สนุกกับการใช้ชีวิตแบบคนละขั้ว เธอเคยเป็นทั้งแอร์โฮสเตส นักเต้น และนักยิงปืน!!! - CLEO Thailand Online Magazine

สนุกกับการใช้ชีวิตแบบคนละขั้ว เธอเคยเป็นทั้งแอร์โฮสเตส นักเต้น และนักยิงปืน!!!

เรารู้จักพี่ปิ่น วิรัตนาภรณ์ การดี (อายุ 29 ปี)มาตั้งแต่สมัยเด็กๆ พี่เขาเป็นนักเต้น ก็เต้นมาด้วยกันนี่แหละ จำได้ดีเลยภาพสาวผมยาว หุ่นดี ที่เต้นได้เท่มากๆ เพิ่งมารู้ตอนหลังว่าเขาเป็นนักกีฬายิงปืน แถมก่อนหน้านี้ก็เคยเป็นแอร์ด้วย ว๊าวอะไรมันจะสุดคนละขั้วแบบนี้ ตอนนี้ก็ยังเป็นแด๊นเซอร์อยู่ ล่าสุดไปดูเลย เอ็มวีเพลง บ๊อบเท ของ เอ็ม ยศ (M Yoss)  สาวผมวิกที่เต้นอยู่ในเอ็มวีนั้นแหละพี่ปิ่นเอง!!! แต่ความฝันสูงสุดของเธอในตอนนี้คือการเป็นนักยิงปืนทีมชาติ “ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องไปเหยีบโอลิมปิกให้ได้!”

 

THE GUN: โตมากับครอบครัวนักยิงปืน เริ่มจับปืนตั้งแต่อยู่ ป.4!!

จริงๆ พี่ปิ่นก็โตมากับครอบครัวนักยิงปืนเลย คุณพ่อเป็นนักกีฬา พี่ชายก็เป็นทีมชาติ ส่วนคุณแม่ก็เป็นผู้จัดการทีม ตอนเราฟังยังแอบเปรียบเทียบครอบครัวของพี่เขากับบ้านคาร์เดเชี่ยน แต่แค่โหดกว่าและเท่กว่าเยอะ!!! เธอถูกเลี้ยงมาแบบบอยๆ ที่บ้านจะไม่ได้เลี้ยงให้เป็นผู้ชาย แต่จะเลี้ยงให้แข็งแกร่งเหมือนผู้ชาย ให้โตด้วยตนเองแต่ก็จะมีกรอบห่างๆ พี่ปิ่นบอกว่า ครั้งแรกที่จับปืนก็คือ ป.4 “ตัวเท่าโต๊ะ” ตอนนั้นคุณพ่อเป็นคนสอนแล้วก็จะคอยส่งลงสนามแข็งตลอด ปลุกปั้นมาอย่างดี

 

THE SNEAKERS: ทำอะไรก็ทุ่มให้สุด พอเจอเต้นก็เลยทิ้งการยิงปืนจนพ่อไม่พอใจ

พอเริ่มเป็นสาว ตอนช่วงม. 4 หรือ ม.5 พี่ปิ่นได้เจอประกาศงานแข่งเต้น แล้วพี่ปิ่นก็มีไอเดียอยากลงแข่ง ชวนเพื่อนๆ มาฟอร์มทีม ทั้งๆ ที่ไม่รู้เลยว่าเพื่อนคนไหนเต้นได้บ้าง ซึ่งตอนนั้นก็มีรุ่นพี่ในโรงเรียนที่เต้นเก่งมากมาช่วยทำโชว์แข่ง สุดท้ายก็คว้ารางวัลที่ 2 มา ซึ่งที่ 1 คือ ฮั่น ซุเปอร์สตาร์สายเต้นนั้งเอง!!! ตั้งแต่ตอนนั้นมาพี่ปิ่นก็ตกหลุมรักการเต้นแล้วก็หยุดยิงปืน

