เธอเต้นบัลเล่ต์ตั้งแต่ 5 ขวบ 15 ปีแล้วยังไม่เคยหยุดเลย - CLEO Thailand Online Magazine

เธอเต้นบัลเล่ต์ตั้งแต่ 5 ขวบ 15 ปีแล้วยังไม่เคยหยุดเลย

เธอเต้นบัลเล่ต์ตั้งแต่ 5 ขวบ 15 ปีแล้วยังไม่เคยหยุดเลย

น้ำหวาน-รวินันท์ อัศวกาญจนกิจ คือนักเต้นที่นิวยอร์ก จบมันธยมตอนอายุ 18 ปีก็ไปเลย เธอเต้นบัลเล่ต์มาตั้งแต่อยู่อนุบาล 2 จนตอนนี้เธออายุ 22 ปี แล้วก็ไม่เคยหยุดเลย “หนูไม่เคยใช้ชีวิตที่ไม่มีบัลเล่ต์” ความฝันสูงสุดของเธอคือการได้ไปทัวร์รอบโลก นอกจากจะเป็นนักเต้นแล้วเธอยังเป็นนักสู้ น้ำหวานฝึกฝนตัวเองอย่างหนัก จะเรียกว่าหมกหมุ่นเลยก็ได้ แถมยังไม่หยุดหาเทคนิคใหม่ๆ อยู่เสมอ “มันต้องอาศัยคอนเนคชั่นเยอะมากๆ ที่จะได้ไปไกลในสายงานนี้”

โตมากับครอบครัวศิลปิน

คุณพ่อคุณแม่ของน้ำหวานเลี้ยงเธอมาสไตล์ฝรั่ง ทุกคนต้องมีชีวิตเป็นของตัวเอง ตอนเด็กพ่อจะชอบให้เธอเรียนหลายๆ อย่างเพื่อหาตัวเองให้เจอ เรียนหมดทั้ง ไวโอลิน ขิม ร้องเพลง ว่ายน้ำ จะออกไปทางกีฬาและอาร์ตซะส่วนใหญ่ ก็จะตัดตัวเลือกออกไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายเหลือเต้น แล้วก็ไม่ใช่แค่เธอคนเดียวที่มีหัวอาร์ตในบ้าน พี่ชายเล่นดนตรีและพี่สาววาดรูป “พ่อชอบอาร์ตมากๆ แล้วก็จะให้หนูเสพตั้งแต่เด็ก” แต่เธอก็เป็นคนเรียนหนังสือดีด้วย ทำให้ตอนแรกก็คิดว่าตัวเองอยากเรียนอักษรจุฬา แต่สุดท้ายก็เลือกเต้นเพราะ “หนูไม่อยากตื่นเช้ามาทำในสิ่งที่ไม่ชอบแล้วจะรู้สึกเศร้าทั้งชีวิต”

โมเมนต์จุดประกายความเป็นนักเต้น

ตอนเธออายุ 14 ปี ลองขอพ่อไปซัมเมอร์คอร์สเต้นครั้งแรกที่อังกฤษ ซึ่งก็มีครูเดินเข้ามาถามเธอตรงๆ ว่าอยากเป็นนักบัลเล่ต์มืออาชีพหรือเปล่า? ตอนนั้นน้ำหวานก็คิดลึกมาก เธอคิดว่าการเป็นนักบัลเล่ต์ด้วยอายุเท่านี้เธอควรจะมีสกิลล์ขนาดไหน เธอเลยบอกเขาไปว่าไม่อยากเป็น “เพราะหนูคิดว่ายังความสามารถตัวเองยังไม่ดีพอ” แต่ครูคนนั้นก็ยังชักจูง บอกว่าถ้าสนใจให้ไปเรียนกับเขา น้ำหวานก็ตามเรียนหมด รู้สึกว่าเจอสิ่งที่ชอบจริงๆ “เต้นทั้งวันหนูก็ยอม”

เวลามีอะไรจะเขียนหมด ทั้งเป้าหมาย สิ่งที่เรียนมา แม้กระทั้งเวลาอยากระบาย

เจอกับการต่อสู้เยอะขนาดนี้ มันก็ต้องมีหมดแรงบ้าง เธอบอกว่าต้องหาอะไรที่เป็นแรงบันดาลใจ จองตั๋วไปดูบัลเล่ หรือโทรไปคุยกับใครสักคน แต่ที่สำคัญคือต้องรู้ว่าตัวเองเป็นอะไร เธอเลยชอบคุยกับตัวเองด้วยการเขียน  “เรื่องบางเรื่องมันลึกเกินไป คุยกับใครก็ไม่เข้าใจ” เขียนในสมุดปกดำที่เธอซื้อตุนไว้จากไทย นอกจากเขียนระบายแล้ว เธอก็จะเขียนในสิ่งที่ตัวเองเรียนแต่ละวัน ใช้กล้ามเนื้ออะไร “ปกติเรียนเสร็จจะรีบจดเลยเพราะรู้สึกว่าเรียนอย่างเดียวไม่พอ” ที่สำคัญจะเขียนเป้าหมายของแต่ละปี “หนูจะชอบมีแพลนเป้าหมายของแต่ละปีว่าอยากทำอะไรบ้าง แล้วมันจะมีที่ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็คือจะได้ตามที่ตั้งใจ”

