รวม 5 เรื่องสั้นที่คลีโอช๊อคนอนตาค้าง #กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่าน

creepy Halloween background of Ghost at night

ต้องยอมรับว่าเรื่องเหนือธรรมชาติ เรื่องลี้ลับเนี่ยแล้วแต่ความเชื่อส่วนบุคคลจริงๆ สำหรับใครที่ชื่นชอบความสยองขวัญ ชอบฟังเรื่องเล่าน่ากลัวๆ คลีโอก็มีประสบการณ์ของคนในกองเรามาเล่าให้ฟัง จะหลอนขนาดไหน ถามใจเธอดู

 

Knock Knock!

“ตอนนั้นเพิ่งเข้าปีหนึ่งซึ่งมหา’ลัย วิทยาเขตนี้อยู่ไกลกรุงเทพฯ และถูกบังคับให้ต้องอยู่หอ” น้องมรกต(นามสมมติ) เล่าว่าเป็นหอพัดลม อยู่ห้องกับเพื่อน 6 คน มีเตียง 5 เตียง ตั้งแต่เข้าอยู่หอได้ยินคำเตือนจากรุ่นพี่มาตลอดว่า “อย่าอยู่หอคนเดียว จะไปไหนให้ไปกับเพื่อน” แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่ติดกับเพื่อนตลอด 24 ชั่วโมง วันนั้นน้องมรกต รู้สึกป่วย เธอป่วยจริงๆ แบบที่ขอนอนอยู่บนเตียงไม่ขยับไปไหนทั้งสิ้น ก็เลยนอนอยู่ที่ห้องช่วงกลางวันที่เพื่อนออกไปเรียนกันทั้งหอ

หอนี้เมื่อมีเสียงดังขึ้นก็จะได้ยินกันเกือบทั้งชั้น เธอได้ยินเสียงเคาะประตู #ก๊อกก๊อกก๊อก #รัว ก็นึกในใจว่า “ทำไมห้องข้างๆ ไม่ยอมเปิดประตูรับเพื่อนซะที” เสียงดังอย่างนั้นอยู่ 2-3 ครั้ง เธอเลยลุกขึ้นมาตั้งสติ เผื่อจะได้เดินไปเปิดดูว่าเสียงจากห้องไหน สายตาของมรกต ก็โฟกัสไปที่ตู้เสื้อผ้าไม้ที่ตั้งอยู่ปลายเตียง “ก๊อกก๊อกก๊อก” เสียงดังขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมภาพของตู้ที่สั่นเหมือนมีแรงกระแทกมาจากข้างในตามเสียงเคาะ ในตอนนั้นด้วยความป่วยและพิษไข้ เธอเลยคิดในใจว่า ถ้าวิ่งหนี ก็คงไม่ทัน “ถ้าตู้เปิดออกมาล่ะ”

น้องมรกต ตัดสินใจ ล้มตัวลงแล้วคลุมโปงซะ จะได้ไม่เห็นอะไรด้วยตา หลังจากนั้น เพื่อนก็กลับมาตอนเย็นก็เลยหลอกใช้เพื่อนให้เปิดหาของในตู้ให้หน่อย น้องมรกตเก็บของในตู้ที่ชั้น 1 และ 2 ส่วนชั้นล่างสุดเธอไม่อยากก้มเก็บสิ่งใด จึงไม่เคยเปิดใช้ปล่อยว่างอย่างนั้น เพื่อนค้นทุกซอกทุกมุมหาของที่ไม่รู้ว่าอะไร จนกระทั่งเปิดไปเจอลิ้นชักชั้นล่างสุด ก็เจอยันต์หนึ่งแผ่น ปลิวออกมา…

ความจริงแล้วหลังจากนั้นก็ไม่เกิดอะไรขึ้น แต่น้องมรกตก็ขอย้ายหนีลงมาด้วยความกลัว และปล่อยให้รูมเมทเผชิญชะตากรรมต่อไป และไม่มีใครใช้ตู้นั้นอีกเลย

 

เปิดประตูให้หน่อย

น้องเพลง(นามสมมติ) อยู่ในบ้านหลังเดิมมาประมาณ 3-4 ปี เธอรู้สึกมาตลอดแต่พิสูจน์ไม่ได้ว่าในบ้านหลังนี้มีอะไรแปลกๆ หรือไม่ แต่คืนนั้นที่เธอนอนหลับกำลังสบายและฝันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งมาบอกเธอว่า “เปิดประตูให้หน่อย” ในฝันเธอกำลังจะเปิดให้ เมื่อได้สติก็รู้สึกว่าตัวว่า มือของเธอกำลังจับลูกปิดและตามองไปในความมืดที่ด้านนอก แต่ไม่เห็นอะไร ก็เลยปิดประตูและล็อคกลอน

เธอไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นและเธอได้เปิดให้ใครเข้ามาหรือเปล่า

 