พอเจอการเต้นก็ทิ้งการยิงปืนทันที ซึ่งพ่อแอนตี้สุดๆ  

พอถูกดูดเข้าไปในโลกของการเต้นก็เริ่มไม่ยิงปืน “เพราะเป็นคนที่เวลาอินหรือมีแพชชั่นกับอะไรมากๆ ก็จะทุ่มให้สุด..ตอนยิงปืนก็เหมือนกัน” ส่วนตัวพ่อเองก็ไม่พอใจกับการเต้นมากๆ “พ่อไม่ชอบ พ่อมองว่าเราเด็ก กลับบ้านเที่ยงคืนเพื่อซ้อมแข่ง พ่อก็ไม่เข้าใจ พ่อเป็นตำรวจ” ถึงกับขนาดต้องขังพี่ปิ่นในห้อง ไม่ให้ออกไปซ้อม ช่วงนั้นชีวิตก็ดราม่าอยู่เหมือนกัน โดยความเป็นเด็กหัวรุนแรงหน่อย โดนขัดขว้างแบบนี้ก็เลยเคยคิดฆ่าตัวตาย เธอพูดตรงๆ กับพ่อไปเลยว่า “ถ้าหนูไม่ได้เต้น หนูก็รู้สึกว่าไม่สมควรที่จะมีชีวิตอยู่” จนสุดท้ายพ่อก็ต้องยอม “พ่อแม่ก็ค่อนข้างที่จะกลัวเรา กลัวเราฆ่าตัวตาย” ตอนหลังๆ พี่ปิ่นก็ตั้งใจพิสูจน์ตัวเองให้พ่อเห็น แข่งได้รางวัลมาหลายเวที พิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานจนในที่สุดพ่อก็ยอมรับว่าพี่ปิ่นรับผิดชอบตัวเองได้ เราขอแอบเม้าท์ว่าสมัยนั้นในวงการเต้นพี่เขาท๊อปฟอร์มมาก!!!

 

THE AIRPLANE: ตัดสินใจเป็นแอร์โฮสเตสเพื่อทำตามฝันให้แม่

พอถามพี่ปิ่นว่าจริงๆ แล้วตอนเด็กๆ อยากเป็นอะไร เธอบอกว่า “เศษเสี้ยวหนึ่งเคยคิดว่าจะเป็นแอร์” รู้สึกว่ามันเป็นอาชีพฮิต เพื่อนๆ รอบตัวอยากเป็นหมด ซึ่งตอนนั้นยังไม่เริ่มเต้นเลย ก็เลยมีถามตัวเองบ้างว่า “เอ๊ะเราจะอยากเป็นบ้างมั้ย” ไม่คิดเลยว่าสุดท้ายจะได้มาเป็นแอร์จริงๆ

แต่เหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจสมัครแอร์ก็เพระว่าทำให้แม่ ท่านอยากเป็นแอร์ แต่สมัยก่อนเคยไปสมัครแต่ไม่ได้ ก็เลยจะคอผลักดันพี่ปิ่นทุกอย่าง ตอนที่ไปสอบแอร์คุณแม่ก็เป็นคนขับรถไปส่ง ระหว่างทางก็จะคอยอ่านประวัติของบริษัทนั้นให้ฟัง “คือถ้าแม่เป็นคนสอบเองแม่คงได้แล้ว” แต่ตัวเธอเองจริงๆ ไม่ได้อยากเป็นเลย รู้สึกตั้งแต่โมเมนต์แรกแล้ว  “ตอนไปสมัครครั้งแรกก็รู้สึกว่าไม่ใช่แล้ว” หลังจากสอบมา 3 ทีสุดท้ายก็ติด Air Asia ซึ่งก่อนจะติดก็บอกแม่ว่า ถ้าครั้งนี้ไม่ได้ก็จะไม่เอาแล้ว แต่ก็ดันติดซะนี้!! “ก็ไม่รู้แม่ไปเล่นของอะไรมา” คุณแม่ก็ดีใจ แต่อะไรที่ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ สุดท้ายทำงานได้อยู่แค่ 3 ปี แล้วก็ตัดสินใจลาออก

 

เวลาใส่ชุดแอร์โฮสเตสแล้ว “รู้สืกว่ามันหนัก”