 

ความเป็นนักเต้นเอเชี่ยนที่นิวยอร์ก

80% ของนักเรียนเป็นชาวแอฟริกันอเมริกัน การเป็นเอเชี่ยนคนเดียวในห้องมันจะยากนิดหนึ่ง แต่ถ้าเป็นคนเอเชียที่เก่งก็จะได้ทุกอย่างเลย เวลามีงานที่ต้องอาศัยเชื้อชาติก็จะมีโอกาสมากกว่า ส่วนเรื่องเหยียดผิวน้ำหวานบอกว่าไม่มีเลยนะ เขาดูที่ฝีมือมากกว่า จริงๆ ฝรั่งชอบมองว่าคนเอเชี่ยนเก่งด้วยซ้ำ อาจเป็นเพราะคนเอเชี่ยนมีความพยายมสูง

ฝีมืออย่างเดียวไม่พอ มันขึ้นอยู่กับลุคด้วย!!

น้ำหวานบอกว่าตอนไปออดิชั่นครั้งแรกไม่มีใครสอนแต่งตัว ปกติน้ำหวานชอบใส่ขาสั้นกับชุดเลโอตาร์ด (ชุดบอดี้สุดแขนสั้น) เพราะไม่อยากให้ร้อน ผมก็ทำยุ่งๆ ดูแล้วก็เหมือนเด็กไปออดิชั่น น้ำหวานบอกว่าในออดิชั่นจะมี “เด็กที่อยากได้ประสบการณ์กับคนที่จะได้ถึงฝันแล้ว” ช่วงแรกๆ น้ำหวานก็เป็นแบบเด็กกลุ่มแรกนั้นแหละ มาเอาประสบการณ์ แต่ถ้าอยากได้งานก็ต้องเปลี่ยน ต้องทำการบ้านว่า company นี้เขาชอบลุคแบบไหน น้ำหวานเล่าว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งเข้าไปออดิชั่นกับเพื่อน เขาให้วอร์มอัพหมุนหัว ยังไม่ทันเต้นเลยเขาก็เดินมาจิ้มให้เพื่อนตกรอบแล้ว น้ำหวานบอกว่ามันเป็นเพราะลุคของเพื่อนไม่ตรงตามที่เขาหา

“ถ้าชอบที่ไหน ก็ให้เอาตัวเข้าไปอยู่ตรงนั้น”

การทำให้ตัวเองเป็นที่รู้จัก ทำให้เข้าจำชื่อได้คือเรื่องสำคัญมาก มีผลต่ออาชีพการงาน “ตอนแรกก็ไม่ค่อยมั่นใจ แต่เราก็ได้ยินมาว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องทำ ก็เลยต้องทำ….ไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่ทำแบบนี้ เพื่อนๆ ก็ทำ” ซึ่งมันเริ่มตั้งแต่เวลาเรียนเลย อยากทำงานที่ไหนต้องหาทางไปเทคคลาสเขา การเข้าไปชวนคุย ตีสนิทกับครู มันสำคัญมากๆ เพราะบางทีครูก็คือนักออกแบบท่าเต้นที่ดึงเด็กไปทำงานได้

แต่น้ำหวานบอกว่าแค่ทำให้เห็นยังไม่พอ ที่สำคัญต้องเก่งและขยันด้วย “หนูรู้สึกว่าหนูเป็นคนไม่มีพรสวรรค์อะไรเลย แล้วเราก็ต้องพยายามมากกว่าคนอื่นหลายร้อยเท่าเพื่อให้ได้ดีในอย่างหนึ่ง” เวลาน้ำหวานเรียนเธอจะอยู่กับครูตลอดเวลา ไม่หลุดโฟกัส แล้วจะทำตามตลอด “เรารู้สึกว่าการเรียนที่ดีคือต้องไม่หลุดโฟกัส อยู่กับครูตลอดเวลา เขาพูดอะไรก็ต้องแก้ตอนนั้น แล้วก็ต้องซ้อมอยู่ข้างๆ”

 

เวทีที่ตั้งอยู่กลางป่าคือเวทีในฝันของน้ำหวาน

น้ำหวานมีเวทีในฝันที่อยากแสดงมากๆ อยู่ที่หนึ่ง ตั้งอยู่กลางป่า ล้อมรอบด้วยภูเขา เธอถึงกับเซฟรูปเก็บไว้ในโทรศัพท์ตลอดเวลา เวทีนี้เป็นของโปรแกรมที่ชื่อ Jacob’s Pillow มันเป็นสถานที่ในตำนาน ทุกคนที่เป็นนักเต้นที่เก่งจะต้องไปเต้นที่นี่ ในโปรแกรมก็จะเทรน 3 อาทิตย์ แล้วก็มีการแสดงทุกสัปดาห์ แต่ถ้าจะเข้าโปรแกรมนี่ก็ต้องผ่านออดิชั่นสุดโหด เขาไม่ง่ายเลยจริงๆ จากเป็นพันๆ คนเขารับจริงๆ แค่ 24 คนเอง “อย่างกับ AF อะ” ซึ่งน้ำหวานก็ลองไปออดิชั่น 2 ปีกว่าจะติด เป็นหนึ่งในสิ่งที่เธอดีใจที่สุดในการเป็นนักเต้นคนหนึ่งที่นิวยอร์ก