ตอนมาไม่เห็นมี

เพราะเป็นช่วงที่ต้องทำโปรเจคหนักๆ และงานกลุ่มโปรเจคก็เยอะจนไม่สามารถจะแบ่งเวลาให้กันได้ แจสมิน(นามสมมติ)จึงนัดแนะกับเพื่อนๆ ว่าคนวันศุกร์ที่จะถึงนี้เราจะไปรวมตัวกันทำโปรเจคสุดท้ายให้เสร็จที่หอเพื่อนคนนึงในกลุ่มที่ชื่อนาฏ(นามสมมติ) เมื่อวันศุกร์มาถึง เพื่อนของแจสมินชื่อแอ้ม(นามสมมติ) เดินทางมาเร็วกว่าเวลาเธอจึงมารอไปหอนาฏที่หอแจสมินก่อน แต่แจสมินกลับรู้ประหลาดอะไรบางอย่างก่อนจะเริ่มเดินทางไปยังหอของนาฏ และเธอกำชับแอ้มตลอดว่าไม่ว่าวันนี้จะทำงานจนมืด หรือจะดึกแค่ไหน ก็ต้องกลับมานอนหอแจสมินเท่านั้น

หอของนาฏเป็นหอหญิง โดยบริเวณด้านหน้าเป็นหอชายแบ่งสัดส่วนกันชัดเจน ตึกหอนาฏเป็นตึกเก่าที่มีมานานมาก จึงดูเก่าและทรุดโทรมเมื่อเทียบกับหอที่สร้างใหม่บริเวณข้างใน เมื่อแจสมินถึงหน้าหอ เธอพบกับลมแรงปะทะเข้าที่หน้าเธอแต่เธอไม่ได้ถืออะไร คิดแค่เพียงว่าอาจจะลมแรงเพราะฝนจะตก เธอและแอ้มเดินเข้ามาในตึกโดยมีนาฏลงมารับไปยังห้องของนาฏที่อยู่ชั้น 3 บรรยากาศในหอเงียบสงัด วังเวง และไฟสลัว ประตูห้องทุกห้องทำจากไม้ที่ดูเก่า ด้วยความเงียบนี้ทำให้แจสมินรู้สึกเหมือนไม่มีใครอยู่เลยสักห้อง เหมือนหอนี้ร้าง

เมื่อถึงห้องก็พบว่าเพื่อนๆ ทุกคนถึงที่หอแล้ว จึงเริ่มทำงานกัน ในระหว่างทำงานแจสมินมักจะเผลอไปมองที่ระเบียงบ่อยๆ ไม่รู้เพราะอะไร…

โปรเจคทำเสร็จในเวลาประมาณตี 4 เพื่อนๆ ทุกคนอ่อนเพลียกันมากและเริ่มหาที่นอนกันรวมถึงแอ้มด้วย แต่แจสมินไม่ยอมนอนและโทรหาแฟนของเธอให้มารับเธอและแอ้มกลับหอเดี๋ยวนี้ ทำให้เพื่อนๆ ได้แต่สงสัยที่ทำไมแจสมินไม่ยอมนอนที่นี่ เอาแต่บอกแค่ว่าจะกลับไปนอนที่หออย่างเดียว

เมื่อแฟนแจสมินมาถึงเขาโทรขึ้นมาบอกว่าเขาอยู่ที่หน้าหอแล้ว เธอรีบคว้าข้าวของและแอ้มออกจากห้องทันที เมื่อเธอเปิดประตูออกมาจากห้อง เธอพบว่าประตูห้องตรงข้ามมียันต์สีแดงแปะอยู่ เธอตกใจมากและมองไปที่ประตูห้องห้องอื่นๆ ในชั้น 3 ยิ่งทำให้เธอตกใจสุดขีดเมื่อพบว่าประตูทุกห้องมียันต์แปะอยู่ทั้งที่ตอนแรกที่เธอมามันไม่มียันต์!

แจสมินนิ่งไปสักพักพยายามฝืนตัวเองไม่ให้โวยวายเพราะกลัวแอ้มจะกลัวแล้วรีบเดินออกจากหอทันที เธอกลับไปพักผ่อนที่หอกับแอ้มแล้วตื่นมาในบ่ายวันเสาร์ เธอจึงถามแอ้มเรื่องยันต์เพื่อให้แน่ใจว่าเธอไม่ได้ตาฝาด เพราะเธอมั่นใจมากๆ ว่าตอนมาเธอไม่เห็นยันต์จริงๆ และคำตอบของแอ้มคือ เธอเห็นยันต์แต่แรกแล้ว แล้วทำไมแจสมินถึงไม่เห็นล่ะ?