วันที่ตัดสินใจลาออกจากการเป็นแอร์พี่ปิ่นก็แค่นั่งอยู่ในห้อง มองคนรอบๆ แล้วก็คิดกับตัวเองว่า “จะไม่เอาตัวเข้าไปใส่ในชุดนั้นอีกแล้ว” เพราะ “เวลาเราใส่ชุดแดงแล้วรู้สึกว่ามันหนัก” มันอึดอัด ตอนแรกไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ตอนหลังเลยมารู้ว่าเพราะมันเป็นอาชีพที่ใช้พลังเยอะมาก “การที่จะไปบินครั้งหนึ่ง คือเราต้องนอนตายทั้งวันเพื่อที่จะรวบรวมพลังทั้งหมด” แถมยังรู้สึกไม่เป็นอิสระ ก่อนหน้านี้ไม่เคยอยู่ใต้ใครแล้วพอต้องมาอยู่ในกฏเกณฑ์มันก็เลยรู้สึกอึดอัด “มันแค่ไม่เป็นตัวเรา แล้วเราก็ต่อต้าน”

แล้วอีกอย่าง ที่ตัดสินใจออกจากแอร์ส่วนหนึ่งก็เพราะการยิงปืน มีความคิดขึ้นมาในหัวว่า “อยากไปแข่งโอลิมปิก ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องไปเหยีบโอลิมปิก อยากรู้ว่ามันกดดันกันยังไง….แค่อยากไปแข่ง แค่นั้นเลย”

 

ความฝันตอนนี้คืออยากเป็นนักยิงปืนทีมชาติ

ถ้านับเป็นปี พี่ปิ่นก็ทิ้งการยิงปืนไปเต้นตั้ง 10 ปีแหนะ!! แต่เมื่อเธอเริ่มกลับมารักมันไม่ใหม่แล้ว ก็ต้องกู้ทุกอย่างกลับมาหมด เธอบอกว่าการหายไปเป็น 10 ปีทำให้ฟื้นสกิลล์ยากมาก “พูดเลยว่ายากที่สุดในชีวิต ตอนนี้เป็นชาเลนจ์ที่ยากอันดับหนึ่ง” กดดันสุดๆ เพราะเพื่อนรุ่นเดียวกันสมัยเด็กๆ ตอนนี้ก็เป็นแนวหน้าของประเทศไปแล้ว เพราะเขาไม่เคยหยุด จริงๆ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านพี่ปิ่นก็มีไปลงแข่งคัดตัวปีละครั้ง ทำให้พ่อดีใจ แต่ก็ไม่ได้จริงจังอะไร “คัดเล่นๆ ไปแบบไม่ได้ซ้อม” ซึ่งฝีมือก็ไม่ได้ตกเลยนะ แต่ก็ไม่เพิ่มขึ้น เพื่อนๆ ที่ซ้อมทุกวันคะแนนก็จะนำไปแล้ว ตอนนี้ก็เลยกลับมาเอาจริงละ กำลังเตรียมตัวคัดทีมชาติ “เราต้องวิ่งตามตัวเองกลับมาก่อน” ซึ่งก็เป็นอะไรที่โหดมาก “เครียด เครียดมากเลยจริงๆ น้องบีม”

แต่ 10 ปีที่หยุดไปไม่รู้สึกเสียดายเลยนะ

เมื่อถามพี่ปิ่นว่ารู้สึกเสียดายมั้ยที่ทิ้งการยิงปืนไป 10 ปี “ไม่รู้สึกเสียดายนะ เพราะ 10 ปีที่เราหายไป เราได้ประสบการณ์ชีวิตที่เจ๋งมากๆ เหมือนกัน คือถ้าเราไม่เลือกเต้นในตอนนั้น เราคงรู้สึกเสียดายที่ยังใช้ชีวิตไม่คุ้ม” ซึ่งการที่ได้เห็นเพื่อนๆ ไปไกลกว่ามันกลับทำให้เธอรู้สึกดีใจกับเพื่อนๆ เธอเอามันมาเป็นแรงผลักดันในการทำชาเลนจ์ครั้งนี้ในชีวิต “รู้สึกดีนะที่ทุกคนรอบตัวเราเก่งมากๆ แล้วเป็นแนวหน้าของประเทศ ยิ่งเรากลับมาแล้วเจอความห่างที่เราต้องตามให้ทันแล้ว มันยิ่งเป็นแรงผลักดันให้เรา…จริงๆแล้ว ถ้าทุกอย่างยังอยู่เหมือนเดิม เราอาจจะไม่รู้สึกว่าต้องฮึดสู้ก็ได้นะ เราอาจจะขี้เกียจ 555”

 

แล้วมีการเตรียมตัวยังไงละ?