เวลาเรียนรู้สึกเหมือนอยู่ในบ้าน AF

“พอไปถึงมันเหมือน AF จริงๆ ให้เรียนแล้วก็แสดงทุกวีค” พอถึงเวลาเข้าโปรแกรมก็กดดันมากๆ เพราะเพื่อนๆ ของเธอก็เก่งกันทุกคน “ทุกวันที่ตื่นมาก็ไม่อยากจะเชื่อว่าหนูมาอยู่ตรงนี้กับคนกลุ่มนี้” น้ำหวานเล่าว่าเพื่อนๆ จะสนิทกันเร็วมากเพราะอยู่ด้วยกันตลอดเวลา แถมยังไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตอีก ตลอดการเข้าโปรแกรมเธอได้ขึ้นเวทีในฝันถึง 3 ครั้ง ซึ่งครั้งแรกที่ได้แสดงแค่ 3 นาที สำหรับการแสดง 20 นาที แต่ก็ดีใจมากๆ เพราะมันไม่ง่ายแล้วเธอก็ทำออกมาได้ดี เธอประทับใจโมเมนต์หลังเวทีที่เป็นเหมือนบ้านไม้ ทุกคนก็จะเซ็นชื่อว่าตัวเองเคยมาที่นี่ น้ำหวานไปไล่ดูลายเซ็นของนักเต้นรุ่นเดอะที่เธอชื่นชมแล้วก็จะไปเซ็นชื่อข้างๆ เขา

แดนเซอรืทุกคนต้องผ่านการผ่าตัด

น้ำหวานกระดูกแตกที่หน้าแข้งต้องผ่าตัดใส่เหล็กดาม หมอเรียกเข้าไปคุยเลย บอกว่ามี 2 ทางเลือกจะหยุดเต้นไปเลยหรือผ่าตัด “หนูไม่มีทางเลือก” ก็เลยขอผ่าตัดอย่างด่วนที่สุด หลังจากผ่าตัดก็เดินไม่ได้ 3 อาทิตย์ อาทิตย์แรกต้องนอนนิ่งๆ  “หนูรู้ว่าแดนเซอร์ทุกคนต้องผ่านการผ่าตัด แต่ไม่มีใครเคยบอกเลยว่ามันเจ็บ” เดินไปก็น้ำตาไหล พอผ่านไป 2 อาทิตย์ ก็ต้องทำกายภาพบำบัดแล้วพักเต้น 3 เดือนถึงจะกลับมาเต้นได้เหมือนเดิม!!!! ซึ่งตอนนี้ก็ยังอยู่ในช่วงพักฟื้นอยู่ ทำให้เธอเครียดมากๆ กลัวเรื่องอนาคต!!

เครียดจนเป็น Panic Attack

ก่อนผ่าตัดน้ำหวานเพิ่งขออาร์ติสท์วีช่าไป ซึ่งการจะได้อาร์ติสท์วีช่าน้ำหวานต้องเก็บพอร์ตฟอลิโอ เริ่มขอตั้งแต่เดือนกรกฏาคมแต่ดันต้องมาพักฟื้นซะก่อน เต้นได้อีกทีก็โน่นน ตุลาคม บิ้วด์ทุกอย่างใหม่หมด ทำให้เธอเครียดถึงขนาดเป็นเป็นแพนิคแอทแทคบ่อยๆ กลัวว่าถ้าไม่ได้งานที่นี่จะต้องกลับไปทำงานที่ไทย หลังๆ ก็เลยพยายามเลี่ยงคิดถึงเรื่องเต้นเพราะกลัวเครียดแล้วร่างกายไม่แข็งแรง “เราไม่รู้เลยว่าวันไหนจะเป็นคิวของเรา เราอาจจะไม่มีทางได้เลย แต่เรารู้ว่ายังไงทุกคนก็ต้องได้อยู่ในที่ที่เหมาะสม ในที่ที่ควรอยู่ เราแค่ต้องรอวันนั้น แต่มันก็เหนื่อยมากๆ” แต่น้ำหวานก็ได้รับกำลังใจอย่างดีจากครอบครัว เพื่อนๆ แฟน และคุณหมอ ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้อยู่คนเดียว “สุขภาพจิตสำคัญมากๆ และการที่มีกำลังใจดีเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ช่วยให้น้ำหวานหายเร็วขึ้น” ล่าสุดคุณหมอก็อนุญาตให้เธอกลับมาเต้นได้บ้างแล้ว ยังไงเราก็ขอเป็นกำลังใจให้น้ำหวานนะ!!!

 

HOROSCOPE