แอ้มถามแจสมินกลับถึงสาเหตุที่เธอไม่ยอมนอนที่หอนาฏ แจสมินไม่พูดอะไรมาก เธอตอบแค่ว่ารู้สึกไม่สบายใจที่จะนอน เหมือนมีคนมากระซิบบอกว่า “ห้ามนอนที่นั่น ต้องกลับมานอนหอตัวเองเท่านั้น”

ภายหลังแจสมินเพิ่งมารู้ว่าหอที่นาฏอยู่เป็นหอที่เก่ามากอยู่มาตั้งแต่สมัยเปิดมหาวิทยาลัยใหม่ๆ และตึกที่นาฏพักเป็นตึกที่เขาลือกันว่ามีผีอยู่จนต้องเอายันต์มาแปะไว้ทุกห้องเลยทีเดียว

 

เขายืนอยู่หน้าศาล

น้ำ(นามสมมติ) ต้องออกไปค่ายกับคณะที่เธอศึกษาอยู่ที่จังหวัดหนึ่งในภาคเหนือ หนึ่งในสถานที่ที่เธอต้องไปแห่งหนึ่งเป็นอาคารเก่าที่มีมาแต่โบราณ แต่เดิมเป็นคุ้มเจ้าหลวงเก่าและข้างใต้อาคารเป็นห้องใต้ดินที่เป็นคุก เธอเดินชมบ้านด้านบนสักพักก็ลงมาและเห็นทางเข้าคุกใต้ดิน มีป้ายเขียนไว้ว่าให้เดินถอยหลังเข้าคุกเป็นเคล็ดและเพื่อนๆ เธอหลายๆ คนต่างกำลังพากันเข้าไปที่คุกด้วยท่าถอยหลัง เธอสนใจจึงเข้าไปดูในคุก ภายในบรรยากาศเย็น มืดและเงียบ  เธอเดินไล่ดูอย่างเงียบๆ จนมาเจอที่ห้องหนึ่งอะไรสักอย่างบอกเธอให้เข้าไปดู เธอมองเข้าไปในห้องเห็นเพื่อนๆ ของเธอสำรวจภายในห้องอยู่เธอจึงใจชื้อและกล้าเข้าไป เมื่อเธอก้าวเท้าเข้าไปเธอก็ต้องตกใจกับศาลที่ตั้งอยู่ในมุมมืด เธอรู้สึกเย็นวาบและสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างบอกเธอว่าเธอไม่ควรอยู่ในนี้เธอจึงรีบออกจากคุกทันที เมื่อเธอเล่าเรื่องนี้ให้อาจารย์ท่านหนึ่งที่มีสัมผัสพิเศษฟัง อาจารย์ได้แต่ยิ้มแล้วตอบแค่ว่า “เจอทุกปี…” ท่านเล่าว่านักศึกษาปีที่แล้วเจอเหมือนกันแต่เห็นเป็นเงายืนอยู่หน้าศาลเลย…

 

ใครยืนอยู่ตรงนั้น

มิว(นามสมมติ) เรียนอยู่ชั้นประถมปลาย โรงเรียนหญิงล้วนแห่งหนึ่ง ห้องเรียนของเธอมีขนาดเล็กและอยู่ในมุมเล็กๆ เป็นซอกของตึก ข้างหน้าต่างมองลงไปจะเห็นที่พักของภารโรงพอดี แถมยังต้องแบ่งพื้นที่ห้องกับอาจารย์หัวหน้าแผนกในการใช้ห้องอีก เหล่าเด็กนักเรียนที่เรียนพิเศษและทำการบ้านไม่เสร็จจะอยู่นั่งทำการบ้านต่อในห้องหลังเลิกเรียน เพื่อนๆ ที่ทำการบ้านเสร็จทยอยกันกลับบ้านหมดแล้วเหลือแค่กิ่งที่ยังทำการบ้านอยู่ที่โต๊ะบริเวณกลางห้อง และมิวที่ยืนรออยู่หน้าห้องบริเวณกระดานดำ ระหว่างที่มิวกำลังยืนรอกิ่ง เธอหันไปที่หน้าต่างและพบกับร่างของผู้หญิงผมยาวยืนมองเธออยู่ข้างนอกหน้าต่าง เธอตกใจและพยายามรวบรวมสติ เพราะที่นอกหน้าต่างนั้นไม่มีระเบียงหรือพื้นที่ที่คนจะยืนได้เลย “กิ่ง…อย่าหัน เดินมานี่!” แต่ดูเหมือนกิ่งจะไม่ได้สนใจคำเตือนของมิวเลย เธอหันไปมองทันที เมื่อกิ่งพบกับร่างของผู้หญิงที่นอกหน้าต่างเธอก็วิ่งออกนอกห้องด้วยความแตกตื่น มิวจึงวิ่งตามไป

มิวและกิ่งเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับเพราะไม่กล้าบอกใคร จนมีวันหนึ่งมีเสียงประกาศจากห้องเสียงตามสายว่าห้ามนักเรียนไปเล่นแถวที่พักภารโรงเนื่องจากมีผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นลูกหลานของภารโรงถูกคนฆ่าข่มขื่นที่บริเวณนั้น มิวและกิ่งจึงเข้าใจว่าที่เธอเจอคือใครและเธอมาให้เห็นทำไม…