ทุกวันนี้พี่ปิ่นต้องซ้อมยิงปืนทุกวัน เริ่มตั้งแต่ 8 โมงเช้าไปสนามแข่งเพื่อซ้อมยิงปืน ซ้อมถึงเที่ยงแล้วก็พัก บ่ายก็ไปฟิตเนส วิ่งแล้วก็ยกเวท แต่ไม่ได้หนัก เพราะกีฬายิงปืนไม่ใช่กีฬาที่ใช้กล้ามเนื้อเท่าฟุตบอล ใช้สมาธิแลความเกร่งที่พี่เขาบอกว่าเป็น “ความแข็งแกร่งแบบนุ่มนวล” มากกว่า ส่วนก่อนนอนก็จะ “ยกปืนซ้อม” ที่บ้าน คือซ้อมเหนี่ยวไก ไม่ต้องยิ่งจริง จะมีเป้าแปะที่ผนังบ้าน ซ้อมมองศูนย์ แล้วก็เดินไกปืน ทำแบบนี้ทุกวัน

อินเนอร์ของนักยิงปืนหญิงมันเป็นยังไง

“เคยคิดตั้งแต่เด็กๆ ว่า ถ้าเราไปบอกคนอื่นว่าเราเป็นนักยิงปืน ทุกคนก็คงจะตกใจ…เพราะโลกภายนอกจะคิดว่าผู้หญิงไม่เหมาะ บางคนหัวโบราณก็จะบอกว่าผู้หญิงยิงปืนได้เหรอ เป็นกีฬาแมนๆ หรือเปล่า” เธอก็เลยคิดว่าตัวเองต้องฮึดยิ่งกว่าเดิม!!! “ด้วยความที่พ่อเลี้ยงให้เรามีความแข็งแกร่งแบบผู้ชาย เราก็เลยรู้สึกว่าเราต้องทำให้ได้มากกว่าผู้ชายด้วยซ้ำ” เธอบอกว่าจริงๆ แล้วผู้หญิงละเอียดกว่าผู้ชายอีกนะเวลายิงปืน มันต้องใช้สมาธิและความละเอียดก่อนจะยิงออกไปหนึ่งนัด คือยิงไปหนึ่งนัดก็นับคะแนนเลย!!! จริงๆ ผู้หญิงเราทำทุกอย่างที่ผู้ชายทำได้นั้นแหละ เผลอๆ อาจจะดีกว่าซะด้วย!!!

 

เต้น VS ยิงปืน

ถ้าให้เลือกระหว่างสองอย่าง เต้นกับยิงปืน พี่ปิ่นตอบอย่างไวว่าขอเลือกยิงปืนมากกว่า เพราะเต้นมันเป็นชีวิตของเธอไปแล้ว!! “เต้นยังไงมันก็ไม่ตายจากเรา แต่ยิงปืนคือ ณ เวลานี้เราต้องทำแล้ว เราให้เต้นไปหมดแล้ว แล้วเราก็ได้สิ่งที่ต้องการจากการเต้นแล้ว เราก็ต้องกลับไปทำให้พ่อ เพราะทำเพื่อตัวเองไปแล้ว”

อยากเห็นลีลาการเต้นของเธอก็ไม่ยาก เพราะเธอยังมีงานเต้นอยู่เรื่อยๆ ล่าสุดก็อย่างที่บอกในเอ็มวีเพลง บ๊อบเท ของ เอ็ม ยศ (M Yoss) ถ้าใครได้ดูรายการ The Rapper ก็อาจจะเคยเห็นหน้าเธอบ้างนะ เพราะเธอก็เป็นแดนเซอร์รายการนี้เหมือนกัน สุดท้ายเราก็อยากจะบอกว่า มันจะเป็นอะไรไปถ้าชีวิตนี้มีแพชชั่นกว่าหนึ่งอย่าง มันไม่สายไปหรอกที่จะคิดทำในสิ่งที่รัก ขอแค่เป็นตัวเองและเดินอยู่บนเส้นทางของตัวเองให้เริ่ดที่สุดนะจ๊ะ

HOROSCOPE