองว่านี่คือสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้มินต้องฆ่าตัวตาย แต่ปรากฏว่าคำตอบนั้นผิด!! กลายเป็นว่าเหลือเวลาอีกแค่ 3 วันเท่านั่น!! ที่จะอยู่ในร่างนี้ ถึงแม้จะผิดหวังกับเรื่องที่เจอสุดๆ แต่วิญญาณในร่างมินก็เริ่มปล่อยวาง และโฟกัสกับสิ่งที่อยากทำ นั่นคือการวาดภาพพายตามที่ตั้งใจไว้ให้เสร็จ

 

3 วันที่เหลือในร่างมิน….เขาได้รู้ความจริงบางอย่างของเม่น พี่ชาย เรื่องไปเรียนต่อ จากที่เขาคิดมาตลอดว่าเม่นไม่ชอบ เกลียดมินเข้าไส้ อยากให้มินตาย จนได้มารู้จากปากเม่นว่า ตัวเองยอมสละทุนเรียนต่อเพราะเป็นห่วงมินจากที่บังเอิญไปเห็นจดหมายลาตายที่มินตั้งใจจะส่งให้แม่ ภาพของมินที่มองคนรอบตัวจึงค่อยๆ เปลี่ยนไป และกลับพบว่าชีวิตมันก็ไม่ได้แย่ไปซะหมด!

 

คุณค่าของการมีชีวิตอยู่

วันสุดท้ายที่เหลือ เขาได้มานั่งดูการแปลภาพบนสแตนกับเพื่อนสนิทที่แอบเอารูปของมินที่เคยวาดไว้เมื่อนานมาแล้ว ขึ้นแปลบนสแตนด้วย ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับกลายเป็นภาพเดียวกับที่เขาพึ่งวาดเสร็จ และก็ต้องสะดุดใจกับประโยคที่เพื่อนสาวบอกว่า “มึงก็ยังเป็นมึงคนเดิม ไม่ว่ายังไงก็ยังชอบพี่พายไม่เปลี่ยน” ภาพทุกอย่างเริ่มปะติดปะต่อ ขณะเดียวกันเขาก็ล้มลงและภาพก็ตัดมาที่ห้องของมิน เขาฟุบอยู่หน้ากระจก เเละในกระจกก็ปรากฎภาพผู้คุมในร่างของมิน เขาได้บอกกับผู้คุมว่าเข้าใจทุกอย่างแล้วว่าความจริงเขาก็คือ ‘มิน’ และสาเหตุที่มินฆ่าตัวตายไม่ใช่เพราะใคร แต่เป็นเพราะตัวมินเอง เหมือนเวลาหยุดเดิน นาฬิกาทรายเม็ดสุดท้ายถูกหวนกลับ ใช่ เขาตอบถูก!! และนั่นทำให้มินได้กลับมามีชีวิตในร่างของตัวเองอีกครั้งพร้อมการมองโลกและผู้คนรอบข้างในมุมใหม่ที่เป็นจริงมากขึ้น ว่าโลกนี้ไม่ได้มีเพียงแค่สีดำอย่างที่เขาเคยคิด

“ร่างที่มึงอยู่ก็แค่ชั่วคราว ยังไงเราก็ได้เจอกันอีก” คำพูดทิ้งท้ายก่อนที่ผู้คุมจะไป เป็นสิ่งหนึ่งที่หนังพยายามบอกว่า อย่ายึดติดกับสิ่งที่เป็นอยู่ และเมื่อมีชีวิตอยู่ก็ควรใช้ให้คุ้มค่า เข้ากับหลักธรรมทางพุทธศาสนาเรื่องหลักไตรลักษณ์ ความไม่เที่ยง ความทุกข์ และความไม่มีตัวตน ดูเรื่องนี้จบยิ่งทำให้เราหันกลับมามองชีวิตตัวเอง ยามที่เราผิดหวัง ทุกข์ เศร้า ให้เราคิดซะว่า ชีวิตยังมีด้านดีๆ เรื่องดีๆ รออยู่เสมอ อย่าได้คิดสั้น เพราะชีวิตจริงมันไม่มีรางวัลแบบมินที่จะได้กลับมาใช้ชีวิตอีกครั้ง เเละเมื่อมีชีวิตเป็นรางวัลเเล้ว ก็จงใช้ให้คุ้มค่าและมีความสุขด้วยใจที่เข้มเเข็ง 

ขอบคุณภาพจาก GDH

 

HomeStay พร้อมให้ลุ้นหาคำตอบไปพร้อมๆ กันเเล้วทุกโรงภาพยนตร์

 

HOROSCOPE